Friday, December 20, 2024

5 สาเหตุยอดฮิตของอาการปวดไหล่ ที่คุณอาจไม่รู้ตัว

5 สาเหตุยอดฮิตของอาการปวดไหล่ ที่คุณอาจไม่รู้ตัว

อาการปวดไหล่เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย หลายคนอาจคิดว่าเกิดจากการใช้งานมากเกินไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้คุณปวดไหล่โดยไม่ทันสังเกต! วันนี้เราจะพาคุณมาดู 5 สาเหตุยอดฮิตของอาการปวดไหล่ เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

1. การใช้งานไหล่หนักเกินไป (Overuse)

การใช้แขนและไหล่ซ้ำ ๆ เช่น การยกของหนัก การเล่นกีฬา หรือการทำงานที่ต้องก้ม-เงยบ่อย ๆ สามารถทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นในไหล่อักเสบได้ ซึ่งนำไปสู่อาการปวดแบบเรื้อรังได้ง่าย

วิธีดูแล:

พักการใช้งาน ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก และประคบร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อในภายหลัง

2. ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder)

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าไหล่แข็งตึงและขยับลำบาก นี่อาจเป็นสัญญาณของข้อไหล่ติด หรือที่หลายคนเรียกว่า “ไหล่ติด” ซึ่งมักเกิดในผู้ที่ใช้งานไหล่น้อย เช่น คนทำงานออฟฟิศ หรือผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย

วิธีดูแล:

เริ่มออกกำลังกายไหล่อย่างเหมาะสม หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการทำกายภาพบำบัด

3. การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุ เช่น การลื่นล้ม หรือการออกแรงผิดท่า อาจทำให้กล้ามเนื้อไหล่ฉีกขาด หรือข้อไหล่หลุดได้ ซึ่งจะทำให้ปวดแบบเฉียบพลันและรุนแรง

วิธีดูแล:

รีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจและรักษา

4. เส้นประสาทถูกกดทับ

อาการปวดไหล่ที่ลามไปถึงแขนและมือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย อาจเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ เช่น จากหมอนรองกระดูกคอ หรือกล้ามเนื้อบริเวณไหล่กดทับเส้นประสาท

วิธีดูแล:

ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างถูกต้อง

5. โรคข้ออักเสบ (Arthritis)

ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้งานไหล่มากเป็นเวลานาน ข้อไหล่อาจเกิดการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ทำให้มีอาการปวดเรื้อรังและขยับลำบาก

วิธีดูแล:

พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อเพื่อประเมินและวางแผนการรักษา

ดูแลตัวเองก่อนปวดไหล่เรื้อรัง

อาการปวดไหล่ส่วนใหญ่อาจดูเหมือนไม่ร้ายแรงในช่วงแรก แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปอาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง อย่าลืมสังเกตตัวเองและเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ!

“หากคุณมีอาการปวดไหล่ที่ไม่หาย หรือสงสัยว่าเป็นอาการจากโรคใด ๆ อย่ารอช้า! การพบแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้คุณกลับมามีสุขภาพที่ดีได้เร็วขึ้นครับ”

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

Tuesday, December 17, 2024

ปวดไหล่แบบไหนที่อันตรายและต้องรีบพบแพทย์?

ปวดไหล่แบบไหนที่อันตรายและต้องรีบพบแพทย์?

หลายคนอาจเคยประสบกับอาการปวดไหล่ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ บางครั้งปวดเพียงเล็กน้อย บางครั้งปวดจนขยับแขนไม่ได้เลย แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาการปวดไหล่บางชนิดอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ร้ายแรง? วันนี้เราจะมาช่วยคุณแยกแยะว่าอาการแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม และเมื่อไรที่ควรรีบพบแพทย์ทันที!

