Wednesday, January 28, 2026

ปวดคอ ปวดไหล่ ร้าวลงแขน... ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่? "กระดูกคอทับเส้น" หรือแค่ "เส้นเอ็นไหล่อักเสบ"? แยกให้ออกก่อนรักษาผิดจุด!

 

ปวดคอ ปวดไหล่ ร้าวลงแขน... ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่? "กระดูกคอทับเส้น" หรือแค่ "เส้นเอ็นไหล่อักเสบ"? แยกให้ออกก่อนรักษาผิดจุด!

"หมอเก่งครับ ผมนวดไหล่มา 3 เดือนแล้วไม่หายสักที หมอนวดบอกเส้นจม แต่พอนวดเสร็จกลับบ้านไปปวดหนักกว่าเดิมอีก แถมตอนนี้เริ่มมีอาการชาๆ ที่ปลายนิ้วมือแล้วครับ"

นี่คือคำบ่นของ "คุณสมชาย" (นามสมมติ) ผู้บริหารวัย 48 ปี ที่เดินกุมไหล่ซ้ายเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าอ่อนเพลียครับ พอผมซักประวัติและตรวจร่างกายจริงๆ กลับพบว่า... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ไหล่" เลยสักนิด แต่ต้นตอมาจาก "กระดูกคอ" ต่างหาก!

เชื่อไหมครับว่า อาการปวดบริเวณนี้เป็น "พื้นที่ทับซ้อน" ที่สร้างความสับสนให้คนไข้มากที่สุด เพราะเส้นประสาท กล้ามเนื้อ และกระดูก มันเชื่อมโยงกันไปหมด ถ้าเราแยกไม่ออกว่าต้นตอคือ "คอ" หรือ "ไหล่" แล้วรักษาผิดทาง นอกจากจะไม่หายแล้ว อาจจะทำให้อาการลุกลามได้ครับ

วันนี้หมอเก่งจะมาสอนวิธีสังเกตอาการตัวเองแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องดูตารางเปรียบเทียบให้ปวดหัว แต่ให้ลองเช็กจากความรู้สึกจริงของร่างกายเราครับ


ทำความรู้จัก 3 "จำเลย" ตัวร้าย ที่ทำให้คุณปวด

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ผมขอแบ่งโรคฮิตที่ทำให้ปวดบริเวณนี้ออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ครับ

1. จำเลยที่หนึ่ง: "โรคที่ต้นคอ" (เช่น กระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท, หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน)

กลุ่มนี้คือ "จอมลวงโลก" ครับ เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่กระดูกต้นคอ แต่ความเจ็บปวดดันส่งกระแสไฟวิ่งลงไปที่บ่า ไหล่ และแขน

  • ลักษณะความปวด: มักจะปวดร้าวเหมือน "ไฟช็อต" หรือ "เส้นตึงๆ" วิ่งเป็นเส้นตรงจากคอ ลงสะบัก ลามไปที่ต้นแขน บางคนร้าวไปถึงปลายแขนหรือนิ้วมือเลยทีเดียว
  • จุดสังเกตสำคัญ (อาการที่มือ): กลุ่มนี้มักจะมี "ของแถม" ที่ไม่น่าพิสมัย คืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น รู้สึกชาหนาๆ ที่นิ้วมือ (มักเป็นนิ้วโป้ง-ชี้-กลาง หรือไม่ก็นิ้วนาง-ก้อย) บางคนรู้สึกอ่อนแรง กำมือไม่แน่น หยิบจับของแล้วหลุดมือ
  • ท่าที่กระตุ้นให้ปวด: ลองสังเกตดูครับว่า เวลาที่คุณก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ เงยหน้ามองเพดาน หรือเอียงคอไปข้างที่ปวด อาการปวดร้าวลงแขนจะ "จี๊ด" ขึ้นมาทันที (เพราะท่าเหล่านี้ทำให้ช่องเส้นประสาทที่คอมันแคบลงไปอีก)

2. จำเลยที่สอง: "โรคที่เส้นเอ็นไหล่" (เช่น เอ็นหัวไหล่อักเสบ หรือเอ็นฉีกขาด)

กลุ่มนี้ปัญหาอยู่ที่ "ชิ้นส่วนในข้อไหล่" จริงๆ ครับ เปรียบเหมือนเชือกที่ดึงแขนเราเริ่มเปื่อยหรือขาด

  • ลักษณะความปวด: จะปวดแบบ "ตื้อๆ ลึกๆ" อยู่ในเนื้อไหล่ หรือด้านข้างต้นแขน บางคนบอกจุดไม่ถูก รู้สึกปวดตุบๆ อยู่ข้างใน
  • จุดสังเกตสำคัญ (ท่าทางของแขน): อาการจะชัดเจนมากเวลาที่คุณต้อง "ใช้แขน" ในท่าเฉพาะทาง เช่น เวลากางแขนออกด้านข้างเพื่อหยิบของที่สูง, เวลาเอื้อมมือไปรูดซิบด้านหลัง, หรือท่าไพล่หลัง
  • ศัตรูยามวิกาล: คนไข้กลุ่มนี้มักจะบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "กลางคืนปวดมาก" นอนตะแคงทับไหล่ข้างที่เจ็บไม่ได้เลย จะปวดจนสะดุ้งตื่น
  • ถ้าเอ็นขาด: คุณจะรู้สึกว่าแขนไม่มีแรง ยกไม่ขึ้น หรือต้องใช้การ "ยักไหล่" ช่วยเพื่อจะยกแขนขึ้น

3. จำเลยที่สาม: "โรคไหล่ติด" (Frozen Shoulder)

กลุ่มนี้เข้าใจง่ายที่สุดครับ คือข้อไหล่ของคุณเหมือนมีสนิมเกาะจนแข็ง

  • ลักษณะความปวด: ช่วงแรกจะปวดมากแม้ไม่ได้ขยับ แต่พอผ่านไปสักพัก ความปวดอาจจะลดลง แต่ความ "แข็ง" จะเข้ามาแทนที่
  • จุดสังเกตสำคัญ (ขยับไม่ได้เลย): คำว่า "ติด" คือติดจริงๆ ครับ ไม่ว่าคุณจะพยายามยกแขนเอง หรือให้คนอื่น/หมอมาช่วยจับยก ก็ยกไม่ขึ้น มันแข็งไปหมดทุกทิศทาง โดยเฉพาะท่าหมุนแขน ท่าเกาหลัง หรือท่าติดตะขอเสื้อใน จะทำได้ยากมากหรือทำไม่ได้เลย

ลองเช็กตัวเอง: คุณเข้าข่ายกลุ่มไหน?

ลองทำท่าทดสอบง่ายๆ ตามหมอนะครับ แล้วดูว่าความเจ็บปวดของคุณตอบสนองแบบไหน:

การทดสอบที่ 1: "เช็กคอ" ลองนั่งตัวตรง แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเพดานให้สุด ค้างไว้ 5 วินาที หรือลองเอียงหูไปหาไหล่ข้างที่ปวด

  • 👉 ถ้าทำแล้วมีอาการปวด "จี๊ด" วิ่งจากคอลงไปที่แขนหรือมือ: มีโอกาสสูงที่จะเป็นปัญหาจาก "กระดูกคอทับเส้นประสาท" ครับ

การทดสอบที่ 2: "เช็กไหล่" ลองยกแขนขึ้นตรงๆ แนบหู หรือลองกางแขนออกด้านข้างแล้วยกขึ้นช้าๆ

  • 👉 ถ้าคอไม่ได้ปวด แต่มาเจ็บแปล๊บที่หัวไหล่ตอนยกแขนได้ระดับหนึ่ง (มักเป็นช่วงระหว่าง 60-120 องศา): มีโอกาสสูงที่จะเป็น "เอ็นหัวไหล่อักเสบหรือฉีก" ครับ

การทดสอบที่ 3: "เช็กการติด" ลองเอามือข้างที่ปวด ไขว้หลังไปเกาสะบักอีกข้าง หรือทำท่าเหมือนจะถอดเสื้อยืดทางศีรษะ

  • 👉 ถ้าทำไม่ได้เลยเพราะมันแข็งและติดขัดไปหมด ไม่ใช่แค่เจ็บ: มีโอกาสสูงที่จะเป็น "ไหล่ติด" ครับ

สรุป: เมื่อไหร่ควรไปหาหมอ?

อาการปวดคอ-ไหล่-แขน แม้จะดูซับซ้อน แต่ร่างกายมักจะส่งสัญญาณบอกเราเสมอครับ

  • ถ้ามีอาการ "ชา-อ่อนแรงที่มือ" ร่วมด้วย --> ให้สงสัย "คอ" ไว้ก่อน และควรรีบพบแพทย์ เพราะเกี่ยวกับเส้นประสาท
  • ถ้ามีอาการ "ยกแขนแล้วเจ็บ-นอนทับไม่ได้" --> ให้สงสัย "เอ็นไหล่"
  • ถ้ามีอาการ "แข็ง-ขยับไม่ได้ทุกทิศทาง" --> ให้สงสัย "ไหล่ติด"

การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการมาพบแพทย์เฉพาะทางครับ หมอจะมีการตรวจร่างกายพิเศษ และอาจจำเป็นต้องใช้ MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการแยกแยะว่า เส้นประสาทที่คอถูกกดทับจริงไหม หรือเส้นเอ็นที่ไหล่มันฉีกขาดกันแน่ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ไม่ต้องลองผิดลองถูกครับ

อย่านิ่งนอนใจกับความปวดที่ร้าวลงแขนนะครับ เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาง่ายครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดคอร้าวลงแขน #กระดูกคอทับเส้นประสาท #เอ็นไหล่อักเสบ #เอ็นไหล่ฉีก #ไหล่ติด #ปวดไหล่ #ชาลงมือ #หมอกระดูก #หมอเก่งธนินนิตย์ #MRIกระดูกคอ


References

  1. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Cervical Radiculopathy (Pinched Nerve). (2024). (ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับอาการและวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกคอทับเส้นประสาท)
  2. Mayo Clinic. Rotator Cuff Injury: Symptoms & Causes. (2025). (รายละเอียดอาการที่จำเพาะของโรคเส้นเอ็นหัวไหล่อักเสบและฉีกขาด)
  3. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. Differentiating Cervical Spine from Shoulder Pathology: A Clinical Guide. (2024). (แนวทางการตรวจร่างกายทางคลินิกเพื่อแยกโรคระหว่างคอและไหล่สำหรับแพทย์)
  4. Cleveland Clinic. Frozen Shoulder (Adhesive Capsulitis). (2024). (ข้อมูลเกี่ยวกับระยะการดำเนินโรคและอาการเด่นของภาวะไหล่ติด)
  5. Physiopedia. Cervicobrachial Syndrome (Differential Diagnosis). (2025). (การรวบรวมกลุ่มอาการปวดร้าวจากคอลงแขนและการแยกโรคที่เกี่ยวข้อง)

ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น! นึกว่าแค่เส้นยึด แต่ที่ไหนได้... "เอ็นไหล่อักเสบแถมพ่วงอาการฉีกขาด" ปล่อยไว้เสี่ยงไหล่ติดถาวร

 

ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น! นึกว่าแค่เส้นยึด แต่ที่ไหนได้... "เอ็นไหล่อักเสบแถมพ่วงอาการฉีกขาด" ปล่อยไว้เสี่ยงไหล่ติดถาวร

"คุณหมอคะ แค่จะหยิบของหลังรถ หรือเอื้อมมือไปรูดซิบชุดเดรสข้างหลัง ทำไมมันเจ็บจี๊ดจนน้ำตาเล็ดแบบนี้คะ?"

