ไหล่ที่ปวดจนยกแขนหวีผมไม่ได้ บางทีไม่ใช่ "เอ็นอักเสบธรรมดา" ครับ
มีอีกหนึ่งโรคที่หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เจอบ่อยมากในคลินิก คนไข้บางคนปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ ปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉินกลางดึก ทั้งที่ไม่ได้ตกหรือยกของหนัก
ตัวการคือ "ก้อนหินปูนเล็กๆ" ที่ก่อตัวขึ้นในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ภาษาแพทย์เรียกว่า 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀
ก้อนนี้บางครั้งเล็กเท่าเม็ดถั่ว แต่ทำให้ปวดได้ราวกับโดนเข็มทิ่มจากข้างใน โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายกำลัง "พยายามสลายมัน" ช่วงนั้นจะปวดที่สุดในชีวิต
ข่าวดีคือ หินปูนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ มีหลายวิธีรักษาที่ได้ผลดี ทั้งยา การทำกายภาพ การยิงคลื่นกระแทก และการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยเขี่ยก้อนหินปูนออก แบบเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องดมยาสลบ
แต่หัวใจสำคัญคือ "วินิจฉัยให้ถูกก่อน" เพราะอาการคล้ายเอ็นข้อไหล่ฉีก ข้อไหล่ติด หรือเอ็นอักเสบทั่วไปมาก ถ้าไม่ตรวจให้ละเอียดอาจรักษาผิดทาง
วันนี้หมอจะพาทำความรู้จักโรคนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมวิธีดูแลตัวเองและสัญญาณที่ต้องรีบมาพบแพทย์ครับ
อ่านต่อในบทความด้านล่างเลยครับ ใครเคยปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้ครับ
―――――――――――――――――――――――
𝗣𝗔𝗜𝗡𝗙𝗨𝗟 𝗦𝗛𝗢𝗨𝗟𝗗𝗘𝗥
ปวดไหล่จากก้อนหินปูนในเส้นเอ็น รักษาได้ ไม่ผ่าตัด ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก
―――――――――――――――――――――――
▍ เรื่องเล่าจากคนไข้ (𝗣𝗮𝘁𝗶𝗲𝗻𝘁 𝗦𝘁𝗼𝗿𝘆)
"คุณวิภา" อายุ 52 ปี ทำงานเป็นพนักงานบัญชีมา 25 ปี วันหนึ่งตื่นมากลางดึกด้วยอาการปวดไหล่ขวาแบบไม่เคยเจอมาก่อน ปวดจนน้ำตาไหล ยกแขนหวีผมไม่ได้ เปลี่ยนเสื้อก็ลำบาก ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรเป็นพิเศษ
เธอไปคลินิกใกล้บ้าน ได้ยาแก้อักเสบ ทายาคลายเส้น ทำกายภาพอยู่หลายเดือน อาการดีขึ้นบ้างแต่ไม่หาย พอเข้านอนตะแคงทับไหล่ก็ปวดทุกคืน
จนวันที่มาตรวจที่คลินิก อัลตราซาวด์เห็นชัดเจน "ก้อนหินปูนสีขาวสว่างขนาดประมาณ 1.2 เซนติเมตร" ฝังอยู่ในเส้นเอ็นด้านบนของหัวไหล่ คือสาเหตุที่แท้จริงของการปวดมาตลอด
เคสแบบคุณวิภาไม่ใช่เคสเดียวที่หมอเจอครับ และถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก การรักษาก็ง่ายและไม่ต้องผ่าตัด
▍ ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นไหล่คืออะไร (𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀)
โรคนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า ภาวะเอ็นหัวไหล่อักเสบจากหินปูนเกาะ 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗥𝗼𝘁𝗮𝘁𝗼𝗿 𝗖𝘂𝗳𝗳 เป็นภาวะที่มีผลึกแคลเซียมชนิดหนึ่งชื่อ 𝗛𝘆𝗱𝗿𝗼𝘅𝘆𝗮𝗽𝗮𝘁𝗶𝘁𝗲 ไปสะสมอยู่ในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ โดยเฉพาะเส้นเอ็น 𝗦𝘂𝗽𝗿𝗮𝘀𝗽𝗶𝗻𝗮𝘁𝘂𝘀 ซึ่งเป็นเส้นเอ็นที่ยกแขนขึ้นด้านข้าง [1,2]
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ เส้นเอ็นปกติเหมือนเชือกที่นุ่มและยืดหยุ่น แต่เมื่อมีก้อนหินปูนไปฝังอยู่ ก็เหมือนมี "เม็ดทรายแข็งๆ" ฝังในเชือก ทุกครั้งที่ขยับ ก้อนหินปูนจะเสียดสีและกดทับเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ปวดและอักเสบ
ความน่าสนใจของโรคนี้คือ มันมี "ช่วงชีวิต" เป็นระยะ ผ่านการศึกษาแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก [1]
[1] ระยะก่อกำเนิดหินปูน (𝗙𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ช่วงนี้ก้อนหินปูนค่อยๆ ก่อตัว มักไม่มีอาการ หรือปวดเล็กน้อย คนไข้บางคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่ามีก้อนนี้
[2] ระยะพัก (𝗥𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗴 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ก้อนหินปูนคงตัวอยู่ในเส้นเอ็น อาจปวดเป็นๆ หายๆ