อาการปวดไหล่ที่อาจเป็นอันตราย

1. ปวดไหล่แบบเฉียบพลันและรุนแรง

• หากคุณปวดไหล่ทันทีหลังจากอุบัติเหตุ เช่น ล้ม ข้อไหล่หลุด หรือกระแทกแรง ๆ อาจเป็นสัญญาณของ กระดูกหักหรือเอ็นฉีกขาด

• ต้องรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษา

2. ขยับแขนไม่ได้ หรือไหล่ติด

• หากคุณไม่สามารถยกแขนขึ้นหรือหมุนแขนได้เหมือนปกติ อาจเป็นอาการของ ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder)

• ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันอาการลุกลาม

3. ปวดร้าวจากไหล่ไปที่แขนหรือมือ

• หากมีอาการปวดร้าวที่ลามลงไปถึงแขนหรือมือ พร้อมกับมีอาการชา อาจเกิดจาก เส้นประสาทถูกกดทับ เช่น จากหมอนรองกระดูกคอ

4. ปวดไหล่พร้อมอาการอื่น เช่น แน่นหน้าอกหรือหายใจลำบาก

• อาการปวดไหล่บางครั้งอาจสัมพันธ์กับ โรคหัวใจ โดยเฉพาะถ้ามีอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบากร่วมด้วย

• ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

ดูแลอาการเบื้องต้นก่อนพบแพทย์

• ประคบร้อน/เย็น

หากปวดจากการใช้งานมากเกินไป อาจลองประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก และเปลี่ยนเป็นประคบร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อ

• หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก

พักการใช้งานไหล่ชั่วคราวและหลีกเลี่ยงการยกของหนัก

• ใช้ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะสั้น

สรุป

ถ้าคุณมีอาการปวดไหล่ที่ไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน หรือมีอาการที่เข้าข่ายอันตราย อย่านิ่งนอนใจ! การพบแพทย์เฉพาะทางจะช่วยวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

“อย่าปล่อยให้อาการปวดไหล่ทำลายคุณภาพชีวิตของคุณ รีบตรวจเช็กเพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีนะครับ!”

ถ้าคุณสงสัยหรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม คอมเมนต์หรือส่งข้อความมาหาเราได้เลย!

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดไหล่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

Sunday, October 13, 2024

ปวดไหล่!! ฉีดยาด้วยยาอะไรดี??

ปวดไหล่!! ฉีดยาด้วยยาอะไรดี??

การรักษาอาการปวดไหล่จากการบาดเจ็บของเอ็นร้อยไหล่ด้วยการฉีดยา: แบบไหนได้ผลดีสุด?

อาการปวดไหล่จากการบาดเจ็บของเอ็นร้อยไหล่ (Rotator Cuff) เป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยเฉพาะในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งมีผลทำให้การเคลื่อนไหวไหล่ยากขึ้นและทำกิจวัตรประจำวันได้ไม่สะดวก การฉีดยารักษาเป็นวิธีที่นิยมกัน แต่หลายคนสงสัยว่ายาแบบไหนได้ผลดีมากที่สุด?

จากการศึกษาวิจัยที่ทำการเปรียบเทียบการฉีดยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของเอ็นร้อยไหล่ มีการทดลองฉีดยาหลายแบบ ซึ่งรวมถึง:

• ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบและปวด

• พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดสูง (Platelet-Rich Plasma หรือ PRP) เป็นการใช้เลือดของตัวเองมาช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

• กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยหล่อลื่นและปกป้องข้อต่อ

• การฉีดน้ำตาลเข้มข้น (Prolotherapy) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

จากผลการศึกษาพบว่า การฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิค เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น นอกจากนี้ การฉีด PRP ร่วมกับสเตียรอยด์ก็ได้ผลดีเช่นกัน รองลงมาคือการฉีดสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียว

สรุป

หากคุณมีอาการปวดไหล่จากการบาดเจ็บของเอ็นร้อยไหล่ การฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิคอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่การเลือกใช้วิธีไหนควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับอาการของคุณ

บทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านที่มีความรู้ระดับพื้นฐานสามารถเข้าใจและตัดสินใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดไหล่จากการบาดเจ็บ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

บทความนี้อ้างอิงจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์:

Zhi F, Cai F, Zhang W, Xiong L, Hu J, Lin X. Clinical efficacy of different shoulder joint drug injections for rotator cuff injuries: A network meta-analysis. Medicine. 2022;101(39):e30659.