นี่คือประโยคแรกที่ "คุณอารี" (นามสมมติ) หญิงวัย 50 ปีที่ดูสุขภาพดีท่านหนึ่งบ่นให้ผมฟังในห้องตรวจ พร้อมกับเอามือกุมไหล่ซ้ายไว้แน่น เธอเล่าว่าเริ่มปวดมาหลายเดือน ตอนแรกคิดว่านอนทับแขนตัวเอง หรือไม่ก็แค่ "ไหล่ติด" ตามประสาคนวัยเลข 5 เลยไปนวดแผนโบราณอยู่หลายครั้ง แต่อาการกลับแย่ลง จนล่าสุดแค่ยกแขนขึ้นสระผมยังทำไม่ได้

เมื่อผมตรวจร่างกายเบื้องต้นและส่งทำ MRI (การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ผลที่ออกมาทำให้เราเข้าใจทันทีว่าทำไมการนวดถึงไม่ช่วย เพราะมันไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อตึงครับ แต่ผล MRI ระบุชัดเจนว่ามี "เอ็นหัวไหล่อักเสบ (Supraspinatus Tendinitis)" ร่วมกับ "เส้นเอ็นขอบเบ้าไหล่ฉีกขาด (Anterior Glenoid Labrum Tear)"

วันนี้ผมเลยอยากถือโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแบบละเอียด เพราะผู้หญิงวัย 50+ เป็นกันเยอะมาก และหลายคนรักษาผิดจุดจนลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ


เจาะลึกความจริง: ทำไมไหล่เราถึงพังได้ขนาดนี้?

หัวไหล่ของเราเปรียบเสมือน "ข้อต่อที่หมุนได้รอบทิศทางมากที่สุดในร่างกาย" ครับ แต่นั่นหมายความว่ามันต้องพึ่งพาเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อหลายมัดช่วยกันดึงไว้เพื่อให้ข้อต่อมั่นคง

  1. เอ็นหัวไหล่อักเสบ (Supraspinatus Tendinitis): เจ้าเส้นเอ็นมัดนี้อยู่ด้านบนสุดของหัวไหล่ มีหน้าที่หลักคือช่วยเรา "กางแขน" ครับ พอเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานซ้ำๆ เช่น ยกของหนัก หิ้วตะกร้าจ่ายตลาด หรือแม้แต่ท่าทางตอนทำงานบ้าน เส้นเอ็นนี้จะเริ่มเสื่อมสภาพและเกิดการอักเสบ เหมือนหนังยางที่เริ่มเปื่อยและมีรอยถลอก
  2. เอ็นขอบเบ้าไหล่ฉีกขาด (Labrum Tear): "แลบรัม" (Labrum) คือกระดูกอ่อนที่บุอยู่รอบเบ้าไหล่ ทำหน้าที่เหมือน "ขอบล้อ" ที่ช่วยไม่ให้ลูกบอลหัวกระดูกต้นแขนหลุดออกจากเบ้า พอตัวนี้ฉีกขาด (โดยเฉพาะด้านหน้าหรือ Anterior) จะทำให้ข้อไหล่ไม่มั่นคง เวลาขยับจะรู้สึกกึกกัก หรือเจ็บแหลมๆ ในข้อ

อาการแบบไหน... ที่บอกว่าคุณกำลังแย่?

คนไข้ส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการคล้ายๆ กัน ดังนี้ครับ:

  • เจ็บเวลาใช้งานเฉพาะท่า: โดยเฉพาะการยกแขนพ้นระดับไหล่, การไพล่หลัง, หรือเอื้อมไปหยิบของที่เบาะหลังรถ
  • ปวดตอนกลางคืน: หลายคนนอนตะแคงทับข้างที่ปวดไม่ได้เลย หรือปวดจนสะดุ้งตื่นตอนดึก
  • แขนอ่อนแรง: รู้สึกแขนไม่มีแรงยกของหนัก ทั้งที่เมื่อก่อนทำได้สบาย
  • มีเสียงในข้อ: เวลาหมุนไหล่จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขัดๆ หรือมีเสียงกึกกักในไหล่

เส้นทางการตรวจ: ทำไมต้อง MRI?

เวลามาหาหมอกระดูก เราจะเริ่มจากการ "ตรวจร่างกาย" ก่อนครับ หมอจะจับแขนคุณบิดไปมาในท่าเฉพาะเพื่อดูว่าเจ็บตรงไหน แต่การจะยืนยันให้ชัดเจนว่า "ขาด" หรือแค่ "อักเสบ" การเอกซเรย์ธรรมดามักจะมองไม่เห็นครับ เพราะเอกซเรย์เห็นแค่กระดูก

เราจึงต้องใช้ MRI (Magnetic Resonance Imaging) ซึ่งเป็นการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้หมอเห็นเส้นเอ็นที่อักเสบ เห็นรอยฉีกขาดของขอบเบ้าไหล่ได้อย่างละเอียดเหมือนส่องกล้องเข้าไปดูจริงๆ ช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำครับ


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องตกใจ... ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่า!

สำหรับการอักเสบของเอ็น Supraspinatus และการฉีกขาดของขอบเบ้าไหล่ในวัย 50 ปี เรามักเริ่มจากวิธี "ประคับประคอง" ก่อนเสมอครับ

1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด):

  • งดการยกของหนักเหนือศีรษะ
  • งดการสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว
  • หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องเอื้อมมือไปด้านหลังสุดแขน

2. การใช้ยา:

  • กลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและบวมในข้อ
  • ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นๆ เช่น Tylenol.

3. การฉีดยาลดการอักเสบ: ในกรณีที่ปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน หมออาจพิจารณาฉีดยาเข้าจุดที่มีการอักเสบ โดยปัจจุบันเราใช้ Ultrasound (อัลตราซาวด์) นำทางครับ วิธีนี้จะช่วยให้หมอเห็นปลายเข็มชัดเจนว่าเข้าไปตรงจุดที่มีปัญหาเป๊ะๆ เพิ่มความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่าการคลำจุดฉีดแบบสมัยก่อนมาก

4. การทำกายภาพบำบัด (หัวใจของการหายขาด): เป้าหมายคือ "ยืด" ส่วนที่ติด และ "สร้าง" กล้ามเนื้อรอบข้างมาช่วยพยุงครับ


คู่มือบริหารไหล่ด้วยตัวเอง (สำหรับเคสเอ็นอักเสบและขอบเบ้าฉีก)

การทำกายภาพต้องนุ่มนวลนะครับ "อย่าฝืนจนเจ็บจี๊ด" ให้ทำแค่รู้สึกตึงๆ ก็พอ

  • ท่าที่ 1: ท่าแกว่งแขน (Pendulum Exercise) ยืนก้มตัวเล็กน้อย มือข้างที่ปกติจับโต๊ะพยุงไว้ ปล่อยแขนข้างที่ปวดทิ้งดิ่งลงพื้นตามสบาย แล้วค่อยๆ แกว่งเป็นวงกลมเล็กๆ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ทำ 10 รอบ แล้วหมุนกลับอีก 10 รอบ (ท่านี้ช่วยลดการยึดติดของข้อไหล่โดยไม่เพิ่มแรงกดทับ)
  • ท่าที่ 2: ท่าปีนกำแพง (Wall Crawl) ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ใช้นิ้วมือข้างที่ปวดค่อยๆ ไต่กำแพงขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้จนรู้สึกตึง ค้างไว้ 10 วินาทีแล้วค่อยๆ ไต่ลงมา ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
  • ท่าที่ 3: ท่าเพิ่มความแข็งแรง (Isometric Exercise) ยืนข้างกำแพง งอศอก 90 องศา ให้หลังมือแนบกำแพง จากนั้นออกแรงดันมือไปทางกำแพง (เหมือนจะกางแขนออก) แต่แขนไม่ต้องเคลื่อนที่ ค้างไว้ 5 วินาที ทำ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อโดยที่ไม่ต้องขยับข้อไหล่ที่อักเสบ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมไหม?

ส่วนใหญ่แล้ว หากปฏิบัติตามคำแนะนำและทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 6-12 สัปดาห์ครับ

  • โอกาสหายขาด: สูงมากครับ หากการฉีกขาดไม่รุนแรงและกล้ามเนื้อรอบข้างแข็งแรงพอ
  • โอกาสกลับเป็นซ้ำ: มีครับ ถ้าเรากลับไปใช้งานหนักแบบเดิม หรือกล้ามเนื้อสะบักไม่แข็งแรง
  • ภาวะแทรกซ้อน: ถ้าปวดแล้วไม่ยอมขยับเลย จะนำไปสู่ภาวะ "ไหล่ติด (Frozen Shoulder)" ซึ่งจะรักษายากและใช้เวลานานกว่าเดิมมากครับ

สรุป

อาการปวดไหล่ในวัย 50 ปี ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนครับ การที่เอ็นอักเสบและขอบเบ้าไหล่ฉีกขาด อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่ถ้าตรวจเจอเร็ว รักษาด้วยยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง และปรับการใช้งานให้เหมาะสม คุณก็สามารถกลับไปใช้ชีวิต เอื้อมหยิบของ หรือใส่เสื้อผ้าเองได้โดยไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปครับ

อย่ารอให้ไหล่ติดจนขยับไม่ได้ แล้วค่อยมาหาหมอนะครับ!


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #เอ็นไหล่อักเสบ #เอ็นไหล่ฉีก #กายภาพบำบัดไหล่ #ไหล่ติด #หมอกระดูก #MRIไหล่ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งธนินนิตย์ #ข้อไหล่เสื่อม


References

  1. Codman EA. The Shoulder: Rupture of the Supraspinatus Tendon and Other Lesions in or about the Subacromial Bursa. 2025 Revised Edition. (สรุปเนื้อหาเกี่ยวกับกลไกการฉีกขาดของเอ็น Supraspinatus และแนวทางการวินิจฉัยในปัจจุบัน)
  2. Magee DJ, Manske RC. Orthopedic Physical Assessment. 7th Edition (2024). (สรุปขั้นตอนการตรวจร่างกายพิเศษสำหรับภาวะเอ็นขอบเบ้าไหล่ฉีกขาดและการแปลผลที่แม่นยำ)
  3. Journal of Shoulder and Elbow Surgery (2025). Non-operative management of Labral tears in middle-aged population. (สรุปงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการรักษาโดยไม่ผ่าตัดให้ผลลัพธ์ที่ดีในกลุ่มคนไข้อายุ 50 ปีขึ้นไป)
  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Clinical Practice Guideline on Management of Rotator Cuff Injuries. Updated 2024. (สรุปแนวทางการให้ยาและการทำกายภาพบำบัดที่เป็นมาตรฐานสากล)
  5. Radiology Clinics of North America. Advanced Imaging of the Shoulder (2025). (สรุปความสำคัญของการใช้ MRI และ Ultrasound ในการวินิจฉัยรอยโรคเล็กๆ ที่การตรวจทั่วไปหาไม่พบ)

Friday, January 23, 2026

ขยับแขนแล้วมีเสียง "กึกกัก" ที่หัวไหล่... สัญญาณเตือนอันตราย หรือแค่เรื่องธรรมชาติ?

 

ขยับแขนแล้วมีเสียง "กึกกัก" ที่หัวไหล่... สัญญาณเตือนอันตราย หรือแค่เรื่องธรรมชาติ?

"คุณหมอครับ เวลาผมหมุนหัวไหล่ หรือแค่เอื้อมมือไปหยิบของหลังรถ มันจะมีเสียงดัง กึก! ในไหล่ตลอดเลย บางทีก็ไม่เจ็บนะ แต่บางทีก็เสียวแปลบขึ้นมา แบบนี้กระดูกผมเสื่อมหรือเปล่า?"

นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมเจอแทบทุกวันในห้องตรวจครับ คนไข้หลายคนมาด้วยความกังวลว่า "เสียง" ที่เกิดขึ้นนั้นคือสัญญาณของโรคร้ายแรง หรือกลัวว่ากระดูกจะหักข้างใน วันนี้ผมจะมาชวนคุยให้กระจ่างครับว่า เสียงในไหล่บอกอะไรเราได้บ้าง


เมื่อเสียงในไหล่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ

ลองนึกภาพตามผมนะครับ หัวไหล่ของคนเราเหมือนกับ "ข้อต่อลูกบอลในถ้วย" (Ball and Socket Joint) ที่มีความคล่องตัวสูงที่สุดในร่างกาย เพราะเราต้องใช้มันทั้งเอื้อม ยก แบก และหมุนไปมา 360 องศา

แต่ความคล่องตัวที่มากขนาดนี้ ก็ต้องแลกมาด้วยความซับซ้อนของโครงสร้าง ทั้งเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และถุงน้ำหล่อลื่นที่อัดแน่นอยู่รอบๆ

เสียงกึกกักเกิดจากอะไรได้บ้าง?

  1. ฟองอากาศในข้อต่อ (Gas Bubbles): เหมือนเวลาเราหักนิ้วแล้วดังเป๊าะนั่นแหละครับ ในน้ำหล่อเลี้ยงข้อจะมีก๊าซละลายอยู่ พอเราขยับแรงๆ ความดันเปลี่ยน ก๊าซก็รวมตัวเป็นฟองแล้วแตกออก เสียงแบบนี้มักจะ "ดังแต่ไม่เจ็บ" และไม่ได้เป็นอันตรายครับ
  2. เส้นเอ็นดีดข้ามกระดูก (Snapping Tendon): นึกถึงสายกีตาร์ที่ถูกดึงแล้วปล่อยครับ รอบหัวไหล่เรามีปุ่มกระดูกหลายจุด ถ้าเส้นเอ็นตึงเกินไป เวลาเราขยับ แผ่นเอ็นอาจจะไปรูดหรือดีดข้ามปุ่มกระดูก ทำให้เกิดเสียงกึกๆ ได้
  3. เยื่อบุข้อหรือถุงน้ำอักเสบ (Bursitis): ภายในไหล่มีถุงน้ำเล็กๆ ทำหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" กันกระแทก ถ้าเราใช้งานหนักเกินไปจนถุงน้ำนี้บวมหนาขึ้น เวลาขยับมันจะไปเบียดกับโครงสร้างอื่นจนเกิดเสียง พร้อมกับอาการปวดตื้อๆ
  4. เส้นเอ็นหมุนไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear): นี่คือสาเหตุที่น่ากังวลครับ หากเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ประคองไหล่ฉีกขาด ขอบของเอ็นที่รุ่ยจะไปขัดกับกระดูกเวลาขยับ ทำให้มีเสียงกึกกักและมักจะตามมาด้วยอาการ "ยกแขนไม่ขึ้น" หรือ "ปวดตอนกลางคืน"
  5. หินปูนเกาะเส้นเอ็น (Calcific Tendonitis): เหมือนมีเม็ดทรายเล็กๆ เข้าไปอยู่ในเครื่องยนต์ครับ หินปูนที่เกาะตามเอ็นจะทำให้ผิวสัมผัสไม่เรียบ เวลาขยับจึงเกิดการเสียดสีจนมีเสียง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไหล่ของคุณ "ส่งเสียง"

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?

  • สายสปอร์ต: โดยเฉพาะคนที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะบ่อยๆ เช่น แบดมินตัน ว่ายน้ำ หรือยกเวทท่า Shoulder Press
  • วัยทำงาน: การนั่งห่อไหล่ หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้ช่องว่างในหัวไหล่แคบลง เส้นเอ็นจึงถูกเบียดได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุ: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงข้อน้อยลง กระดูกเริ่มมีงอกออกมา (Bone Spurs) ตามธรรมชาติของความเสื่อม
  • คนที่เคยอุบัติเหตุ: ไหล่หลุด หรือกระแทกแรงๆ อาจทำให้เอ็นหรือเบ้าไหล่ฉีกขาดทิ้งไว้

คุณหมอตรวจอย่างไร ถึงจะรู้สาเหตุที่แท้จริง?

เวลามาหาผม ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องโดนผ่าตัดทันทีนะครับ เรามีขั้นตอนการเช็กที่นุ่มนวลและแม่นยำ

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ผมจะขยับแขนคนไข้ในท่าต่างๆ เพื่อดูว่าเสียงเกิดขึ้นที่มุมไหน เจ็บตรงไหน ซึ่งการตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญบอกสาเหตุได้แม่นยำเกิน 70% แล้วครับ
  • การเอกซเรย์ (X-ray): ช่วยดูโครงสร้างกระดูก ดูว่ามีกระดูกงอกไปเบียดเส้นเอ็นไหม หรือมีหินปูนเกาะหรือเปล่า
  • การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะเราสามารถเห็นภาพเส้นเอ็น "ขณะกำลังขยับ" ได้ทันที ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี และเห็นชัดเลยว่าเอ็นเส้นไหนที่กำลังดีดหรืออักเสบอยู่
  • การตรวจ MRI: จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่าเอ็นฉีกขาดลึกๆ หรือมีการบาดเจ็บภายในเบ้าไหล่ที่มองไม่เห็นด้วยวิธีอื่น เพื่อวางแผนการรักษาที่ละเอียดขึ้น

แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ "เสียงกึกกักส่วนใหญ่ รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานท่าที่กระตุ้นให้เกิดเสียง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าอกและสะบักให้สมดุล
  2. การใช้ยา: ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ช่วยลดบวมและลดปวดได้ดีในระยะแรก
  3. การทำกายภาพบำบัด: การฝึกกล้ามเนื้อรอบสะบักให้แข็งแรง จะช่วยให้หัวไหล่เคลื่อนที่ได้ถูกจังหวะ ลดการเบียดของเส้นเอ็น
  4. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-Guided Injection): หากอักเสบมาก ผมจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบลงไปที่จุดเกิดเหตุโดยตรง วิธีนี้แม่นยำสูงและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะด้วยมือเปล่า
  5. การผ่าตัดส่องกล้อง: เราจะพิจารณาก็ต่อเมื่อเส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรง หรือมีกระดูกงอกมาเบียดจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ แผลจะเล็กมากและฟื้นตัวไวครับ

การพยากรณ์โรค: จะกลับมาใช้งานได้ปกติไหม?

ส่วนใหญ่แล้ว หากรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาการปวดจะหายไป และเสียงจะลดลงจนไม่รบกวนชีวิตประจำวันครับ โอกาสกลับมาเป็นซ้ำมีได้ถ้าเรากลับไปฝืนใช้งานหนักแบบเดิมโดยไม่วอร์มร่างกาย ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อสะบักอย่างสม่ำเสมอคือ "กุญแจสำคัญ" ที่จะทำให้ไหล่ของคุณเงียบและแข็งแรงไปตลอดชีวิตครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้ไหล่ปวดและมีเสียงทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา ร่างกายจะพยายาม "ไม่ขยับ" ไหล่เพราะกลัวเจ็บ ผลที่ตามมาคือ "ข้อไหล่ติด" (Frozen Shoulder) ซึ่งจะทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นอีกหลายเท่าตัวครับ


สรุป

เสียงกึกกักในไหล่ ถ้า "ดังแต่ไม่เจ็บ" ส่วนใหญ่ไม่อันตรายครับ แต่ถ้า "ดังพร้อมเจ็บ" หรือ "ดังจนแขนอ่อนแรง" อย่าปล่อยทิ้งไว้ครับ การตรวจเช็กแต่เนิ่นๆ ช่วยให้เรารักษาได้ง่ายและไม่ต้องเจ็บตัวเยอะ

ดูแลสุขภาพไหล่ให้ดี เพราะหัวไหล่คืออิสระในการเคลื่อนไหวของชีวิตคุณครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #เสียงดังในไหล่ #เส้นเอ็นไหล่อักเสบ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม


References

  1. Giphart JE, et al. Effects of subacromial impinging structures on soft tissue structures: A dynamic 3D analysis. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. 2024. (สรุป: ศึกษาการเคลื่อนไหวของโครงสร้างภายในไหล่ที่ทำให้เกิดการเสียดสีและเสียงกึกกักขณะขยับแขน)
  2. Smith MS, et al. Evaluation of the clicking shoulder: A systematic review. JSES International. 2023. (สรุป: รวบรวมสาเหตุของเสียงในข้อไหล่และการวินิจฉัยแยกโรคระหว่างฟองอากาศในข้อกับพยาธิสภาพของเส้นเอ็น)
  3. Lewis J, et al. Rotator cuff related shoulder pain: Assessment, management and outcomes. Manual Therapy. 2025 update. (สรุป: แนวทางการรักษาอาการปวดไหล่ที่สัมพันธ์กับเส้นเอ็นหมุนไหล่และการใช้กายภาพบำบัดนำการผ่าตัด)
  4. Huang BK, et al. Ultrasound of the shoulder: Rotator cuff and beyond. Radiology Clinics. 2024. (สรุป: ประสิทธิภาพของการใช้อัลตราซาวด์ในการวินิจฉัยความผิดปกติของเส้นเอ็นและถุงน้ำรอบหัวไหล่ได้อย่างแม่นยำ)
  5. Khan M, et al. Non-operative management of snapping scapula syndrome and shoulder crepitus. Sports Health. 2023. (สรุป: การรักษาภาวะเสียงดังในไหล่และสะบักโดยเน้นการปรับสมดุลกล้ามเนื้อและการใช้ชีวิต)

Thursday, January 22, 2026

ผ่าตัดเย็บเอ็นไหล่ไปแล้ว... ทำไมยังปวดเหมือนเดิม? หรือหมอเย็บไม่ดี? หรือเอ็นขาดซ้ำ?"

 



ผ่าตัดเย็บเอ็นไหล่ไปแล้ว... ทำไมยังปวดเหมือนเดิม? หรือหมอเย็บไม่ดี? หรือเอ็นขาดซ้ำ?"

นี่คือความในใจของคนไข้ชายวัย 50 ปี ที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม ด้วยสีหน้าที่มีแต่ความกังวลและผิดหวัง


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณศักดิ์ชัยกับไหล่เจ้าปัญหา

"คุณศักดิ์ชัย" (นามสมมติ) ผู้บริหารวัย 50 ปี มาหาผมด้วยอาการไหล่ขวาปวดเรื้อรัง แกเล่าว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน ได้รับการผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเส้นเอ็นหัวไหล่ที่ฉีกขาด (Rotator Cuff Repair) จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

"ตอนแรกผมดีใจนึกว่าจะหายขาดครับหมอ แต่ผ่านมาครึ่งปีแล้ว มันยังปวดตื้อๆ ตลอดเวลา ยกแขนสุดก็เจ็บ นอนทับก็ปวด บางทีปวดร้าวลงแขนจนตื่นกลางดึก... ผมกังวลว่าที่เย็บไปมันหลุด หรือผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?"

ผมฟังแล้วเข้าใจความรู้สึกเลยครับ การผ่าตัดคือความหวัง แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด ความเครียดจึงตามมา วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจว่า "ผ่าแล้วทำไมยังปวด" ให้กระจ่างครับ


ความจริงที่คุณต้องรู้: การผ่าตัดคือ "การซ่อม" ไม่ใช่ "การเสก"

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า การผ่าตัดเย็บเส้นเอ็นไหล่ เปรียบเหมือน "การเย็บผ้าที่ขาดให้ติดกัน" หมอเย็บเสร็จแล้วก็จริง แต่ "เนื้อเยื่อร่างกายต้องใช้เวลาสมานตัวเอง"

อาการปวดหลังผ่าตัดเป็นเรื่องปกติในช่วง 1-3 เดือนแรก แต่ถ้าผ่านไป 6 เดือนแล้ว "ยังปวดตลอดเวลา" หรือ "ปวดเท่าเดิม" แสดงว่าต้องมีสาเหตุที่ซ่อนอยู่ครับ


เจาะลึก: 5 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ "เย็บแล้วยังปวด"

ทำไมผ่าแล้วไม่หาย? สาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้ครับ:

1. ภาวะข้อไหล่ติดหลังผ่าตัด (Post-operative Stiffness) (พบบ่อยที่สุด)

นี่คือจำเลยเบอร์ 1 ครับ! ร่างกายคนเราเมื่อมีการผ่าตัด จะมีการสร้างพังผืดขึ้นมาสมานแผล หากเราไม่ได้ทำกายภาพบำบัดยืดเหยียดที่เพียงพอ หรือ "กลัวเจ็บจนไม่กล้าขยับ"

  • อาการ: ยกแขนไม่ขึ้น ติดขัด ปวดตึงมาจากการรั้งของเยื่อหุ้มข้อ (Capsule) ไม่ใช่ปวดจากเอ็นที่เย็บ

2. เส้นเอ็นไม่สมาน หรือ ขาดซ้ำ (Non-healing / Re-tear)

แม้จะเย็บแน่นหนาด้วยไหมและหมุดอย่างดี แต่ปัจจัยทางร่างกายก็มีผลครับ

  • สาเหตุ: คุณภาพเส้นเอ็นเดิมเปื่อยยุ่ยมาก (ในคนอายุเยอะ), สูบบุหรี่, เป็นเบาหวาน, หรือเผลอไปยกของหนักก่อนกำหนด
  • อาการ: ปวดแปล๊บที่จุดเดิม แรงยกแขนไม่มี (อ่อนแรง) เหมือนตอนก่อนผ่า

3. ปัญหาจากเส้นเอ็นไบเซพ (Biceps Pathology)

บางครั้งตัวการร้ายไม่ใช่เส้นเอ็นหลักที่เย็บ แต่เป็น "เส้นเอ็นลูกน้อง" (Long head of Biceps) ที่พาดผ่านหัวไหล่ ซึ่งอาจมีการอักเสบหรือฉีกขาดร่วมด้วย แต่ไม่ได้จัดการในการผ่าตัดครั้งแรก หรือเกิดอักเสบขึ้นมาใหม่จากการใช้งาน

  • อาการ: ปวดด้านหน้าหัวไหล่ ร้าวลงกล้ามเนื้อแขนหน้าร่วมด้วย

4. ปวดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ไหล่ (Referred Pain)

บางทีไหล่เราปกติดีแล้ว แต่ที่ปวดร้าวลงมาคือ "กระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท"

  • อาการ: ปวดร้าวจากคอลงบ่า ลงไหล่ และมักจะมีอาการชามือร่วมด้วย ขยับคอแล้วปวดไหล่แปล๊บๆ

5. หมุดยึดเอ็นมีปัญหา (Anchor Issues)

เป็นกรณีที่พบน้อย เช่น หมุดกระดูกที่ใช้ยึดเส้นเอ็นมีการถอนตัว หรือโผล่ออกมาครูดกับกระดูก หรือร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านวัสดุ (ซึ่งปัจจุบันหมุดส่วนใหญ่เป็นวัสดุละลาย หรือพลาสติกพิเศษ ปัญหานี้จึงพบน้อยลงมาก)


แนวทางการตรวจวินิจฉัย: จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเพราะอะไร?

หมอจะไม่เดาครับ แต่จะตรวจให้ชัวร์ด้วยขั้นตอนดังนี้:

  1. ตรวจร่างกายละเอียด: เช็คองศการเคลื่อนไหว (ถ้าขยับไม่ได้เลย = ไหล่ติด), เช็คกำลังกล้ามเนื้อ (ถ้าไม่มีแรง = เอ็นอาจมีปัญหา), เช็คกระดูกคอ
  2. เอกซเรย์ (X-ray): ดูตำแหน่งหมุด ดูภาวะกระดูกงอกใหม่ หรือดูว่ามีหินปูนเกาะไหม
  3. เอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือ อัลตราซาวด์: อันนี้คือ "ตาทิพย์" ที่ดีที่สุด จะบอกได้เลยว่า เส้นเอ็นที่เย็บไป "ติดดีไหม" หรือ "ขาดซ้ำ" หรือมีน้ำในข้อ (อักเสบ) มากน้อยแค่ไหน

แนวทางการรักษา: ต้องผ่าใหม่ไหม?

ข่าวดีคือ "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดใหม่" ครับ การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ:

  • ถ้าเป็น "ไหล่ติด" (Stiffness):
    • กายภาพบำบัดคือพระเอก: เน้นการดัด ยืด องศาไหล่ (อาจเจ็บหน่อยแต่ต้องทน เพื่อให้พังผืดคลายตัว)
    • ยากิน/ฉีด: ให้ยาต้านการอักเสบ หรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดบวม ลดปวด ให้ทำกายภาพได้ง่ายขึ้น
  • ถ้า "อักเสบเรื้อรัง" (Inflammation):
    • พักการใช้งานหนัก ปรับท่าทาง
    • ใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวด์, เลเซอร์ความถี่สูง (PMS/Shockwave) ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • ถ้า "เอ็นขาดซ้ำ" (Re-tear):
    • ต้องมาคุยกันครับ ถ้าขาดไม่เยอะ อาจใช้การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ช่วยซ่อม
    • แต่ถ้าขาดกว้างและอ่อนแรงมาก อาจต้องพิจารณา "ผ่าตัดซ่อมแซมรอบสอง (Revision Surgery)" หรือในกรณีที่เอ็นเปื่อยมากจนเย็บไม่ได้ อาจต้องใช้การผ่าตัดย้ายเส้นเอ็น หรือเปลี่ยนข้อไหล่เทียม (ในผู้สูงอายุมาก)

การพยากรณ์โรค: จะกลับมาหายไหม?

สำหรับคุณศักดิ์ชัย และคนวัย 50+ ที่เจอปัญหานี้ ผมอยากให้กำลังใจครับ

  • ความอดทนคือกุญแจ: การฟื้นตัวของเส้นเอ็นใช้เวลา 6-12 เดือน
  • วินัยสำคัญที่สุด: คนที่ขยันทำกายภาพตามหมอสั่ง (ทั้งที่ รพ. และที่บ้าน) 90% อาการดีขึ้นจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องผ่าซ้ำ

สรุป

อาการปวดไหล่หลังผ่าตัดเย็บเส้นเอ็น เกิดได้จากหลายสาเหตุ "ไม่ใช่แค่เรื่องเย็บไม่ติด" แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก **"ไหล่ติด"**หรือ "การฟื้นฟูที่ไม่ถูกจังหวะ"

อย่าเพิ่งถอดใจ อย่าเพิ่งโทษตัวเอง ให้กลับไปปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ หรือหาความเห็นที่สอง เพื่อตรวจ MRI ให้ชัดเจน "รู้สาเหตุที่แท้จริง รักษาตรงจุด หายปวดได้แน่นอนครับ"

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่หลังผ่าตัด #เย็บเอ็นไหล่แล้วไม่หาย #ไหล่ติด #ผ่าตัดส่องกล้องไหล่ #กายภาพบำบัดไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #RotatorCuffRepair #ปวดไหล่เรื้อรัง


References

  1. Lädermann A, et al. Stiffness after rotator cuff repair. EFORT Open Rev. 2016;1(5):161-167. (อธิบายสาเหตุหลักของอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากภาวะไหล่ติดและการจัดการ)
  2. Nam D, et al. Factors associated with tendon re-tear after arthroscopic rotator cuff repair. *J Shoulder Elbow Surg.*2018;27(10):1913-1921. (ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เอ็นขาดซ้ำ เช่น อายุ โรคประจำตัว)
  3. Cho NS, et al. Persistent pain after rotator cuff repair: causes and management. Clin Orthop Surg. 2020;12(1):1-10. (รวบรวมสาเหตุของอาการปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด แนวทางการวินิจฉัยและการรักษา)
  4. Carbonel I, et al. Pain after arthroscopic rotator cuff repair: what are we missing? Arthroscopy. 2019;35(5):1320-1327. (พูดถึงสาเหตุอื่นๆ ที่อาจมองข้าม เช่น ปัญหาของเอ็นไบเซพ หรืออาการปวดร้าวจากคอ)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Management of Rotator Cuff Injuries Clinical Practice Guideline. 2019. (แนวทางมาตรฐานในการดูแลรักษาผู้ป่วยบาดเจ็บเส้นเอ็นไหล่)

Saturday, January 17, 2026

"กลางวันเดินปร๋อ...แต่ตกดึกร้องโอย" ทำไมอาการปวด (เข่า-ไหล่-หลัง) ถึงชอบกำเริบตอนกลางคืน?

 



"กลางวันเดินปร๋อ...แต่ตกดึกร้องโอย" ทำไมอาการปวด (เข่า-ไหล่-หลัง) ถึงชอบกำเริบตอนกลางคืน?

"หมอครับ ตอนกลางวันผมก็ทำงานได้ปกตินะ ยุ่งๆ จนลืมปวดไปเลย แต่พอหัวถึงหมอนปุ๊บ... โอ้โฮ! มันระบมเหมือนใครเอาค้อนมาทุบเข่า ทุบหลัง นอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืน ทรมานมากครับ"

เคยเป็นไหมครับ? อาการปวดที่เหมือนนัดเวลากันมา ยิ่งดึก ยิ่งเงียบ ยิ่งเจ็บ จนพาลให้เรานอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ ตื่นมาก็เพลีย อาการปวดก็ยิ่งแย่ลงไปอีก วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์

หลายคนสงสัยว่า "หรือจะเป็นเพราะอากาศเย็น?" "หรือเลือดลมมันเดินไม่ดี?" วันนี้หมอเก่งจะมาไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์ (ที่ไม่ใช่ไสยศาสตร์) ให้ฟังครับว่า ทำไมร่างกายเราถึงชอบประท้วงตอนกลางคืน และเราจะรับมือกับมันอย่างไร


"คุณป้าสายหยุด...กับผีนั่งทับขา"

คุณป้าสายหยุด วัย 65 ปี มาปรึกษาหมอด้วยหน้าตาอิดโรย แกบอกว่า "สงสัยที่บ้านเจ้าที่แรงค่ะหมอ ตกกลางคืนทีไร เหมือนมีผีมานั่งทับขา ปวดตุบๆ ในกระดูก ปวดจนสะดุ้งตื่น พอตื่นเช้ามาใส่บาตร อาการก็หายไป เป็นแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว"

หมอซักประวัติ ตรวจร่างกาย พบว่าป้าเป็น "ข้อเข่าเสื่อม" ครับ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับแต่อย่างใด แต่ที่ป้าปวดตอนกลางคืน มันมีเหตุผลทางสรีรวิทยาที่น่าสนใจซ่อนอยู่ครับ


ความจริงที่หมออยากบอก

ร่างกายคนเรามี "นาฬิกาชีวิต" (Circadian Rhythm) ครับ ตอนกลางวัน ร่างกายจะหลั่ง "ฮอร์โมนสู้ชีวิต" (Cortisol) ออกมาเยอะ เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่เหมือน "ยาแก้อักเสบตามธรรมชาติ" คอยกดความเจ็บปวดไว้ เพื่อให้เราออกไปทำมาหากินได้

แต่พอตกกลางคืน... พระอาทิตย์ตกดิน ร่างกายต้องการพักผ่อน ระดับฮอร์โมนสู้ชีวิต (Cortisol) จะลดต่ำลง เพื่อให้เราหลับ แต่ในขณะเดียวกัน "ภูมิต้านทาน" จะออกมาทำงานลาดตระเวนซ่อมแซมร่างกาย ทำให้กระบวนการอักเสบทำงานเต็มที่ เราเลยรู้สึกปวดชัดเจนขึ้นนั่นเองครับ


เจาะลึก 3 สาเหตุหลัก: ทำไม "กลางคืน" ถึงเจ็บกว่า "กลางวัน"?

นอกจากการลดลงของฮอร์โมนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จำเพาะเจาะจงกับแต่ละอวัยวะด้วยครับ

1. ปัจจัยทางเคมีและสมอง (Chemical & Psychological)

  • ยาแก้ปวดธรรมชาติหมดฤทธิ์: อย่างที่บอกครับ Cortisol ต่ำลงตอนดึก ทำให้ความไวต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น
  • ทฤษฎีประตูความเจ็บปวด (Gate Control Theory):
    • กลางวัน: เรามีสิ่งเร้าเยอะ (งาน, เพื่อนคุย, เสียงรถ, แสงสี) สมองถูกเบี่ยงเบนความสนใจ ประตูรับความเจ็บปวดเลยเปิดแค่นิดเดียว
    • กลางคืน: ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีอะไรมาดึงความสนใจ สมองเลยโฟกัสไปที่จุดที่เจ็บอย่างเดียว ประตูความเจ็บปวดเลยเปิดกว้างเต็มที่ รู้สึกปวด X2

2. ปัจจัยทางกายภาพ (Movement & Stiffness)

  • "ยิ่งอยู่นิ่ง ยิ่งยึด": น้ำในข้อต่อ (Synovial fluid) เปรียบเหมือนน้ำมันเครื่องครับ ตอนเราขยับ มันจะไหลเวียนหล่อลื่นได้ดี แต่พอนอนนิ่งๆ นานๆ การไหลเวียนลดลง สารอักเสบ (Cytokines) ก็จะคั่งค้างอยู่ในข้อ ทำให้เกิดอาการ "ปวดตึง" (Stiffness)
  • อุณหภูมิ: อากาศตอนกลางคืนที่เย็นลง ทำให้หลอดเลือดหดตัว การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นลดลง กล้ามเนื้อจึงหดเกร็งได้ง่ายขึ้น

3. ปัจจัยเฉพาะโรค (Specific Conditions)

  • ปวดไหล่ (Rotator Cuff):
    • ทำไมปวดตอนนอน? เพราะ "แรงดึงดูดโลก" ครับ ตอนเรายืน แขนจะถูกดึงลง ทำให้มีช่องว่างในข้อไหล่ แต่พอนอนราบ กล้ามเนื้อจะหย่อน แขนจะตกลงไปเบียดกับเบ้าไหล่ ยิ่งถ้านอนตะแคงทับข้างที่เจ็บ ยิ่งเหมือนเอาหินไปทับแผล เส้นเอ็นที่อักเสบจะถูกบดขยี้ ทำให้สะดุ้งตื่น (Night Pain)
  • ปวดหลัง (Back Pain):
    • ที่นอนไม่ตอบโจทย์: ที่นอนนุ่มไปทำหลังแอ่น หรือแข็งไปทำหลังลอย ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งตัวพยุงกระดูกสันหลังตลอดทั้งคืน แทนที่จะได้พัก
    • โรคข้อสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis): โรคกลุ่มนี้แปลกครับ คือ "ยิ่งพัก ยิ่งปวด" (Inflammatory Back Pain) อาการจะกำเริบตอนดึกหรือเช้ามืด พอตื่นมาขยับตัวแล้วจะดีขึ้น
  • ปวดเข่า (Osteoarthritis):
    • เกิดจากการ "สะสมแต้ม" มาทั้งวันครับ เราเดิน ยืน ใช้งานเข่ามา 10-12 ชั่วโมง ความอักเสบมันสะสมมาเรื่อยๆ มาพีคเอาตอนเราหยุดพักตอนกลางคืนพอดี และอาจเกิดจากภาวะความดันในโพรงกระดูกที่เปลี่ยนแปลง (Bone Marrow Lesion)

วิธีรับมือ: ทำอย่างไรให้นอนหลับฝันดี (โดยไม่ต้องพึ่งยาเป็นกำ)

1. จัดท่านอนให้ถูกต้อง (Positioning is Key)

  • ปวดไหล่: ห้ามนอนทับข้างที่เจ็บ! ให้นอนหงาย หรือนอนตะแคงทับข้างดี แล้ว "กอดหมอนข้าง" เพื่อพยุงแขนข้างที่เจ็บไม่ให้ตกลงมาเบียดหน้าอก
  • ปวดหลัง:
    • นอนหงาย: เอาหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดความแอ่นของหลัง
    • นอนตะแคง: เอาหมอนข้างสอดระหว่างขา (หนีบไว้) เพื่อไม่ให้สะโพกบิด
  • ปวดเข่า: ใช้หมอนใบเล็กๆ รองใต้ข้อพับเข่าเล็กน้อย (แค่นิดเดียวพอนะครับ อย่ารองสูงจนเข่างอมาก เดี๋ยวจะยึด)

2. ปรับอุณหภูมิ (Warmth Therapy)

  • ก่อนนอน 30 นาที ลองอาบน้ำอุ่น หรือประคบอุ่นบริเวณที่ปวด จะช่วยขยายหลอดเลือด และคลายกล้ามเนื้อก่อนเข้านอน
  • ใส่ชุดนอนที่อบอุ่น หรือห่มผ้าให้คลุมส่วนข้อต่อ อย่าให้แอร์เป่าลงที่ไหล่หรือเข่าโดยตรง

3. ยา (Medication Timing)

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยา หากคุณปวดกลางคืนมาก หมออาจให้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting) หรือให้ทานยาเม็ดสุดท้ายก่อนนอน เพื่อให้ยาครอบคลุมไปถึงเช้า

4. ยืดเหยียดก่อนนอน (Bedtime Stretching)

  • ทำท่ากายภาพเบาๆ (Low intensity) เพื่อคลายกล้ามเนื้อ ห้ามทำท่ายากหรือออกแรงเยอะ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ตื่นตัว

สัญญาณอันตราย (Red Flags)

ปวดกลางคืนแบบไหน...ที่ต้องรีบมาหาหมอ?

โดยปกติปวดเข่า ปวดหลังทั่วไป อาจรบกวนการนอนบ้าง แต่ถ้ามีอาการดังนี้ ต้องระวังครับ:

  1. ปวดรุนแรงจนสะดุ้งตื่นทุกคืน (Pain awakens patient): กินยาก็ไม่หาย
  2. มีไข้ต่ำๆ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
  3. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็ง

อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึง การติดเชื้อในกระดูก หรือ มะเร็งลุกลามกระดูก (Bone Metastasis) ซึ่งชอบแสดงอาการตอนกลางคืนที่เงียบสงัดครับ


สรุป

อาการปวดตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่เป็นเรื่องของ "นาฬิกาชีวิต" และ "พฤติกรรมการนอน" ครับ

ถ้ารู้สาเหตุแล้ว คืนนี้ลองปรับท่านอน หาหมอนมาหนุน ประคบอุ่นก่อนหลับ ดูนะครับ แต่ถ้าปรับแล้วยังนอนไม่ได้ อย่าทนนอนตาค้างครับ ให้มาปรึกษาหมอ เพื่อเราจะได้วางแผนการรักษาให้คุณกลับมา "หลับเต็มตื่น ฟื้นเต็มแรง" อีกครั้งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่ากลางคืน #ปวดไหล่ตอนนอน #ปวดหลังนอนไม่หลับ #NightPain #นาฬิกาชีวิต #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ข้อเข่าเสื่อม #นอนปวดหลัง


References (อ้างอิง)

  1. Kizhner V. Nocturnal Pain. Pain Physician. 2013.
    • (สรุป: อธิบายกลไกทางสรีรวิทยาของอาการปวดตอนกลางคืน ว่าสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมน Cortisol และ Melatonin ที่เปลี่ยนแปลง)
  2. Zhu B, et al. Circadian rhythms and pain. Neurosci Bull. 2022.
    • (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าความไวต่อความเจ็บปวด (Pain Sensitivity) ของมนุษย์จะสูงสุดในช่วงเวลากลางคืนเนื่องจากการทำงานของระบบประสาท)
  3. Gudbergsen H, et al. Sleep and pain sensitivity in adults with knee osteoarthritis. J Sleep Res. 2014.
    • (สรุป: ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมักมีปัญหาการนอนหลับ ซึ่งการนอนไม่พอจะวนกลับมาทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นในวันถัดไป)
  4. Holden S, et al. Shoulder pain: night pain and sleeping position. Shoulder Elbow. 2019.
    • (สรุป: ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างท่านอนกับอาการปวดไหล่ พบว่าท่านอนตะแคงมีผลอย่างมากต่อแรงกดในช่องไหล่)
  5. Reid C. Ankylosing Spondylitis and Sleep. Clin Rheumatol. 2018.
    • (สรุป: แยกแยะลักษณะอาการปวดหลังแบบอักเสบ (Inflammatory) ว่ามักจะมีอาการแย่ลงเมื่อพัก หรือปวดมากในช่วงครึ่งหลังของคืน)

"ปวดไหล่...ยกแขนไม่สุด" นี่คือ 'ไหล่ติด' หรือ 'เส้นเอ็นไหล่ขาด' กันแน่?

 



"ปวดไหล่...ยกแขนไม่สุด" นี่คือ 'ไหล่ติด' หรือ 'เส้นเอ็นไหล่ขาด' กันแน่?

"หมอครับ...ไหล่ผมมันยึดๆ ยกแขนสระผมแทบไม่ได้เลย นวดก็แล้ว ทายาก็แล้ว เพื่อนบอกว่าเป็นไหล่ติด เดี๋ยวก็หายเอง แต่ทำไมมันปวดขึ้นเรื่อยๆ ละครับ?"

คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ? ปวดไหล่เรื้อรัง พยายามกายภาพเอง ยืดเหยียดเอง เพราะคิดว่าเป็น "ไหล่ติด" โรคยอดฮิตที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่หารู้ไม่ว่า... อาการปวดไหล่ที่คล้ายกัน อาจซ่อนระเบิดเวลาที่ชื่อว่า "เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด" ไว้ก็ได้ ซึ่งสองโรคนี้วิธีรักษาต่างกันคนละขั้ว! ขืนรักษาผิดทาง จากที่ควรจะหาย อาจกลายเป็นไหล่พังถาวรได้ครับ

วันนี้หมอเก่งจะพามาแกะรอยโรคปวดไหล่ ให้คุณแยกแยะได้ด้วยตัวเองว่า อาการของคุณเข้าข่ายโรคไหนกันแน่ครับ


"ลุงศักดิ์...กับความเชื่อที่ผิดฝาผิดตัว"

ขอเล่าเคส "ลุงศักดิ์" วัย 60 ปี แกเป็นช่างซ่อมบ้าน วันหนึ่งแกลื่นล้ม เอาไหล่กระแทกพื้น หลังจากนั้นก็เริ่มยกแขนไม่ขึ้น แกเข้าใจว่าเป็น "ไหล่ติด" (Frozen Shoulder) เหมือนที่ภรรยาเคยเป็น เลยพยายาม "ฝืนดัด" ยืดแขนแรงๆ ให้เพื่อนช่วยดึงแขน หวังให้เส้นยึดมันคลาย

ผลปรากฏว่า... ผ่านไป 2 เดือน แขนลุงศักดิ์ลีบลง ยกแขนเองไม่ได้เลย ต้องใช้มืออีกข้างช่วยจับยก พอมาหาหมอ เอกซเรย์และ MRI ดู พบว่า "เส้นเอ็นไหล่ขาดขนาดใหญ่" และการที่แกไปฝืนดัด ยิ่งทำให้รอยขาดมันกว้างขึ้นจนกล้ามเนื้อฝ่อไปแล้ว เคสนี้ลุงศักดิ์ต้องผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเอ็น และใช้เวลาฟื้นฟูยาวนานกว่าปกติมากครับ


ความจริงที่หมออยากบอก

ไหล่คนเราเปรียบเหมือน "ลูกข่างที่หมุนอยู่ในเบ้า" ครับ

  1. โรคข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder): เหมือนมี "สนิมเกาะ" หรือกาวตราช้างไปติดรอบๆ เบ้า ทำให้ลูกข่างหมุนไม่ได้ ขยับไปทางไหนก็ติด แข็งโป๊ก
  2. โรคเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear): เหมือน "เชือกที่ใช้ดึงลูกข่างขาด" ตัวเบ้าปกติ ไม่ได้มีสนิมเกาะ แต่เรา "ไม่มีแรงดึง" ให้ลูกข่างหมุน หรือดึงแล้วเจ็บจี๊ดตรงรอยขาด

เห็นไหมครับว่า กลไกมันต่างกันสิ้นเชิง ดังนั้นการรักษาจึงต้องต่างกันด้วย


ให้ความรู้เบื้องต้น: เจาะลึก 2 โรคคู่ปรับ

1. โรคข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder / Adhesive Capsulitis)

  • คืออะไร: ภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบและหนาตัวขึ้น จนเกิดพังผืดยึดเกาะ ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลง
  • สาเหตุ: ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน, ไทรอยด์, หรือคนที่ไม่ได้ขยับไหล่นานๆ (เช่น ใส่เฝือกแขน)
  • อาการ:
    • ขยับไม่ได้ทุกทิศทาง: ทั้งยกขึ้น กางออก หรือไพล่หลัง (ท่าถูหลังจะทำไม่ได้เลย)
    • ปวด: ปวดตื้อๆ ลึกๆ ปวดมากตอนกลางคืน
    • ระยะการดำเนินโรค: แบ่งเป็น 3 ระยะ (ปวดมาก -> ข้อยึดแข็ง -> ค่อยๆ คลายตัว) รวมเวลาอาจนานเป็นปี

2. โรคเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear)

  • คืออะไร: เส้นเอ็นกลุ่มที่ทำหน้าที่ยกและหมุนไหล่ (Rotator Cuff) เกิดการฉีกขาด จะขาดบางส่วนหรือขาดหมดก็ได้
  • สาเหตุ: ความเสื่อมตามวัย (หินปูนเกาะกระดูกบาดเส้นเอ็น), อุบัติเหตุ (ล้มไหล่กระแทก), หรือการใช้งานซ้ำๆ (นักกีฬา, ช่างทาสี)
  • อาการ:
    • อ่อนแรง: ยกแขนไม่ขึ้น หรือยกแล้วร่วง
    • ปวดจำเพาะ: ปวดจี๊ดๆ เวลายกแขนในบางท่า (เช่น เอื้อมหยิบของสูง)
    • Night Pain: ปวดตอนนอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นจนตื่น

การตรวจแยกโรคด้วยตัวเอง (เบื้องต้น)

ลองทำท่านี้ดูครับ "ท่า Passive Motion Test" (ให้คนอื่นช่วยยก)

  • วิธีทดสอบ: ให้คุณปล่อยแขนตามสบาย ไม่ต้องออกแรง แล้วให้ญาติลองจับแขนคุณยกขึ้นช้าๆ
  • ผลลัพธ์:
    • ถ้าญาติ "ยกแขนคุณขึ้นได้จนสุด" (หูแนบแขน) แต่คุณยกเองไม่ได้ หรือยกแล้วปวด ---> แนวโน้มเป็น เส้นเอ็นฉีกขาด (เพราะข้อไม่ได้ติด แต่คุณไม่มีแรงยกเอง)
    • ถ้าญาติ "ยกแขนคุณไม่ขึ้น" เหมือนมีอะไรมาล็อคไว้แข็งๆ ดันยังไงก็ไม่ไป ---> แนวโน้มเป็น ไหล่ติด (เพราะข้อต่อมันยึดติดจริงๆ)

นี่เป็นเพียงการตรวจคร่าวๆ นะครับ การวินิจฉัยที่ชัวร์ที่สุดต้องให้แพทย์ตรวจครับ


การตรวจและการรักษา (Investigation & Management)

เมื่อมาพบหมอ หมอจะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อความชัวร์:

  • X-ray: ดูโครงสร้างกระดูก หินปูนเกาะกระดูก (Bone Spur) ที่อาจบาดเส้นเอ็น
  • Ultrasound / MRI: (พระเอกตัวจริง) MRI จะบอกได้ชัดเจนว่าเส้นเอ็น "ขาด" หรือแค่ "อักเสบ" และบอกได้ว่าไหล่ติดเกิดจากพังผืดหนาตัวแค่ไหน

แนวทางการรักษา

1. โรคไหล่ติด (Frozen Shoulder)

  • เป้าหมาย: "ทลายกำแพงพังผืด" ให้ไหล่ขยับได้
  • รักษา:
    • กายภาพบำบัด (หัวใจสำคัญ): ดัดดึงข้อต่อ ยืดเหยียด (Stretching) ต้องทำสม่ำเสมอ แม้จะเจ็บก็ต้องทนฝืนนิดๆ
    • ยา: ลดปวด ลดอักเสบ
    • ฉีดสเตียรอยด์: เพื่อลดการอักเสบในระยะแรก (ระยะปวด)
    • Hydrodilatation: ฉีดน้ำเกลือเข้าไปขยายข้อไหล่ที่ตีบตัน
    • น้อยมากที่จะต้องผ่าตัดส่องกล้องเลาะพังผืด (ยกเว้นดัดไม่ออกจริงๆ)

2. โรคเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear)

  • เป้าหมาย: "ซ่อมเชือกที่ขาด" หรือ "ลดปวดและใช้งานเท่าที่เหลือ"
  • รักษา:
    • ขาดน้อย / อายุมาก: กินยา กายภาพ (เน้นสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ มาช่วยพยุง) เลี่ยงท่าที่เจ็บ
    • ขาดใหญ่ / อายุน้อย / ต้องใช้แรงงาน: แนะนำผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเส้นเอ็น (Arthroscopic Repair) เพราะถ้าทิ้งไว้นาน กล้ามเนื้อจะเปลี่ยนเป็นไขมัน (Fatty Degeneration) จนเย็บไม่ได้

พยากรณ์โรค (Prognosis)

  • ไหล่ติด: เป็นโรคที่ "หายเองได้" (Self-limiting) แต่ใช้เวลานาน 1-2 ปี ถ้าไม่รักษาอาจหายแต่ไหล่จะติดในมุมที่ใช้งานลำบาก
  • เส้นเอ็นฉีก: "ไม่หายเอง" รอยขาดจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา เหมือนรอยปริบนผ้า ถ้าไม่เย็บซ่อมและยังใช้งานหนัก สุดท้ายอาจยกแขนไม่ได้ถาวร (Pseudoparalysis)

สรุป

แยกให้ออกครับ!

  • "ไหล่แข็ง ยกไม่ไป ให้ใครช่วยยกก็ติด" = ไหล่ติด -> ต้องขยันดัด ขยันยืด
  • "ไหล่อ่อนแรง ยกเองไม่ขึ้น แต่คนอื่นจับยกได้" = เส้นเอ็นขาด -> ห้ามดัดแรง ระวังขาดเพิ่ม รีบปรึกษาหมอ

อย่าเหมาว่าปวดไหล่คือไหล่ติดไปซะหมดนะครับ การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุด ดูแลไหล่ให้ถูกวิธี เพื่อให้คุณโอบกอดคนที่คุณรักได้เต็มแขนไปนานๆ ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #ไหล่ติด #เส้นเอ็นไหล่ฉีก #RotatorCuff #FrozenShoulder #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดส่องกล้องไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References (อ้างอิง)

  1. Itoi E, et al. Rotator cuff tear: physical examination and conservative treatment. J Orthop Sci. 2013.
    • (สรุป: การตรวจร่างกายและการรักษาแบบประคับประคองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ แต่ต้องติดตามอาการใกล้ชิดเพื่อไม่ให้รอยขาดขยายตัว)
  2. Rangan A, et al. Management of frozen shoulder: a systematic review and cost-effectiveness analysis. Health Technol Assess. 2020.
    • (สรุป: การเปรียบเทียบวิธีรักษาไหล่ติด พบว่าการดัดดึงข้อต่อและการฉีดยามีประสิทธิภาพดีในการเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว)
  3. Yamamoto A, et al. Prevalence and risk factors of a rotator cuff tear in the general population. J Shoulder Elbow Surg. 2010.
    • (สรุป: เส้นเอ็นไหล่เสื่อมและฉีกขาดพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แม้จะไม่มีอาการปวด จึงต้องแยกโรคให้ชัดเจนเมื่อมีอาการ)
  4. Neviaser AS, Hannafin JA. Adhesive capsulitis: a review of current treatment. Am J Sports Med. 2010.
    • (สรุป: อธิบายระยะของโรคไหล่ติด และเน้นย้ำว่าการกายภาพบำบัดคือหัวใจหลักในการรักษา)
  5. Moosmayer S, et al. Tendon Repair Compared with Physiotherapy in the Treatment of Rotator Cuff Tears. J Bone Joint Surg Am. 2014.
    • (สรุป: การศึกษาเปรียบเทียบพบว่าในระยะยาว การผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็นให้ผลลัพธ์ด้านความแข็งแรงและลดปวดได้ดีกว่ากายภาพเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยบางกลุ่ม)

Friday, January 16, 2026

เบาหวานน้ำตาลสูง... ทำไมอยู่ดีๆ ถึง “ไหล่ติด” ง่ายกว่าคนอื่น? (เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้)


เบาหวานน้ำตาลสูง... ทำไมอยู่ดีๆ ถึง “ไหล่ติด” ง่ายกว่าคนอื่น? (เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้)

เคยสงสัยไหมครับ? ว่าทำไมคนที่เป็นเบาหวาน ถึงมักจะมีอาการปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น หรือที่เรียกว่า **"โรคไหล่ติด"**มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า! ทั้งที่ไม่ได้ไปยกของหนัก หรือล้มกระแทกอะไรมาเลย

หลายคนคิดว่า "ก็แค่ปวดเมื่อยธรรมดา เดี๋ยวก็หาย" แต่สำหรับคนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ วันนี้หมอจะพาไปไขความลับของร่างกาย ว่าน้ำตาลที่หวานจับใจ... ทำไมถึงไปทำร้ายไหล่ของเราได้ขนาดนั้น


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณสมชายกับเสื้อที่ใส่ไม่ได้

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้ชายท่านหนึ่งชื่อ "คุณสมชาย" อายุ 56 ปี เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางเกร็งๆ ไหล่ขวาดูยกสูงกว่าปกติเล็กน้อย

"หมอครับ ผมใส่เสื้อยืดเองไม่ได้มาเดือนกว่าแล้วครับ จะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์กระเป๋าหลังก็ปวดจี๊ดจนน้ำตาเล็ด"

คุณสมชายเล่าว่า เริ่มแรกแครู้สึกตึงๆ เหมือนนอนตกหมอน แต่ผ่านไป 2-3 เดือน อาการแย่ลงเรื่อยๆ จนตอนนี้แม้แต่นอนตะแคงทับไหล่ข้างขวาก็สะดุ้งตื่นกลางดึก

พอหมอซักประวัติลึกลงไป พบว่าคุณสมชายเป็น เบาหวานมา 10 ปี แต่ช่วงหลังคุมน้ำตาลไม่ค่อยอยู่ ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงถึง 8.5% แกบอกหมอว่า "เบาหวานผมก็เป็นของผมปกติครับหมอ แต่มันเกี่ยวอะไรกับไหล่ผมเหรอครับ?"

นี่แหละครับ คือจุดที่หลายคนมองข้าม... เบาหวานกับไหล่ติด คือคู่หูที่มาด้วยกันบ่อยกว่าที่คุณคิด


น้ำตาลทำอะไรกับเส้นเอ็น?

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ลองจินตนาการถึง "หนังยาง" ครับ

ปกติเยื่อหุ้มข้อไหล่ของเรา จะมีความยืดหยุ่นเหมือนหนังยางใหม่ๆ ยืดได้ หดได้ ทำให้เราหมุนแขน ยกแขนได้สุดวง แต่ในคนที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะเกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างหนึ่งในร่างกาย

เมื่อน้ำตาลในเลือดลอยไปมาเยอะเกินไป มันจะไปเกาะติดกับโปรตีนที่ชื่อว่า "คอลลาเจน" (ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มข้อและเส้นเอ็น) เหมือนเวลาเราเอาน้ำเชื่อมราดลงไปบนหนังยางแล้วปล่อยให้แห้ง

ผลที่ได้คือ... หนังยางเส้นนั้นจะ "แข็ง เหนียว และเปราะ" ยืดหยุ่นไม่ได้เหมือนเดิม แถมยังหนาตัวขึ้น

ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะนี้ว่าการสะสมของสาร AGEs (Advanced Glycation End-products) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้แหละครับ ที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อไหล่ที่เคยยืดหยุ่น กลายเป็นพังผืดที่หนา แข็ง และอักเสบ จนเกิดเป็นโรคไหล่ติดในที่สุด


เจาะลึกโรคไหล่ติดในผู้ป่วยเบาหวาน (Adhesive Capsulitis)

โรคไหล่ติด คืออะไร? คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น ทำให้พื้นที่ในข้อไหล่ลดลง ขยับได้ยาก และมีอาการปวดทรมาน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis) อย่างที่เล่าไปข้างต้นครับ ปัจจัยหลักในคนไข้เบาหวานคือ

  1. ภาวะน้ำตาลเกาะโปรตีน (Glycosylation): น้ำตาลไปจับกับคอลลาเจนที่เยื่อหุ้มข้อ ทำให้โครงสร้างเปลี่ยนไป ขาดความยืดหยุ่น
  2. การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): โรคเบาหวานทำให้ร่างกายมีภาวะอักเสบง่ายขึ้น สารสื่ออักเสบต่างๆ (Cytokines) จะถูกหลั่งออกมาในข้อไหล่มากกว่าคนปกติ
  3. การไหลเวียนเลือดไม่ดี (Microvascular disease): เบาหวานทำให้หลอดเลือดฝอยเสียหาย การนำออกซิเจนไปเลี้ยงเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มข้อทำได้ไม่ดี ทำให้การซ่อมแซมตัวเองแย่ลง

อาการและอาการแสดง โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับครับ แต่มักจะค่อยเป็นค่อยไป แบ่งเป็น 3 ระยะ:

  1. ระยะเจ็บปวด (Freezing Stage):
    • อาการ: ปวดไหล่มาก โดยเฉพาะเวลานอนกลางคืน หรือขยับผิดจังหวะ เริ่มยกแขนได้ไม่สุด
    • ระยะเวลา: เป็นอยู่ประมาณ 2-9 เดือน
    • คนไข้เบาหวานมักจะปวดรุนแรงกว่าคนทั่วไปในระยะนี้
  2. ระยะข้อยึด (Frozen Stage):
    • อาการ: ความปวดอาจจะลดลงบ้าง แต่ "ไหล่แข็งโป๊ก" ขยับได้น้อยมาก เหมือนมีกาวมาติดไว้ ทำกิจวัตรประจำวันลำบากมาก เช่น สระผม รูดซิปหลัง หรือหยิบของที่วางสูงๆ ไม่ได้
    • ระยะเวลา: เป็นอยู่ประมาณ 4-12 เดือน
  3. ระยะฟื้นตัว (Thawing Stage):
    • อาการ: การขยับเริ่มดีขึ้นช้าๆ ความปวดลดลง
    • ระยะเวลา: อาจใช้เวลา 1-3 ปี กว่าจะกลับมาปกติ (ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง)

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเป็นเบาหวานเป็นโรคง่ายขึ้น

  • เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี
  • คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (HbA1c สูง)
  • มีการฉีดอินซูลิน (บ่งบอกว่าเป็นรุนแรง)
  • อายุ 40-60 ปี

การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไร?

เมื่อมาหาหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:

  1. ซักประวัติ: เช็คประวัติเบาหวาน การคุมน้ำตาล และลักษณะอาการปวด (ปวดกลางคืนไหม?)
  2. ตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะลองจับแขนคนไข้ยกขึ้น หมุนออก หมุนเข้า เพื่อดูว่าติดขัดที่มุมไหนบ้าง จุดสังเกตคือ ทั้งให้คนไข้ยกเอง (Active) และหมอยกให้ (Passive) จะไปไม่ได้เหมือนกันทั้งคู่ เพราะข้อมันยึดจริง
  3. เอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่ผลมักจะปกติครับ แต่หมอต้องทำเพื่อ "ตัดโรคอื่นออก" เช่น กระดูกงอกทับเส้น หรือข้อเสื่อมรุนแรง
  4. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): อาจจะเห็นเยื่อหุ้มข้อหนาตัวขึ้น หรือมีสีเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากการอักเสบ
  5. MRI: โดยทั่วไป ไม่จำเป็น ครับ ยกเว้นหมอสงสัยว่ามีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดร่วมด้วย
  6. ตรวจเลือด: เช็คระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) เพื่อดูต้นตอของปัญหา

แนวทางการรักษา: จัดการทั้ง "ไหล่" และ "น้ำตาล"

ข่าวดีคือ โรคนี้รักษาหายได้ครับ แต่ต้องใช้ "ความอดทน" และ "วินัย" สูงมาก โดยเฉพาะในคนไข้เบาหวานที่การตอบสนองต่อการรักษาอาจช้ากว่าคนทั่วไป

1. การปรับพฤติกรรมและคุมเบาหวาน (สำคัญที่สุด!)

  • ต้องคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าน้ำตาลยังสูง ร่างกายจะอักเสบไม่หยุด การรักษาที่ไหล่จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

2. การบริหารไหล่ (Stretching Exercise)

  • เป็นหัวใจของการรักษา ต้องทำทุกวัน วันละหลายๆ รอบ
  • ท่าไต่ผนัง (Wall walking): ใช้นิ้วค่อยๆ ไต่ผนังขึ้นไปให้สูงที่สุด
  • ท่าชักรอก: ใช้เชือกคล้องราว แล้วใช้มือข้างดีดึงมือข้างเจ็บขึ้น
  • ท่ายืดแคปซูลด้านหลัง: เอาแขนข้างที่เจ็บพาดผ่านหน้าอก แล้วใช้มืออีกข้างกดศอกเข้าหาตัว (หมอแนะนำให้ทำเบาๆ แต่บ่อยๆ ไม่ใช่กระชากจนเจ็บนะครับ)

3. การใช้ยา

  • ยาแก้ปวด/ลดอักเสบ (NSAIDs): ช่วยลดปวดในระยะแรก แต่ต้องระวังโรคไตในผู้ป่วยเบาหวานด้วย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาอย่างระมัดระวัง
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ: ช่วยลดอาการเกร็ง

4. การฉีดยาสเตียรอยด์ (Intra-articular Steroid Injection)

  • หมอจะใช้อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-guided) เพื่อปักเข็มเข้าไปในข้อไหล่อย่างแม่นยำ ช่วยลดการอักเสบได้เร็วมาก
  • ข้อควรระวัง: การฉีดสเตียรอยด์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้ ผู้ป่วยต้องแจ้งหมอและติดตามค่าน้ำตาลหลังฉีดอย่างใกล้ชิด

5. การผ่าตัด (Surgery)

  • ทำเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือข้อยึดติดรุนแรงมาก
  • เป็นการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Capsular Release) เข้าไปตัดพังผืดที่ยึดเกาะออก แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

  • หายได้ครับ: ส่วนใหญ่คนไข้จะกลับมาใช้งานแขนได้เกือบปกติ แต่อาจจะไม่ 100% เท่าข้างที่ดีเป๊ะๆ
  • ใช้เวลา: ในคนเป็นเบาหวาน อาจใช้เวลารักษานานกว่าคนทั่วไป บางคนอาจใช้เวลา 1-2 ปี กว่าจะหายสนิท
  • โอกาสเป็นซ้ำ: มีโอกาสครับ และที่สำคัญ มีโอกาสเป็นที่ไหล่อีกข้างหนึ่งสูงมาก ดังนั้นถ้าไหล่ขวาหายแล้ว ต้องระวังไหล่ซ้ายด้วยการคุมน้ำตาลให้ดี

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • กล้ามเนื้อลีบ: หากไม่ขยับนานๆ กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่จะฝ่อลีบ ทำให้ไม่มีแรงยกแขนแม้จะหายเจ็บแล้ว
  • ข้อยึดถาวร: หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำกายภาพ อาจทำให้เสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไปตลอดชีวิต

สรุป

หากคุณเป็นเบาหวาน แล้วเริ่มมีอาการปวดไหล่ ยกแขนไม่สุด อย่ารอให้ "ไหล่ติดแข็ง" จนขยับไม่ได้ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ร่วมกับการคุมน้ำตาลให้ดี คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ

อย่าปล่อยให้ความหวาน ทำลายการเคลื่อนไหวของคุณนะครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #ไหล่ติด #เบาหวาน #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #กายภาพบำบัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #AdhesiveCapsulitis


References

  1. Yian, E. H., et al. (2022). Association between diabetes mellitus and adhesive capsulitis of the shoulder: a systematic review and meta-analysis.
    • (สรุป: การทบทวนงานวิจัยพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคไหล่ติดมากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ)
  2. Rangan, A., et al. (2023). Management of frozen shoulder: a clinical practice guideline.
    • (สรุป: แนวทางการรักษาโรคไหล่ติดฉบับล่าสุด แนะนำการรักษาแบบผสมผสานทั้งกายภาพบำบัดและการใช้ยา โดยเน้นการคุมปัจจัยร่วมเช่นเบาหวาน)
  3. Cho, C. H., et al. (2021). The impact of diabetes mellitus on the clinical outcome of frozen shoulder: A prospective cohort study.
    • (สรุป: การศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่า และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน)
  4. Lewis, J. (2024). Frozen shoulder contraction syndrome - Aetiology, diagnosis and management.
    • (สรุป: อธิบายสาเหตุเชิงลึกของการเกิดพังผืดในข้อไหล่ โดยเฉพาะกลไกของน้ำตาลที่จับกับคอลลาเจนในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2023). Frozen Shoulder (Adhesive Capsulitis).
    • (สรุป: ข้อมูลมาตรฐานจากสมาคมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์อเมริกัน เกี่ยวกับอาการ การวินิจฉัย และขั้นตอนการรักษาโรคไหล่ติด)