[3] ระยะดูดซึมหินปูน (𝗥𝗲𝘀𝗼𝗿𝗽𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ร่างกายเริ่มสลายก้อนหินปูน ระยะนี้จะ "ปวดที่สุดในชีวิต" เพราะหินปูนกลายเป็นของเหลวคล้ายยาสีฟัน แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ปวดรุนแรง บางคนปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉิน [2]
ฟังดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่ความจริงระยะนี้คือ "ระยะที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง" และมักหายได้ ถ้ารู้วิธีคุม
▍ ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป (𝗥𝗶𝘀𝗸 𝗙𝗮𝗰𝘁𝗼𝗿𝘀)
งานวิจัยพบว่าโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มต่อไปนี้ [1,2]
[1] อายุ 30-60 ปี ช่วงวัยทำงาน
[2] ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย
[3] คนที่ทำงานยกแขนซ้ำๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ ช่างทาสี ช่างก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด
[4] ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
[5] ผู้ป่วยที่มีโรคต่อมไทรอยด์ผิดปกติ หรือไขมันในเลือดสูง
▍ อาการที่ต้องสังเกต (𝗦𝘆𝗺𝗽𝘁𝗼𝗺𝘀)
อาการของโรคนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใด
ในระยะแรกอาจมีแค่ปวดตื้อๆ ที่ไหล่ ปวดเวลายกแขน ปวดตอนนอนตะแคงทับ ปวดเวลาเอื้อมหยิบของสูง คล้ายเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปมาก ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคเดียวกัน
แต่เมื่อเข้าสู่ระยะดูดซึมหินปูน อาการจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
• ปวดรุนแรงแบบกะทันหัน อาจเริ่มกลางดึกหรือตื่นมาก็ปวดทันที
• ปวดทุกท่าที่ขยับไหล่ บางคนแม้แต่ขยับนิ้วก็เจ็บถึงไหล่
• ปวดร้าวลงต้นแขน บางครั้งร้าวถึงข้อศอก
• นอนไม่หลับ ตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้
• ยกแขนหวีผม แต่งตัว ใส่เสื้อชั้นในไม่ได้
• อาจมีไข้ต่ำๆ และไหล่บวมแดงเล็กน้อย คล้ายข้ออักเสบติดเชื้อ ทำให้บางครั้งวินิจฉัยผิด
▍ แนวทางการตรวจวินิจฉัย (𝗗𝗶𝗮𝗴𝗻𝗼𝘀𝗶𝘀)
การวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจภาพถ่ายทางการแพทย์ [1,2]
การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจช่วงการเคลื่อนไหวของไหล่ ทดสอบกำลังเส้นเอ็น และตรวจหาจุดกดเจ็บ
การถ่ายภาพรังสี (𝗫-𝗿𝗮𝘆) เป็นการตรวจพื้นฐานที่จะ "เห็นก้อนหินปูน" เป็นจุดสีขาวสว่างชัดเจนในเส้นเอ็น ขนาดและรูปร่างของก้อนหินปูนยังช่วยพยากรณ์ได้ว่าจะหายเร็วหรือช้า
การตรวจอัลตราซาวด์ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (𝗠𝘂𝘀𝗰𝘂𝗹𝗼𝘀𝗸𝗲𝗹𝗲𝘁𝗮𝗹 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱) เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการวินิจฉัยโรคนี้ เพราะเห็นได้ทั้งก้อนหินปูน ความหนาของเส้นเอ็น และภาวะอักเสบรอบๆ ที่สำคัญใช้นำทางในการรักษาด้วยเข็มได้แม่นยำ
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (𝗠𝗥𝗜) ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือต้องการดูรายละเอียดเนื้อเยื่อรอบๆ
การตรวจเลือด ในบางกรณีที่ปวดรุนแรงและสงสัยโรคอื่น เช่น ข้ออักเสบติดเชื้อ เก๊าท์ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
▍ แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด (𝗧𝗿𝗲𝗮𝘁𝗺𝗲𝗻𝘁)
งานวิจัยขนาดใหญ่หลายฉบับยืนยันตรงกันว่าโรคนี้รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้ผลดีกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ [3] แนวทางการรักษาเรียงจากขั้นเบาไปหนัก ดังนี้
ขั้นที่ 1 การปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน
งดยกของหนัก งดท่ายกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ประคบเย็นในช่วงที่ปวดมาก หลังจากดีขึ้นค่อยเปลี่ยนเป็นประคบอุ่น
ขั้นที่ 2 ยาแก้ปวดและลดอักเสบ
ยากลุ่ม 𝗡𝗦𝗔𝗜𝗗𝘀 เช่น 𝗶𝗯𝘂𝗽𝗿𝗼𝗳𝗲𝗻, 𝗻𝗮𝗽𝗿𝗼𝘅𝗲𝗻 หรือ 𝗲𝘁𝗼𝗿𝗶𝗰𝗼𝘅𝗶𝗯 ช่วยลดปวดลดอักเสบในช่วงที่อาการกำเริบ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพราะมีผลต่อกระเพาะอาหารและไต
ขั้นที่ 3 การทำกายภาพบำบัด
การออกกำลังกายเพื่อยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ลดอาการตึง ลดการกดทับเส้นเอ็น และป้องกันภาวะไหล่ติด
ขั้นที่ 4 การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (𝗘𝘅𝘁𝗿𝗮𝗰𝗼𝗿𝗽𝗼𝗿𝗲𝗮𝗹 𝗦𝗵𝗼𝗰𝗸𝘄𝗮𝘃𝗲 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗮𝗽𝘆: 𝗘𝗦𝗪𝗧)
เป็นการส่งคลื่นเสียงพลังงานสูงเข้าไปยังก้อนหินปูน ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสลายหินปูน ลดอาการปวด และฟื้นฟูเส้นเอ็น งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าคลื่นกระแทกพลังงานสูงให้ผลดีทั้งเรื่องลดปวดและทำให้ก้อนหินปูนสลาย [3]
ขั้นที่ 5 การใช้อัลตราซาวด์นำทาง เขี่ยและล้างก้อนหินปูน (𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱-𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗱 𝗕𝗮𝗿𝗯𝗼𝘁𝗮𝗴𝗲)
เป็นการใช้เข็มเล็กๆ ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยมีอัลตราซาวด์นำทางแบบเรียลไทม์ แพทย์จะเขี่ยก้อนหินปูนให้แตกตัว แล้วล้างด้วยน้ำเกลือ ก่อนฉีดยาลดอักเสบเข้าไปในถุงน้ำใต้ไหล่
วิธีนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพดี ลดปวดได้เร็ว และทำให้ก้อนหินปูนสลายได้จริง โดยไม่ต้องผ่าตัด งานวิจัยติดตามผล 5 ปียืนยันว่าได้ผลดีกว่าการฉีดยาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องลดปวด ฟื้นฟูการใช้งาน และอัตราที่ก้อนหินปูนหายไปจากภาพถ่ายรังสี [4]
นอกจากนั้นการเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยคลื่นกระแทกพลังงานสูง พบว่าการใช้อัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูนให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการใช้งานในระยะ 1 ปีดีกว่า [5]
ขั้นที่ 6 การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็น)
สงวนไว้สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลภายใน 6 เดือน หรือกรณีที่มีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย โดยมักทำผ่านการส่องกล้อง (𝗔𝗿𝘁𝗵𝗿𝗼𝘀𝗰𝗼𝗽𝗶𝗰 𝗦𝘂𝗿𝗴𝗲𝗿𝘆) แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
▍ ก้อนหินปูนจะหายไปเองได้ไหม (𝗦𝗲𝗹𝗳-𝗥𝗲𝘀𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻)
คำตอบคือ "ใช่" ในหลายกรณีก้อนหินปูนหายไปได้เอง โดยร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมก้อนเหล่านี้ไป แต่ระยะเวลาอาจยาวนานหลายเดือนถึงเป็นปี และในช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนนี้ คนไข้จะปวดมาก จนแทบทำงานไม่ได้
ดังนั้นการรักษาที่เหมาะสมจึงช่วย "ย่นเวลาทรมาน" และทำให้กลับมาใช้ชีวิตปกติเร็วขึ้น
▍ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่ได้รักษา (𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀)
[1] เกิดภาวะไหล่ติด จากการไม่ขยับนานๆ เพราะกลัวปวด
[2] เส้นเอ็นอ่อนแอลงและฉีกขาดในระยะยาว
[3] กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฝ่อ ทำให้ยกแขนได้ลำบาก
[4] นอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและการทำงาน
[5] ปวดเรื้อรังถึงต้นแขนและกระทบคุณภาพชีวิต
▍ วิธีดูแลตัวเองและลดความเสี่ยง (𝗣𝗿𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻)
[1] หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องยกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ติดต่อกันนานๆ ในงานประจำวัน
[2] ออกกำลังกายยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่อย่างสม่ำเสมอ
[3] ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ไขมันในเลือด
[4] พักการใช้งานเมื่อรู้สึกเริ่มปวด อย่าฝืนทำงานต่อจนปวดเรื้อรัง
[5] รีบพบแพทย์เมื่อปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ
▍ คำถามที่พบบ่อย (𝗙𝗔𝗤)
"ปวดไหล่จากหินปูน ต่างจากเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปอย่างไร"