Tuesday, September 17, 2024

ปวดไหล่ไม่หายสักที!! เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์???

“ปวดไหล่ไม่หายสักที!! เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์???

 

ใครเคยปวดไหล่แล้วคิดว่า “น่าจะหายเอง” หรือ “แค่นอนผิดท่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น”

 

 แต่บางครั้งอาการปวดไหล่ก็อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณควรรีบพบแพทย์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจร้ายแรงขึ้น มาดูกันว่าเมื่อไหร่ที่เราควรหยุดรอและรีบเข้าพบแพทย์

 

1. ปวดไหล่อย่างรุนแรงและไม่ดีขึ้น

 

หากคุณรู้สึกปวดไหล่จนถึงขั้นทำกิจวัตรประจำวันลำบาก เช่น การยกแขน นอนหลับ หรือทำงาน และอาการไม่ดีขึ้นแม้พักผ่อนหรือใช้ยาบรรเทาปวด อาจเป็นสัญญาณของ การบาดเจ็บรุนแรง เช่น เอ็นไหล่ฉีกขาด หรือการอักเสบเรื้อรัง ที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

 

2. แขนไม่มีแรงหรือยกแขนไม่ขึ้น

 

หากคุณพบว่าแขนไม่มีแรง ยกแขนไม่ขึ้น หรือรู้สึกว่าแขนทำงานไม่เต็มที่ อาจเกิดจากการ กล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด หรือ เส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งถ้าไม่รับการรักษาทันท่วงที อาการอาจแย่ลงและส่งผลกระทบต่อการใช้งานไหล่ในระยะยาว

 

3. ไหล่บวมแดงหรือร้อน

 

อาการบวม แดง หรือรู้สึกร้อนในบริเวณไหล่เป็นสัญญาณของ การอักเสบ หรือ การติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง

 

4. อาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับไหล่

 

หากคุณรู้สึกว่าอาการปวดไหล่แย่ลงเมื่อขยับแขน ไม่ว่าจะหมุนหรือยก อาจเป็นสัญญาณของ ข้อไหล่ติดแข็ง (Frozen Shoulder) หรือ เอ็นอักเสบ (Tendinitis) ซึ่งต้องอาศัยการรักษาอย่างถูกวิธีและการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหว

 

5. มีเสียง “กร๊อบ” หรือ “กึ๊ก” ในไหล่ขณะเคลื่อนไหว

 

หากคุณได้ยินเสียงกร๊อบหรือกึ๊กขณะเคลื่อนไหวไหล่ และรู้สึกเจ็บหลังจากนั้น อาจเป็นสัญญาณของ การบาดเจ็บในข้อไหล่หรือกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจด้วย Ultrasound หรือ MRI เพื่อดูว่าเกิดความเสียหายที่จุดใด

 

6. ปวดไหล่เป็นเวลานานกว่า 1-2 สัปดาห์

 

ถ้าอาการปวดไหล่ยังไม่หายไปแม้เวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์ หรือแย่ลงเรื่อยๆ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และรับคำแนะนำในการรักษาที่ถูกต้อง

 

7. มีประวัติการบาดเจ็บที่ไหล่หรือเคยผ่าตัดไหล่มาก่อน

 

ถ้าคุณเคยมีประวัติการบาดเจ็บที่ไหล่ เช่น ไหล่หลุด ไหล่ฉีกขาด หรือเคยผ่าตัดไหล่มาก่อน และรู้สึกปวดหรือมีปัญหาในการใช้งานไหล่อีกครั้ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำหรือภาวะแทรกซ้อน

 

สรุป

 

การปวดไหล่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่ถ้าสัญญาณดังกล่าวปรากฏขึ้น ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อย่าปล่อยให้อาการเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คุณไม่สามารถใช้งานไหล่ได้อย่างเต็มที่

 

#ปวดไหล่ #รักษาอาการปวดไหล่ #สุขภาพไหล่ #หมอกระดูกและข้อ #Ultrasound #ควรพบแพทย์เมื่อไหร่ #ไหล่

 

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

 https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

 

ไหล่ติด!!! ยกไหล่ไม่ขึ้น กางแขนไม่สุด!!! ข้อไหล่ติดแข็ง (Frozen Shoulder): อาการและการรักษา

ไหล่ติด!!! ยกไหล่ไม่ขึ้น กางแขนไม่สุด!!!

ข้อไหล่ติดแข็ง (Frozen Shoulder): อาการและการรักษา

ใครเคยรู้สึกว่าไหล่ของตัวเองขยับไม่ค่อยได้ ยกแขนไม่ขึ้น หรือหมุนแขนแล้วรู้สึกว่าติดอยู่เหมือนกับมันแข็งไปหมด? อาการนี้อาจเป็นสัญญาณของ ข้อไหล่ติดแข็ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ Frozen Shoulder นั่นเองครับ! วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคนี้กันให้มากขึ้น ว่าเกิดจากอะไร อาการเป็นยังไง และรักษายังไงให้ไหล่ของเรากลับมาใช้งานได้ปกติ

ข้อไหล่ติดแข็งคืออะไร?

ข้อไหล่ติดแข็งเกิดจากการที่ แคปซูลรอบข้อไหล่เกิดการอักเสบ และหนาตัวขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ยากขึ้นและรู้สึกเจ็บเมื่อพยายามขยับไปทิศทางต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อยกแขนขึ้นเหนือศีรษะหรือนำแขนไปทางด้านหลัง

อาการของข้อไหล่ติดแข็ง

อาการของโรคนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นตาม 3 ระยะ ดังนี้:

1. ระยะเจ็บ (Freezing Stage): ระยะนี้จะเริ่มมีอาการปวดและไหล่เริ่มแข็ง โดยการขยับเคลื่อนไหวจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะนี้จะกินเวลา 6-9 เดือน

2. ระยะติดแข็ง (Frozen Stage): ช่วงนี้ไหล่จะรู้สึกแข็งขึ้น การเคลื่อนไหวยากขึ้น แต่ความเจ็บจะลดลง ระยะนี้อาจกินเวลา 4-6 เดือน

3. ระยะฟื้นตัว (Thawing Stage): ไหล่จะค่อยๆ คลายและสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น อาการจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็อาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปีในการฟื้นตัวจนกลับมาขยับได้ใกล้เคียงปกติ

ธรรมชาติของโรคและระยะเวลาในการฟื้นตัว

ข้อไหล่ติดแข็งเป็นโรคที่มีระยะเวลาในการรักษายาวนาน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวของแคปซูลรอบข้อไหล่ แม้ว่าโรคจะหายเองได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่ทำการรักษา อาการอาจยืดเยื้อหลายปี การฟื้นฟูให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติอาจใช้เวลารวมทั้งหมดตั้งแต่ 1 ถึง 3 ปีเลยทีเดียว

วิธีรักษา

1. การพักผ่อนและกายภาพบำบัด: ในระยะเริ่มต้น แนะนำให้พักการใช้งานไหล่และทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อไหล่ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง

2. การฉีดยาลดการอักเสบ: หากอาการเจ็บและอักเสบรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและอาการปวด การฉีดยาพร้อมกับการใช้ Ultrasound นำทาง ช่วยให้ฉีดยาไปยังตำแหน่งที่อักเสบได้อย่างแม่นยำ และลดความเสี่ยงของการฉีดผิดตำแหน่ง ทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การขยายแคปซูล (Capsular Distension): การรักษานี้เป็นการฉีดน้ำเกลือหรือสารบางชนิดเข้าไปในแคปซูลข้อไหล่เพื่อขยายให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น ซึ่งการใช้ Ultrasound จะช่วยให้แพทย์ระบุตำแหน่งในการฉีดยาได้อย่างถูกต้องและลดการเจ็บปวดระหว่างการรักษา

4. การผ่าตัด: ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดเพื่อคลายแคปซูลรอบข้อไหล่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย

สรุป

ข้อไหล่ติดแข็งเป็นโรคที่แม้จะใช้เวลารักษานาน แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้ ถ้าดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี การฉีดยาเพื่อลดอาการอักเสบและการขยายแคปซูลด้วย Ultrasound ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น การเข้ารับการรักษาเร็วจะช่วยให้เรากลับมาเคลื่อนไหวได้ไวขึ้นและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน

: #ข้อไหล่ติดแข็ง #FrozenShoulder #สุขภาพไหล่ #ฉีดยาลดอักเสบ #หมอกระดูกและข้อ #Ultrasound

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

Monday, September 16, 2024

กล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) คืออะไร และวิธีรักษา

กล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) คืออะไร และวิธีรักษา

: “ปวดไหล่หนักๆ ระวังกล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด! มาทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาเบื้องต้น พร้อมการตรวจด้วย Ultrasound ที่แม่นยำและการฉีดยารักษาได้อย่างตรงจุด!”

ใครเคยยกแขนแล้วไหล่เจ็บบ้าง? หรือบางทีแค่ยกของเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรฉีกอยู่ในไหล่ นี่อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดานะครับ! นี่อาจเป็นสัญญาณของ “กล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด” หรือที่เรียกว่า Rotator Cuff Tear

เอ็นไหล่คืออะไร?

เอ็นไหล่ (Rotator Cuff) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวไหล่ได้อย่างอิสระ เช่น การยกแขน ยกของ หรือหมุนแขน เมื่อเกิดการฉีกขาดในส่วนนี้ การเคลื่อนไหวไหล่จะทำได้ยากขึ้นและรู้สึกเจ็บเวลาขยับไหล่

พยาธิสภาพของเอ็นไหล่ฉีกขาด

เอ็นไหล่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 4 มัดหลัก ได้แก่ Supraspinatus, Infraspinatus, Teres Minor, และ Subscapularis ซึ่งเอ็นเหล่านี้จะยึดต่อกับกระดูกไหล่เพื่อให้ไหล่หมุนและยกแขนได้คล่องตัว การฉีกขาดของ Rotator Cuff มักเกิดขึ้นจากเส้นเอ็นที่เสียหาย อาจเป็นการฉีกขาดบางส่วน (Partial tear) หรือการฉีกขาดเต็มที่ (Complete tear) ส่งผลให้การใช้งานไหล่เสียไป โดยเฉพาะการยกแขนขึ้นหรือนำแขนไปทางด้านหลัง

สาเหตุที่พบบ่อย

• การใช้งานซ้ำๆ: การออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ เทนนิส หรือการยกของบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการฉีกขาด

• อุบัติเหตุ: การล้ม กระแทก หรือยกของหนักเกินไปสามารถทำให้เอ็นฉีกขาดได้

• อายุที่มากขึ้น: เมื่ออายุมากขึ้น เอ็นกล้ามเนื้อจะเสื่อมสภาพ ทำให้มีโอกาสฉีกขาดง่ายขึ้น

อาการที่บอกว่าคุณอาจมีปัญหา

• ปวดบริเวณไหล่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานอนทับข้างที่เจ็บ

• แขนไม่มีแรง ทำให้ยกของหรือหมุนแขนไม่ได้สะดวก

• อาจมีเสียง “กึ๊ก” หรือรู้สึกไหล่ขัดขณะขยับ

• อาการบวมและอักเสบในบริเวณไหล่

การวินิจฉัยด้วย Ultrasound

Ultrasound เป็นวิธีการตรวจที่ไม่เจ็บปวดและไม่ใช้รังสี สามารถตรวจดูสภาพของเอ็นไหล่ได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะการหาการฉีกขาดของเอ็น รวมถึงการอักเสบของถุงน้ำหรือกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง Ultrasound สามารถใช้ตรวจหาขนาดและตำแหน่งของการฉีกขาดได้แม่นยำ และยังสามารถใช้เพื่อติดตามผลการรักษาหลังทำการผ่าตัดหรือกายภาพบำบัดได้อีกด้วย

การรักษา

1. การพักผ่อนพักการใช้งาน: หากอาการไม่รุนแรงมาก การพักใช้งานไหล่และการประคบเย็นสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้

2. กายภาพบำบัด: การทำกายภาพบำบัดเป็นการฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นในบริเวณไหล่ ช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว แต่ก่อนทำกายภาพบำบัด ต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน เช่น การตรวจด้วย ultrasound เพื่อประเมินสภาพของเส้นเอ็น