อาการคล้ายกันมาก จุดต่างคือ "หินปูน" มักปวดรุนแรงกว่า ปวดทันทีโดยไม่มีสาเหตุ และเห็นก้อนสีขาวชัดในภาพถ่ายรังสีหรืออัลตราซาวด์ ส่วนเอ็นอักเสบทั่วไปจะไม่เห็นก้อนหินปูน
"จำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนหินปูนออกไหม"
ในกรณีส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด ทั้งยา กายภาพ คลื่นกระแทก และอัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูน ได้ผลดีในกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย [3]
"ทำไมตอนกลางดึกปวดมากกว่ากลางวัน"
เพราะกลางคืนเลือดไหลเวียนน้อยลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และมักนอนตะแคงทับไหล่ ทำให้แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่ม ก้อนหินปูนกดทับเนื้อเยื่อรอบข้างมากขึ้น
"การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ไหล่อันตรายไหม"
การฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีความปลอดภัยและช่วยลดอาการปวดได้มาก แต่ไม่ควรฉีดซ้ำหลายครั้งเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลง
"ทำอัลตราซาวด์เขี่ยก้อนหินปูน เจ็บไหม นอนรพ.กี่วัน"
ใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาที กลับบ้านได้เลย ฟื้นตัวเร็ว วันรุ่งขึ้นทำงานเบาๆ ได้
▍ สรุปประเด็นสำคัญที่อยากให้จดจำ (𝗞𝗲𝘆 𝗧𝗮𝗸𝗲𝗮𝘄𝗮𝘆𝘀)
[1] ปวดไหล่รุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อาจไม่ใช่เอ็นอักเสบธรรมดา ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นเป็นสาเหตุที่พบบ่อยและถูกมองข้าม
[2] ปวดที่สุดในชีวิตคือช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนหินปูน เป็น "สัญญาณดี" ที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง
[3] 𝗫-𝗿𝗮𝘆 และอัลตราซาวด์ช่วยวินิจฉัยได้ชัดเจน ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าปวดจากอะไร
[4] กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
[5] การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญ อย่ารักษาไปเรื่อยๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจรักษาผิดทางและปวดเรื้อรัง
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ 𝗟𝗶𝗻𝗲 𝗢𝗔: @doctorkeng | โทร 081-530-3666
"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
―――――――――――――――――――――――
#ปวดไหล่ #หินปูนเกาะเส้นเอ็น #ก้อนหินปูนไหล่ #ปวดไหล่ตอนกลางคืน #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไหล่ไม่ต้องผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #คลินิกกระดูกเชียงใหม่ #CalcificTendinitis #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #Barbotage
―――――――――――――――――――――――
𝗥𝗘𝗙𝗘𝗥𝗘𝗡𝗖𝗘𝗦
เอกสารอ้างอิง
[1] Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6
[2] ElShewy MT. Calcific tendinitis of the rotator cuff. World J Orthop. 2016;7(1):55-60. doi:10.5312/wjo.v7.i1.55
[3] Wu YC, Tsai WC, Tu YK, Yu TY. Comparative effectiveness of nonoperative treatments for chronic calcific tendinitis of the shoulder: a systematic review and network meta-analysis of randomized controlled trials. Arch Phys Med Rehabil. 2017;98(8):1678-92.e6. doi:10.1016/j.apmr.2017.02.030
[4] de Witte PB, Kolk A, Overes F, Nelissen RGHH, Reijnierse M. Rotator cuff calcific tendinitis: ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids: five-year outcomes of a randomized controlled trial. Am J Sports Med. 2017;45(14):3305-14. doi:10.1177/0363546517721686
[5] Louwerens JKG, Sierevelt IN, Kramer ET, Boonstra R, van den Bekerom MPJ, van Royen BJ, et al. Comparing ultrasound-guided needling combined with a subacromial corticosteroid injection versus high-energy extracorporeal shockwave therapy for calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial. Arthroscopy. 2020;36(7):1823-33.e1. doi:10.1016/j.arthro.2020.02.027