3. การฉีดยาด้วย Ultrasound นำทาง: ในบางกรณีที่อาการอักเสบหรือปวดรุนแรง แพทย์อาจแนะนำการฉีดยาสเตียรอยด์หรือยาชาเฉพาะจุด ซึ่งการฉีดยาในบริเวณที่มีการอักเสบหรือการฉีกขาดต้องใช้ความแม่นยำสูง การใช้ Ultrasound นำทาง จะช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่เหมาะสมและแม่นยำมากขึ้นในการฉีดยาไปยังบริเวณที่ต้องการรักษา การนำ Ultrasound มาช่วยนำทางทำให้ลดโอกาสการฉีดยาในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องและลดผลข้างเคียงได้อย่างมาก รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

4. การผ่าตัด: สำหรับการฉีกขาดรุนแรงหรือกรณีที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมเอ็นไหล่ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด การผ่าตัดสามารถช่วยให้เอ็นฟื้นฟูกลับมาใกล้เคียงกับสภาพปกติและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานไหล่ได้ดีขึ้น

สรุป

อาการปวดไหล่จากเอ็นไหล่ฉีกขาดอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานไหล่มากเป็นพิเศษหรืออายุมากขึ้น การวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การใช้ Ultrasound ในการตรวจและนำทางการฉีดยา จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

#ปวดไหล่ #เอ็นไหล่ฉีกขาด #RotatorCuffTear #สุขภาพไหล่ #Ultrasound #หมอกระดูกและข้อ #ฉีดยาด้วยUltrasound


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

สาเหตุของอาการปวดไหล่ที่พบบ่อย และการวินิจฉัยง่ายๆด้วย Ultrasound

สาเหตุของอาการปวดไหล่ที่พบบ่อย และการวินิจฉัยง่ายๆด้วย Ultrasound

“ปวดไหล่บ่อยๆ อย่าปล่อยไว้! มาทำความรู้จักสาเหตุที่พบบ่อยและการวินิจฉัยด้วย Ultrasound เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ”

อาการปวดไหล่เป็นเรื่องที่หลายๆ คนประสบพบเจอได้บ่อย ทั้งจากการใช้งานไหล่หนักเกินไปหรือจากการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เรามาทำความรู้จักสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดไหล่และวิธีวินิจฉัยง่ายๆ ด้วยเครื่อง Ultrasound กันครับ

สาเหตุของอาการปวดไหล่ที่พบบ่อย

1. กล้ามเนื้อเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear): เกิดจากการใช้งานไหล่ซ้ำๆ เป็นเวลานาน หรือการยกของหนัก ทำให้เอ็นกล้ามเนื้อรอบไหล่เกิดการฉีกขาด อาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือไหล่ไม่ค่อยมีแรง

2. ข้อไหล่ติดแข็ง (Frozen Shoulder): เมื่อใช้ไหล่น้อยเกินไปหรือเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดข้อไหล่ติดขัด เคลื่อนไหวได้ยาก

3. เอ็นไหล่อักเสบ (Tendinitis): เป็นอาการอักเสบของเอ็นไหล่ ซึ่งอาจเกิดจากการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงไหล่มากเกินไป

4. ข้อไหล่อักเสบ (Arthritis): ปัญหาที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อไหล่ ทำให้เกิดอาการเจ็บและเคลื่อนไหวลำบาก

การวินิจฉัยด้วย Ultrasound

Ultrasound เป็นวิธีการตรวจที่ง่ายและไม่เจ็บปวด สามารถตรวจดูรายละเอียดของเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ได้อย่างชัดเจน ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยปัญหาได้เร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาการฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อ หรือการอักเสบต่างๆ ซึ่งการใช้ Ultrasound ยังช่วยในการประเมินสภาพของไหล่โดยไม่ต้องใช้รังสี และสามารถทำได้ภายในเวลาไม่นาน

: #ปวดไหล่ #สุขภาพไหล่ #วินิจฉัยด้วยUltrasound #หมอกระดูกและข้อ #ใส่ใจสุขภาพไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru