Thursday, May 28, 2026

ไหล่ที่ค่อยๆแข็งจนขยับไม่ได้ เรื่องจริงของโรคข้อไหล่ติดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อย

 



เอื้อมมือไปติดตะขอเสื้อชั้นในด้านหลังไม่ได้ สะบัดผมตอนสระไม่ขึ้น หยิบของบนหิ้งสูงแล้วเสียวแปลบจนต้องร้อง นี่ไม่ใช่แค่ "เมื่อยไหล่" แต่อาจเป็นสัญญาณว่าข้อไหล่ของคุณกำลัง "ติด" ทีละน้อยโดยที่คุณไม่รู้ตัว

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ที่ค่อยๆแข็งจนขยับไม่ได้ เรื่องจริงของโรคข้อไหล่ติดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อย

――――――――――――――――――――――――

อาการแบบไหนที่เรียกว่าข้อไหล่ติด

โรคข้อไหล่ติด หรือที่เรียกว่า "ฟรอเซน โชลเดอร์ (Frozen Shoulder)" คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรั้ง ทำให้ช่องว่างในข้อแคบลง ไหล่จึงทั้งปวดและขยับได้น้อยลงเรื่อยๆ

จุดที่ทำให้คนไข้สับสนคือ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุชัดเจน หลายคนจึงคิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อยธรรมดา จนวันหนึ่งพบว่ายกแขนไม่สุด หวีผมไม่ได้ หรือเอื้อมไปด้านหลังไม่ได้แล้ว

ลักษณะเด่นที่ช่วยแยกโรคนี้ออกจากอาการปวดไหล่ทั่วไปคือ ไหล่จะขยับได้น้อยลงในทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่บางท่า โดยเฉพาะการหมุนแขนออกด้านนอกและการเอื้อมไปด้านหลัง และที่สำคัญคือแม้คนอื่นจะช่วยจับยกแขนให้ ไหล่ก็ยังขยับไม่ได้เท่าเดิม

――――――――――――――――――――――――

ทำไมถึงเป็น และใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ากลุ่มคนบางกลุ่มเสี่ยงเป็นมากกว่าคนทั่วไป

• ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 40 ถึง 60 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

• ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน ในคนทั่วไปพบโรคนี้ประมาณ 2 ถึง 5 คนใน 100 คน แต่ในผู้ป่วยเบาหวานพบสูงขึ้นหลายเท่า และยิ่งคุมน้ำตาลได้ไม่ดีหรือเป็นเบาหวานมานาน ก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

• ผู้ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์ก็พบโรคนี้ได้บ่อยกว่าคนทั่วไป

• คนที่ต้องหยุดขยับไหล่นานๆ เช่น หลังผ่าตัด หลังแขนหัก หรือใส่เฝือกนาน ก็มีโอกาสที่ไหล่จะติดตามมาได้

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ โรคนี้มักเป็นทีละข้าง แต่ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยจะเป็นที่ไหล่อีกข้างตามมาด้วย

――――――――――――――――――――――――

โรคนี้เดินทางผ่าน 3 ระยะ

สิ่งที่ทำให้ข้อไหล่ติดต่างจากอาการปวดอื่น คือมันมีลำดับการดำเนินโรคที่ค่อนข้างชัดเจน แบ่งเป็น 3 ระยะ

[1] ระยะปวด ช่วงนี้ไหล่จะปวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนจนรบกวนการนอน การขยับยังพอทำได้แต่เริ่มเจ็บ ระยะนี้มักกินเวลาหลายเดือน

[2] ระยะติด ความปวดเริ่มลดลง แต่ไหล่กลับแข็งและขยับได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นช่วงที่คนไข้ทำกิจวัตรประจำวันลำบากที่สุด

[3] ระยะคลาย ไหล่ค่อยๆกลับมาขยับได้มากขึ้นทีละน้อย ความแข็งลดลง

แม้หลายคนจะบอกว่าโรคนี้หายเองได้ แต่ความจริงคือมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่อาการยืดเยื้อเป็นปีๆ และบางส่วนไหล่ไม่กลับมาเป็นปกติเต็มที่ การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป

――――――――――――――――――――――――

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยโรคนี้ส่วนใหญ่อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพงเสมอไป

แพทย์จะตรวจดูพิสัยการขยับของไหล่ทั้งแบบที่คนไข้ขยับเอง และแบบที่แพทย์ช่วยจับขยับให้ จุดสำคัญคือถ้าเป็นข้อไหล่ติดจริง แม้แพทย์จะช่วยจับขยับ ไหล่ก็จะยังขยับได้จำกัดอยู่ดี ซึ่งช่วยแยกออกจากอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อ

การตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มักใช้เพื่อตัดโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออกไป เช่น ข้อไหล่เสื่อม หรือหินปูนเกาะเส้นเอ็น มากกว่าจะใช้ยืนยันโรคโดยตรง

นอกจากนี้แพทย์มักแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เพราะผู้ป่วยข้อไหล่ติดจำนวนหนึ่งตรวจพบเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวานที่ยังไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา

ข่าวดีคือผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แนวทางการรักษาจะปรับให้เหมาะกับระยะของโรคและความรุนแรงของอาการในแต่ละคน

• การทำกายภาพบำบัด เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา การยืดและขยับไหล่อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอช่วยให้ไหล่ค่อยๆกลับมาขยับได้ แต่ต้องทำให้เหมาะกับระยะของโรค ถ้าฝืนยืดแรงเกินไปในช่วงที่กำลังปวดมาก อาจยิ่งทำให้อักเสบหนักขึ้น

• การกินยาลดปวดและลดการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการในช่วงที่ปวดมาก ทำให้คนไข้ทนทำกายภาพได้ดีขึ้น

• การฉีดยาเข้าข้อไหล่ เป็นวิธีที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าช่วยลดปวดและเพิ่มการขยับได้ดี โดยเฉพาะถ้าทำในระยะที่ยังปวดอยู่ ปัจจุบันการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) นำทางขณะฉีด ช่วยให้ยาเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำขึ้น

• สำหรับผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาด้วยวิธีข้างต้นอย่างเต็มที่ แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การขยายข้อด้วยน้ำ หรือการผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร

สิ่งที่ช่วยได้คือ อย่าหยุดขยับไหล่ไปเลยเพราะกลัวเจ็บ การไม่ขยับเลยจะยิ่งทำให้ไหล่ติดเร็วขึ้น ควรขยับไหล่เบาๆในระดับที่พอทนได้เป็นประจำ ประคบอุ่นก่อนขยับเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว และถ้าเป็นผู้ป่วยเบาหวาน การคุมระดับน้ำตาลให้ดีก็มีส่วนช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น

แต่ถ้าอาการปวดรบกวนการนอน หรือไหล่เริ่มขยับได้น้อยลงจนกระทบกิจวัตรประจำวัน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดและเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ผลการรักษามักยิ่งดี

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ อาการปวดไหล่มีได้จากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์โดยตรง

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

สอบถามหรือปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line OA @doctorkeng

――――――――――――――――――――――――

#ข้อไหล่ติด #ปวดไหล่ #FrozenShoulder #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #อัลตราซาวด์ #ปวดไหล่เรื้อรัง #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #กระดูกและข้อ #เบาหวาน

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงไหล่ติดง่ายกว่าคนทั่วไป และทำไมหลายคนปล่อยไว้จนยกแขนไม่ขึ้น

 


เอื้อมหยิบของบนชั้นไม่ได้ ติดตะขอเสื้อด้านหลังไม่ได้ หวีผมด้านหลังก็ยกแขนไม่ขึ้น และตอนกลางคืนพอเผลอนอนทับไหล่ข้างนั้นทีไร เจ็บจนสะดุ้งตื่น ถ้าคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้วมีอาการแบบนี้ ไหล่ของคุณอาจกำลัง "ติด" โดยที่ไม่ได้เกิดจากการยกของหนักหรือหกล้มเลย

――――――――――――――――――――――――

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงไหล่ติดง่ายกว่าคนทั่วไป และทำไมหลายคนปล่อยไว้จนยกแขนไม่ขึ้น

――――――――――――――――――――――――

มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการคล้ายกัน คือปวดไหล่มาหลายเดือน ตอนแรกคิดว่าแค่เคล็ดธรรมดา นวดแล้วก็ไม่หาย จนวันหนึ่งเริ่มยกแขนไม่ขึ้น ใส่เสื้อเองลำบาก สางผมด้านหลังไม่ได้ พอถามประวัติถึงรู้ว่าเป็นเบาหวานมาหลายปี

อาการแบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ข้อไหล่ติด" หรือที่หลายคนได้ยินในชื่อ ไหล่แข็ง (Frozen Shoulder)

เกิดอะไรขึ้นกับไหล่

ปกติข้อไหล่ของเราถูกหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ คล้ายถุงที่ยืดหยุ่นได้ดี ทำให้เราหมุนแขน ยกแขน เอื้อมไปด้านหลังได้คล่อง

พอเป็นข้อไหล่ติด เยื่อหุ้มข้อนี้จะอักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรัดแน่นเหมือนถุงที่ค่อย ๆ ตีบลง ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งเจ็บและติด

ทำไมเบาหวานถึงเกี่ยวข้อง

เรื่องนี้มีคำอธิบายทางการแพทย์ครับ คนทั่วไปมีโอกาสเป็นข้อไหล่ติดประมาณ 2 ถึง 5 คนใน 100 คน แต่ในคนที่เป็นเบาหวาน ตัวเลขนี้สูงขึ้นชัดเจน

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลหลายการศึกษาพบว่า คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นข้อไหล่ติดเฉลี่ยราว 13 ถึง 14 คนใน 100 คน และบางการศึกษาพบสูงถึง 30 คนใน 100 คน

สาเหตุหลักเชื่อว่ามาจากน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน น้ำตาลส่วนเกินจะไปเกาะกับเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อยืดหยุ่น เมื่อคอลลาเจนถูกน้ำตาลเกาะ มันจะเหนียวขึ้นและแข็งขึ้น ยืดหยุ่นได้น้อยลง ไหล่จึงค่อย ๆ ตึงและติด

ที่สำคัญคือ ในคนเป็นเบาหวาน อาการมักจะ "หนักกว่า" และ "หายช้ากว่า" คนทั่วไป

สัญญาณที่ควรสังเกต

• ปวดไหล่ลึก ๆ โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุนำมาก่อน

• ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะหรือกางแขนออกด้านข้างได้น้อยลง

• เอื้อมมือไปด้านหลัง เช่น ติดตะขอเสื้อหรือล้วงกระเป๋าหลังลำบาก

• ปวดมากตอนกลางคืน จนนอนทับข้างนั้นไม่ได้

• อาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ คือบางครั้งข้อไหล่ติดเป็น "สัญญาณเตือนล่วงหน้า" ของเบาหวานที่ยังไม่เคยตรวจพบ มีงานศึกษาพบว่า ในกลุ่มคนที่ไหล่ติดเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มากกว่าหนึ่งในสามตรวจเจอว่าน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติทั้งที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานมาก่อน ดังนั้นถ้าไหล่ติดโดยไม่มีสาเหตุ การตรวจน้ำตาลในเลือดไปด้วยก็เป็นเรื่องที่ควรทำ

แล้วต้องผ่าตัดไหม

คำตอบคือ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ

ข้อไหล่ติดเป็นภาวะที่ในหลายกรณีดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ปัญหาคือมันใช้เวลานานมาก บางคนนานเป็นปีถึงปีครึ่ง และระหว่างนั้นต้องทนเจ็บกับใช้แขนไม่ได้เต็มที่ ซึ่งกระทบชีวิตประจำวันอย่างมาก

แนวทางรักษาที่ใช้กันมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก

[1] การทำกายภาพบำบัด ยืดและขยับข้อไหล่อย่างถูกวิธี เพื่อค่อย ๆ คืนการเคลื่อนไหว

[2] การใช้ยาลดปวดลดอักเสบ เพื่อให้ขยับและทำกายภาพได้

[3] การฉีดยาเข้าข้อไหล่ในตำแหน่งที่แม่นยำ เพื่อลดการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ

[4] การฉีดน้ำเข้าไปถ่างขยายเยื่อหุ้มข้อที่หดรัด ภายใต้การนำทางด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อช่วยให้ข้อไหล่ขยับได้กว้างขึ้น เรียกว่า การถ่างขยายข้อไหล่ด้วยน้ำภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Hydrodistension)

[5] การผ่าตัด ซึ่งเก็บไว้สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้นจริง ๆ เท่านั้น

จุดสำคัญของการรักษาสมัยใหม่คือ การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางขณะฉีด ทำให้เห็นตำแหน่งเข็มและโครงสร้างภายในข้อได้ชัดเจน ฉีดได้ตรงจุดที่ต้องการ ลดการฉีดพลาดตำแหน่ง และช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

สิ่งที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้เพิ่ม

เนื่องจากข้อไหล่ติดในคนเบาหวานมักหายช้ากว่าและอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ การคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่สำคัญไม่แพ้การดูแลที่ไหล่โดยตรง

อีกข้อที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน คือยาบางชนิดที่ฉีดเข้าข้ออาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้ในช่วงสั้น ๆ หลังฉีด ดังนั้นการวางแผนร่วมกับแพทย์และการเฝ้าระวังน้ำตาลในช่วงนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ไหล่ติด #ข้อไหล่ติด #ปวดไหล่ #เบาหวาน #ไหล่แข็ง #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #ฉีดยาข้อไหล่ #ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน #FrozenShoulder #AdhesiveCapsulitis #DiabetesCare #Ultrasound #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก

Wednesday, May 27, 2026

การผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเอ็นไหล่ ช่วยอะไร เมื่อไหร่ควรผ่า และผ่าดีกว่าไม่ผ่าตรง


 


เอ็นไหล่ขาด ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่บางคน "ยิ่งรอ ยิ่งเย็บกลับยาก"

มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ยกแขนหวีผมไม่ขึ้น เอื้อมหยิบของบนชั้นไม่ได้ นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นแล้วปวดจนตื่นกลางดึก พอไปตรวจเจอว่า "เอ็นหุ้มข้อไหล่ขาด" คำถามแรกที่ทุกคนถามคือ "ต้องผ่าไหมหมอ"

คำตอบจริงคือ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่า และก็ไม่ใช่ทุกคนที่รอได้ ความต่างอยู่ที่ "ขาดแบบไหน อายุเท่าไหร่ และรอนานแค่ไหนแล้ว"

――――――――――――――――――――――――

การผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเอ็นไหล่ ช่วยอะไร เมื่อไหร่ควรผ่า และผ่าดีกว่าไม่ผ่าตรงไหน

――――――――――――――――――――――――

เอ็นหุ้มข้อไหล่คืออะไร ทำไมขาดแล้วเป็นปัญหา

รอบข้อไหล่ของเรามีกลุ่มเอ็นและกล้ามเนื้อสี่มัดคลุมหัวกระดูกต้นแขนเอาไว้ เรียกว่าเอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) หน้าที่ของมันเหมือน "สายรัดที่ดึงหัวไหล่ให้อยู่ในเบ้าและช่วยยกแขน" เวลาเราเอื้อม หวีผม ใส่เสื้อ หรือยกของขึ้นสูง ล้วนต้องใช้เอ็นกลุ่มนี้

เมื่อเอ็นขาด สายรัดก็หย่อน หัวไหล่ทำงานไม่เต็มแรง คนไข้จึงยกแขนไม่ขึ้น ปวด และอ่อนแรง

เอ็นไหล่ขาดมีสองแบบใหญ่ที่ต้องแยกให้ชัด เพราะวิธีดูแลต่างกันมาก

• แบบเสื่อมตามวัย เกิดจากเอ็นเปื่อยบางลงเรื่อย ๆ ตามอายุ พบบ่อยในคนอายุมากกว่า 60 ปี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน

• แบบบาดเจ็บเฉียบพลัน เกิดจากหกล้มเอามือยันพื้น ยกของหนักผิดท่า หรือไหล่หลุด เอ็นขาดทันทีในคนที่เดิมแข็งแรงดี กลุ่มนี้มักเป็นคนอายุน้อยกว่า

――――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา จะเป็นอย่างไร

หลายคนเข้าใจว่า "ทนปวดไปก่อน เดี๋ยวมันก็หาย" แต่ธรรมชาติของเอ็นไหล่ที่ขาดแล้วมักไม่เป็นแบบนั้น

งานวิจัยที่ติดตามคนไข้ที่ไม่ผ่าตัดพบว่า รอยขาดมีแนวโน้ม "ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา" ไม่ใช่หดเล็กลง

• รอยขาดแบบเต็มความหนาประมาณ "ครึ่งหนึ่ง" ขยายใหญ่ขึ้นภายใน 2 ถึง 3 ปี

• เมื่อติดตามนานขึ้น พบว่ารอยขาดขยายได้ถึงราว 6 ใน 10 ราย

• รอยขาดแบบเต็มความหนา มีโอกาสลามมากกว่าแบบบางส่วนหลายเท่า

สิ่งที่น่ากังวลกว่ารอยขาดที่ใหญ่ขึ้น คือเมื่อเอ็นขาดนานโดยไม่ได้ใช้งาน กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ฝ่อและกลายเป็นไขมันแทรก เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ต่อให้อยากผ่าก็เย็บกลับได้ยาก หรือเย็บแล้วไม่ติด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการ "รีบไปตรวจ" สำคัญกว่าการ "รอดูอาการ"

แต่ย้ำว่า ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องรีบผ่า บางกลุ่มการไม่ผ่าตัดคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด

――――――――――――――――――――――――

การผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเอ็นไหล่ ช่วยอะไรได้บ้าง

การผ่าตัดส่องกล้องคือการเย็บเอ็นที่ขาดให้กลับไปติดกับกระดูกตามเดิม ผ่านแผลเล็ก ๆ ไม่กี่รู โดยใช้กล้องส่องเข้าไปในข้อ ข้อดีที่ชัดเจนเมื่อมีข้อบ่งชี้เหมาะสมคือ

• ลดอาการปวด โดยเฉพาะปวดตอนกลางคืนที่รบกวนการนอน

• ฟื้นกำลังแขนให้กลับมายกของ เอื้อม และใช้งานได้ใกล้เคียงเดิม

• หยุดไม่ให้รอยขาดลามใหญ่ขึ้น และชะลอการฝ่อของกล้ามเนื้อ

• แผลเล็ก เจ็บน้อยกว่าผ่าตัดเปิด ฟื้นตัวเร็วกว่า

แต่ต้องเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง การเย็บเอ็นไม่ได้ "ติดสนิท 100 เปอร์เซ็นต์" ทุกราย โอกาสที่เอ็นจะติดดีขึ้นอยู่กับอายุและขนาดรอยขาด ในรอยขาดเล็กถึงปานกลางโอกาสติดดีอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ในรอยขาดใหญ่มากหรือคนอายุมาก โอกาสติดจะลดลง อย่างไรก็ตามคนไข้ส่วนใหญ่มักปวดน้อยลงและใช้งานได้ดีขึ้น แม้เอ็นจะไม่ติดสมบูรณ์ก็ตาม

――――――――――――――――――――――――

เมื่อไหร่ "ควรผ่า" เมื่อไหร่ "ไม่ต้องผ่าก็ได้"

นี่คือหัวใจของเรื่อง การตัดสินใจไม่ได้ดูแค่ว่า "เอ็นขาดหรือไม่" แต่ดูภาพรวมทั้งคน

กลุ่มที่ควรพิจารณาผ่าตัด

• เอ็นขาดจากอุบัติเหตุเฉียบพลันในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะถ้าขาดหลังไหล่หลุดหรือหกล้ม

• รอยขาดเต็มความหนาขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่ยังเย็บกลับได้ และกล้ามเนื้อยังไม่ฝ่อ

• รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วหลายเดือน อาการปวดและอ่อนแรงยังไม่ดีขึ้น

• คนที่ยังต้องใช้แขนทำงานหรือกิจวัตรหนัก และความอ่อนแรงกระทบชีวิตประจำวันมาก

กลุ่มที่ไม่ผ่าตัดมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

• รอยขาดเล็ก หรือขาดเพียงบางส่วน

• ผู้สูงอายุที่ใช้แขนไม่หนัก และอาการพอทนได้

• รอยขาดที่ใหญ่จนเย็บกลับไม่ได้แล้ว หรือกล้ามเนื้อฝ่อกลายเป็นไขมันไปมาก

• คนที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดและดมยา

ในกลุ่มเอ็นขาดแบบเสื่อมตามวัย งานวิจัยพบว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัดด้วยกายภาพบำบัดและการดูแลที่เหมาะสม ได้ผลดีในคนไข้จำนวนมาก หลายรายอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นเตียงผ่าตัดเลย จุดสำคัญจึงไม่ใช่ "ผ่าหรือไม่ผ่า" แต่คือ "วินิจฉัยให้แม่นว่าใครควรผ่า ใครไม่ต้อง"

――――――――――――――――――――――――

ทำไม "เวลา" ถึงสำคัญ

ในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ผ่าตัดจริง งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลพบว่า การผ่าตัดเร็วในจังหวะที่เหมาะสม มีโอกาสที่เอ็นจะขาดซ้ำน้อยกว่าการปล่อยให้เนิ่นนานเกินไป

พูดง่าย ๆ คือ ในคนที่ควรผ่า การลากเวลาออกไปเรื่อย ๆ อาจทำให้ผลการรักษาแย่ลง เพราะรอยขาดลาม กล้ามเนื้อฝ่อ และเนื้อเอ็นเสื่อมจนเย็บกลับได้ยากขึ้น

แต่ในคนที่ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ การรีบผ่าก็ไม่ได้ทำให้ดีกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจให้ละเอียดตั้งแต่เนิ่น ๆ ถึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อรีบผ่าทุกคน แต่เพื่อ "แยกให้ออก" ว่าใครอยู่กลุ่มไหน

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม เอ็นไหล่ขาดแล้วจะหายเองได้ไหม

ตอบ เอ็นที่ขาดเต็มความหนามักไม่กลับมาเชื่อมติดกันเองได้ครับ แต่ "อาการปวด" อาจดีขึ้นได้จากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด หลายคนจึงใช้ชีวิตได้ดีโดยไม่ผ่า ขึ้นกับว่าขาดมากแค่ไหนและใช้แขนหนักเพียงใด

ถาม ไม่ผ่าแล้วจะพิการไหม

ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นพิการครับ แต่ถ้าปล่อยรอยขาดที่ลามได้ไว้นาน ๆ กำลังแขนอาจลดลงเรื่อย ๆ และในระยะยาวอาจนำไปสู่ข้อไหล่เสื่อม การไปตรวจแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้เลือกทางได้ก่อนที่จะสายเกินแก้

ถาม ผ่าส่องกล้องแล้วกี่เดือนถึงใช้งานได้ปกติ

ตอบ ช่วงแรกต้องใส่ที่คล้องแขนพักเอ็นและทำกายภาพบำบัดตามลำดับ โดยทั่วไปใช้เวลาหลายเดือนกว่าเอ็นจะติดแข็งแรงและกลับมาใช้งานเต็มที่ ความอดทนทำกายภาพหลังผ่าสำคัญพอ ๆ กับตัวการผ่าตัดเลยครับ

ถาม อายุมากแล้วผ่าได้ไหม

ตอบ อายุไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาดครับ แต่ในผู้สูงอายุโอกาสที่เอ็นจะติดจะน้อยลง หมอจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้กับความเสี่ยง หลายรายเลือกทางไม่ผ่าตัดแล้วได้ผลดี

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] เอ็นไหล่ขาดไม่ใช่ทุกคนต้องผ่า การตัดสินใจดูทั้งอายุ ขนาดรอยขาด สาเหตุ และการใช้งานแขน

[2] เอ็นที่ขาดมักไม่หายเชื่อมเอง และรอยขาดมีแนวโน้มลามใหญ่ขึ้นตามเวลา ไม่ใช่เล็กลง

[3] การผ่าตัดส่องกล้องช่วยลดปวด ฟื้นกำลังแขน และหยุดไม่ให้รอยขาดลาม เมื่อมีข้อบ่งชี้เหมาะสม

[4] คนที่ควรผ่ามักเป็นกลุ่มบาดเจ็บเฉียบพลัน คนอายุน้อย รอยขาดที่ยังเย็บได้ หรือรักษาไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น

[5] ในคนที่ควรผ่า ยิ่งลากเวลานานยิ่งเย็บกลับยาก จึงควรไปตรวจแต่เนิ่น ๆ เพื่อเลือกทางให้ถูก ไม่ใช่เพื่อรีบผ่าทุกคน

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#เอ็นไหล่ขาด #ปวดไหล่ #ผ่าตัดส่องกล้องไหล่ #เย็บเอ็นไหล่ #ยกแขนไม่ขึ้น #ไหล่บาดเจ็บ #กระดูกและข้อ #ปวดไหล่กลางคืน #ดูแลไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #RotatorCuffTear #ShoulderPain #ArthroscopicRepair #ShoulderSurgery

Tuesday, May 26, 2026

เอ็นไหล่ฉีกขาด 70% จากผล MRI รักษาอย่างไรโดยไม่ต้องผ่าตัดเย็บเส้นเอ็น?

 



"หมอคะ… ผล MRI บอกว่าเอ็นไหล่ขาด 70% แปลว่าต้องผ่าตัดเลยใช่ไหมคะ?"

คุณป้าวัย 62 ถือผล MRI เดินเข้าห้องตรวจด้วยมือสั่น นอนไม่หลับมา 3 คืน เพราะกลัวการผ่าตัด

ตัวเลข "70%" มันฟังดูใกล้คำว่า "ขาดทั้งเส้น" มาก

แต่หลังจากผมตรวจเสร็จ คำตอบที่ผมให้คุณป้า ทำให้เธอน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ

💗 มีความเข้าใจผิดที่คนไข้กลุ่มนี้เจอบ่อยมาก "เอ็นขาด 70% = ใกล้ขาดทั้งเส้น = ต้องผ่าตัด"

ความจริงในวันนี้ คนไข้กลุ่มนี้จำนวนมาก ไม่ต้องผ่าตัดเย็บเอ็น ยังกลับมายกแขน ใช้ชีวิตได้ปกติ

แล้วทำไมถึงไม่ต้องผ่า? แล้วเมื่อไรถึงควรผ่าตัดจริงๆ? แล้วถ้าไม่ผ่า รักษาด้วยวิธีอะไรได้บ้าง?

อ่านต่อในบทความด้านล่างครับ หมอเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย อ่านจบใน 5 นาที 👇

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #เอ็นไหล่ฉีก #ปวดไหล่ #ไหล่ติด #รักษาไม่ผ่าตัด #PRPไหล่ #ultrasoundinjection #กระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #RotatorCuffTear #PartialRotatorCuffTear #ShoulderPain #PRPInjection #UltrasoundGuidedInjection

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🩺 เอ็นไหล่ฉีกขาด 70% จากผล MRI รักษาอย่างไรโดยไม่ต้องผ่าตัดเย็บเส้นเอ็น?

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

คุณเคยถือผลตรวจ MRI ที่บอกว่า "เอ็นไหล่ขาด 70%" แล้วรู้สึกเหมือนโลกถล่มลงมาทับไหม?

หลายคนอ่านตัวเลขนี้แล้วคิดทันทีว่า "ใกล้ขาดทั้งเส้นแล้ว ต้องผ่าตัดแน่ๆ" บางคนนอนไม่หลับมาหลายคืน บางคนร้องไห้ออกมา บางคนเริ่มหาเงินเตรียมค่าผ่าตัด

แต่ความจริงทางการแพทย์ในวันนี้อาจทำให้คุณตกใจ

คนไข้กลุ่มนี้จำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเย็บเอ็นเลย ยังกลับมายกแขนได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ และมีหลักฐานทางการแพทย์ระดับโลกรองรับว่าวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด ให้ผลใกล้เคียงกับการผ่าตัดในหลายกรณี

ตัวเลข 70% บนกระดาษ ไม่ใช่คำตัดสินชะตาชีวิตของคุณ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

👨‍👩‍👧 เรื่องของคุณป้าสมหญิง วัย 62

คุณป้าสมหญิง (ชื่อสมมติ) เป็นคุณครูเกษียณที่จังหวัดเชียงใหม่ มีอาการปวดไหล่ขวามา 4 เดือน ปวดเวลาเอื้อมหยิบของบนตู้ ปวดตอนสางผม นอนตะแคงทับไหล่ขวาไม่ได้เลย ต้องลุกขึ้นมานั่งกลางดึกเพราะปวดจนตื่น

คุณป้าไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอส่ง MRI ผลออกมาว่า "เอ็นไหล่บนฉีกขาดบางส่วน ระดับรุนแรง ประมาณ 70%"

หมอที่ตรวจบอกว่า "ถ้าอยากให้หาย ต้องผ่าตัดเย็บเอ็นนะคะ"

คุณป้านอนคิดทั้งคืน เครียดมาก กลัวการผ่าตัด กลัวจะกลับมาใช้แขนไม่ได้ จนลูกสาวพามาขอความเห็นที่สองที่คลินิก

หลังจากผมซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย ทำอัลตราซาวด์ดูเอ็นแบบเคลื่อนไหวจริง และคุยถึงไลฟ์สไตล์ของคุณป้า คำตอบของผมคือ "ป้าครับ ป้ายังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดในตอนนี้ มาลองวิธีอื่นก่อน 3 เดือน แล้วประเมินใหม่ดีกว่า"

ผ่านไป 3 เดือน คุณป้ายกแขนได้ปกติ นอนตะแคงทับได้ ปวดน้อยลงมาก ผ่านไป 6 เดือน คุณป้ากลับไปเล่นโยคะกับเพื่อนได้ตามเดิม

และนี่ไม่ใช่กรณีพิเศษ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในคลินิกทุกสัปดาห์

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔬 เอ็นไหล่ขาด 70% หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ก่อนจะเข้าใจวิธีรักษา เราต้องเข้าใจก่อนว่าเอ็นไหล่คืออะไร และ "ขาด 70%" หมายความว่าอะไรจริงๆ

รอบข้อไหล่ของเรา มีกลุ่มเอ็น 4 เส้นห่อหุ้มหัวกระดูกต้นแขนอยู่ ทางการแพทย์เรียกว่า "เอ็นโรเตเตอร์คัฟ" (rotator cuff) ทำหน้าที่ช่วยยกแขน หมุนแขน และพยุงข้อไหล่ให้มั่นคง

ลองนึกภาพแบบนี้ ข้อไหล่ของเราเหมือนลูกบอลในเบ้าตื้นๆ เอ็นโรเตเตอร์คัฟทำหน้าที่เหมือนสายรัดยางที่คอยพยุงให้ลูกบอลไม่หลุดออกจากเบ้า

เมื่อผลตรวจรายงานว่า "เอ็นขาด 70%" มักหมายถึงการฉีกขาดบางส่วน (partial-thickness tear) ระดับรุนแรง คือ ขาดลึกเข้าไปในเนื้อเอ็น แต่ "ยังไม่ขาดทะลุ" ตลอดความหนาของเอ็น

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เอ็นยังติดกันอยู่ ส่วนที่เหลือ 30% ยังทำหน้าที่ได้ ยังพยุงข้อไหล่ได้ ยังให้คุณยกแขนได้

ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะนี่คือเหตุผลว่าทำไมร่างกายยังมีโอกาสฟื้นตัวได้เอง และทำไมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกในปัจจุบัน เลือกรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นลำดับแรก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🩺 ทำไมเอ็นไหล่ถึงฉีกขาด?

เอ็นไหล่ฉีกขาดเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ

แบบแรก คือความเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น เลือดที่มาเลี้ยงเอ็นน้อยลง เอ็นค่อยๆ บางและเปื่อยลงเหมือนเชือกเก่าที่ตากแดดนานๆ ในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป พบเอ็นไหล่ฉีกขาดได้ถึง 1 ใน 4 คน และในคนอายุ 80 ปีขึ้นไป พบได้มากกว่าครึ่ง

แบบที่สอง คือการใช้งานหนักและซ้ำๆ หรืออุบัติเหตุ คนที่ทำงานยกของหนัก ยกแขนเหนือศีรษะบ่อยๆ เช่น ช่างทาสี ช่างไฟ พ่อครัวที่ยกหม้อใหญ่ แม่บ้านที่เช็ดเพดานบ่อยๆ หรือคนที่หกล้มแล้วใช้มือยันพื้น

ที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากที่ตรวจ MRI พบว่ามีเอ็นไหล่ฉีก แต่ไม่มีอาการปวดเลย แสดงว่าตัวเลขในผล MRI ไม่ใช่ทุกอย่าง สิ่งที่สำคัญคือ "อาการที่เกิดขึ้นจริง" กับ "ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน"

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚠ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เอ็นไหล่ฉีกง่าย

🔴 อายุ 50 ปีขึ้นไป 🔴 อาชีพที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ 🔴 เป็นโรคเบาหวาน ไทรอยด์ หรือไขมันสูง 🔴 สูบบุหรี่ 🔴 เคยมีประวัติบาดเจ็บที่ไหล่ข้างนั้นมาก่อน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚠ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ

🔴 ปวดไหล่นานเกิน 4-6 สัปดาห์ ไม่ดีขึ้น 🔴 ปวดตอนกลางคืน ปวดจนตื่น นอนตะแคงทับไม่ได้ 🔴 ยกแขนขึ้นไม่ได้ หรือยกได้แต่เจ็บมาก 🔴 มีเสียงดังคลิกๆ หรือกึ้กๆ เวลาขยับไหล่ 🔴 แขนอ่อนแรง ถือของไม่ไหวเหมือนเดิม

หากมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจให้แน่ใจ ไม่ควรรอจนอาการลุกลาม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔬 การวินิจฉัย: ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขใน MRI

หลายคนเข้าใจผิดว่า "MRI คือคำตอบสุดท้าย" ถ้าผลออกมาแย่ก็ต้องผ่า ถ้าผลออกมาดีก็ไม่ต้องทำอะไร

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น การวินิจฉัยที่ดีต้องประกอบด้วยหลายส่วน

▶ การซักประวัติ อาการเริ่มอย่างไร เป็นมานานเท่าไร ปวดเวลาไหน ใช้แขนทำอะไรแล้วปวด มีอาชีพอะไร ใช้แขนหนักแค่ไหน

▶ การตรวจร่างกาย หมอจะตรวจการเคลื่อนไหวของไหล่ ความแข็งแรงของแขน ทำท่าทดสอบเฉพาะเพื่อดูว่าเอ็นเส้นไหนมีปัญหา

▶ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (ultrasound) ข้อดีคือเห็นเอ็นแบบเคลื่อนไหวได้จริง รู้ตำแหน่งที่บาดเจ็บแน่นอน และยังใช้นำทางในการฉีดยาได้ในคราวเดียวกัน

▶ เอกซเรย์ ดูกระดูก ดูช่องว่างระหว่างกระดูก ดูหินปูนเกาะ

▶ MRI ดูรายละเอียดของเอ็น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบๆ ใช้เมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนวางแผนรักษา หรือก่อนตัดสินใจผ่าตัด

💗 สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผลการตรวจต้องสอดคล้องกับอาการของคนไข้ ไม่ใช่รักษาตามตัวเลขในผล MRI เพียงอย่างเดียว

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🩺 แนวทางการรักษาเรียงจากเบาไปหนัก

ในทางการแพทย์ที่ดี เราจะเริ่มจากวิธีที่เบาก่อน แล้วค่อยขยับไปวิธีที่หนักขึ้นถ้าจำเป็น ไม่ใช่กระโดดไปผ่าตัดทันที

1️⃣ ปรับพฤติกรรมและท่าทาง

✔ ลดการยกของหนัก ✔ เลี่ยงท่าเอื้อมสูงซ้ำๆ ✔ ปรับท่านอน ใช้หมอนรองศีรษะที่พอดี ✔ ปรับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ระดับจอ ระดับเก้าอี้ ✔ พักการใช้แขนเมื่อปวด แต่ไม่หยุดขยับเลย

หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ แต่มีผลมากต่อการหายและการกลับเป็นซ้ำ

2️⃣ กายภาพบำบัดและออกกำลังกายเฉพาะส่วน

นี่คือหัวใจหลักของการรักษาทุกราย ไม่ว่าจะเลือกวิธีอื่นเสริมหรือไม่

โปรแกรมที่ดีจะเน้นเสริมกล้ามเนื้อรอบสะบัก เสริมกล้ามเนื้อเอ็นไหล่ส่วนที่เหลือให้ทำงานได้ดีขึ้น ปรับท่าทางและยืดเหยียดอย่างถูกต้อง โดยใช้เวลาฝึกอย่างน้อย 12 สัปดาห์ คนไข้ส่วนใหญ่เริ่มเห็นผลที่ 6-8 สัปดาห์

❌ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย "เอ็นขาดแล้วต้องพัก ห้ามขยับ" ✅ ความจริง การพักเฉยๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบ ข้อไหล่ติด และอาการแย่ลงในระยะยาว การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีคือทางที่ถูกต้อง

3️⃣ การใช้ยา

ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดปวดและลดอักเสบในระยะแรก ใช้เป็นช่วงๆ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกินไป โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหาเรื่องไต กระเพาะอาหาร หรือหัวใจ

4️⃣ การฉีดยาเฉพาะจุดภายใต้อัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection)

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไข้จำนวนมากกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

การฉีดยาแก้อักเสบเข้าตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ ภายใต้การมองเห็นด้วยอัลตราซาวด์ ช่วยลดอาการปวดได้เร็ว ทำให้คนไข้กลับมาทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูได้ดีขึ้น

ข้อสำคัญ การฉีดแบบคลำตำแหน่งเฉยๆ โดยไม่ใช้ ultrasound นำทาง มีโอกาสที่ยาจะไม่ไปถึงตำแหน่งที่ต้องการ ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร

นอกจากสเตียรอยด์ ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่น

▶ การฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการนำเลือดของคนไข้เองมาปั่นแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีสารช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (growth factor) แล้วฉีดกลับเข้าไปที่ตำแหน่งเอ็นที่บาดเจ็บ ใช้เลือดของตัวเอง โอกาสแพ้ต่ำมาก ช่วยลดปวดได้ดีในช่วง 3-6 เดือนแรก และช่วยให้การใช้งานไหล่ดีขึ้น

▶ การฉีดน้ำหล่อข้อ (Hyaluronic acid) ช่วยลดการเสียดสีและการอักเสบในข้อ เหมาะกับคนไข้ที่มีข้อไหล่ติดร่วมด้วย

5️⃣ การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็นจริงๆ)

จะพิจารณาเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่ 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น อายุน้อย อุบัติเหตุชัดเจน ยกแขนไม่ขึ้นเลย

💗 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีเอ็นไหล่ฉีกขาดบางส่วน รวมถึงระดับ 70% สามารถรักษาได้ดีโดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้าได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาอย่างเป็นระบบ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

👨‍⚕️ ใครเหมาะกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด?

จากประสบการณ์ในคลินิกและหลักฐานทางการแพทย์ คนไข้กลุ่มต่อไปนี้ มักได้ผลดีจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด

✅ อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่เอ็นค่อยๆ เสื่อมตามวัย ✅ ยังยกแขน หมุนแขนได้ ไม่ใช่อ่อนแรงสนิท ✅ กล้ามเนื้อรอบไหล่ยังไม่ลีบมาก ✅ ไม่ได้ทำอาชีพที่ต้องใช้แขนเหนือศีรษะหนักๆ ตลอด ✅ มีเวลาฟื้นฟูตัวเองอย่างต่อเนื่อง 3-6 เดือน

ส่วนกลุ่มที่ควรปรึกษาเรื่องการผ่าตัดเร็วขึ้น

🔴 อายุน้อย อุบัติเหตุชัดเจน เอ็นขาดเฉียบพลัน 🔴 ยกแขนไม่ขึ้นเลย กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก 🔴 รักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่ 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น 🔴 เป็นนักกีฬาหรืออาชีพที่ต้องใช้ไหล่หนักเป็นประจำ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

💗 พยากรณ์โรค: หายไหม นานแค่ไหน?

คำถามที่คนไข้ทุกคนอยากรู้ ผมตอบตรงไปตรงมา

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด มักไม่ทำให้เอ็นที่ขาดกลับมาเชื่อมเหมือนเดิม 100% (เหมือนเชือกที่ขาดแล้ว ก็ไม่ได้กลับเป็นเชือกใหม่)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ การอักเสบลดลง ทำให้หายปวด กล้ามเนื้อรอบๆ แข็งแรงขึ้น ช่วยพยุงข้อไหล่แทน เนื้อเยื่อรอบเอ็นซ่อมแซมตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการฉีด PRP และข้อไหล่กลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติ

📌 เป้าหมายของการรักษา ไม่ใช่ทำให้ภาพ MRI สวยเหมือนเดิม แต่คือทำให้ชีวิตประจำวันของคนไข้กลับมาเป็นปกติ ลดความเจ็บปวด เพิ่มการใช้งาน เพิ่มคุณภาพชีวิต

โดยทั่วไป คนไข้ส่วนใหญ่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ 6-8 สัปดาห์ และฟื้นตัวเต็มที่ที่ 3-6 เดือน ส่วนเรื่องการกลับเป็นซ้ำขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในระยะยาว ถ้ายังคงพฤติกรรมเดิมที่ทำให้เอ็นฉีก ก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚠ ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยทิ้งไว้

หลายคนกลัวการรักษาจนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง แต่ความจริงคือ ปล่อยทิ้งไว้นาน อาจเกิดปัญหาตามมา

🔴 รอยฉีกขยายใหญ่ขึ้น จาก 70% กลายเป็นขาดทั้งเส้น 🔴 กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบ ถูกแทนที่ด้วยไขมัน ทำให้รักษายากขึ้นมาก 🔴 ข้อไหล่ติด ยกแขนไม่ขึ้น 🔴 ข้อไหล่เสื่อมในระยะยาว 🔴 ต้องผ่าตัดใหญ่ขึ้น หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนข้อไหล่

ดังนั้น "ไม่ผ่าตัด" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ทำอะไรเลย" แต่หมายถึง "เลือกรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างจริงจังและเป็นระบบ"

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

✔ วิธีป้องกันเอ็นไหล่ฉีกขาด

✔ ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบไหล่และสะบักสม่ำเสมอ ✔ ยืดเหยียดก่อนทำงานที่ต้องยกแขน ✔ หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะซ้ำๆ ✔ ปรับท่าทางการทำงานและการนอนให้เหมาะสม ✔ ไม่ปล่อยให้ปวดไหล่เรื้อรังนานเกิน 4-6 สัปดาห์โดยไม่ตรวจ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🩺 คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

❓ ฉีด PRP แล้วเจ็บไหม? ใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนฉีด ปวดเล็กน้อยขณะฉีด หลังฉีดอาจปวดตึงๆ 2-3 วันแล้วค่อยๆ ดีขึ้น

❓ ต้องฉีดกี่ครั้ง? ขึ้นกับขนาดและลักษณะของเอ็นที่ฉีก โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณา 1-3 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ แล้วประเมินผล

❓ ฉีดสเตียรอยด์เข้าไหล่ดีไหม? ใช้ได้ในระยะแรกเพื่อลดปวดเร็ว แต่ไม่ควรฉีดบ่อย เพราะอาจทำให้เอ็นเปื่อยมากขึ้นในระยะยาว

❓ หลังรักษา ต้องห้ามทำอะไรบ้าง? หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ยกแขนเหนือศีรษะ และกิจกรรมที่ทำให้ปวดมากขึ้น อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ กลับมาใช้งานปกติตามคำแนะนำของแพทย์

❓ ถ้ารักษาไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล ผ่าตัดยังทันไหม? ทันครับ การเลือกรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน ไม่ได้ทำให้เสียโอกาสในการผ่าตัด ตราบใดที่ยังไม่ปล่อยจนกล้ามเนื้อลีบและถูกแทนที่ด้วยไขมัน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📌 5 สิ่งสำคัญที่อยากให้จำ

1️⃣ เอ็นไหล่ขาด 70% ไม่ใช่คำตัดสินว่าต้องผ่าตัด

2️⃣ การรักษาที่ดีต้องประเมินจากอาการและไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่จากตัวเลขใน MRI เพียงอย่างเดียว

3️⃣ กายภาพบำบัดคือหัวใจของการรักษาทุกราย ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหนเสริม

4️⃣ การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์และ PRP เป็นทางเลือกที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ

5️⃣ ให้เวลาตัวเอง 3-6 เดือนกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างจริงจัง ก่อนตัดสินใจผ่าตัด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #เอ็นไหล่ฉีก #ปวดไหล่ #ไหล่ติด #รักษาไม่ผ่าตัด #PRPไหล่ #ultrasoundinjection #กระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #RotatorCuffTear #PartialRotatorCuffTear #ShoulderPain #PRPInjection #UltrasoundGuidedInjection

Friday, May 22, 2026

หินปูนเกาะเส้นเอ็นไหล่ และเอ็นข้อไหล่ฉีกบางส่วน — เรื่องที่ผู้หญิงวัย 40-50 ปีต้องรู้

 



ผู้หญิงวัย 45 ที่เคยยกของง่ายๆ ทุกวัน ตอนนี้แค่จะสระผมยังยกแขนไม่ขึ้น


นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าจินตนาการ แต่คือสิ่งที่หมอเจอบ่อยมากในห้องตรวจ ผู้ป่วยปวดไหล่ขวารุนแรง กางแขนได้ไม่ถึงครึ่ง สวมเสื้อก็เจ็บ นอนตะแคงทับก็ไม่ได้ ตื่นมากลางดึกเพราะปวด


หลายคนคิดว่าเป็นไหล่ติด แต่จริงๆ อาจเป็นโรคที่ชื่อ “หินปูนเกาะเส้นเอ็น” และซ้ำร้ายกว่านั้น คือมีเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดบางส่วนร่วมด้วย


ข่าวดีคือ โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด


―――――――――――――――――――――――


หินปูนเกาะเส้นเอ็นไหล่ และเอ็นข้อไหล่ฉีกบางส่วน — เรื่องที่ผู้หญิงวัย 40-50 ปีต้องรู้


―――――――――――――――――――――――


คุณสุภา (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี ทำงานออฟฟิศ ปวดไหล่ขวารุนแรงมา 3 เดือน ตอนแรกคิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบ ซื้อยาแก้ปวดกินเอง พักก็แล้ว ประคบร้อนก็แล้ว แต่อาการกลับแย่ลง


ตอนมาพบหมอ คุณสุภากางแขนได้ไม่เกิน 90 องศา (คือยกขึ้นได้แค่ระดับไหล่ ไม่สามารถยกเหนือศีรษะ) ขยับเล็กน้อยก็เจ็บมาก จนไม่กล้าขยับ


หมอตรวจด้วยอัลตราซาวด์ที่ห้องตรวจ พบ “ก้อนหินปูน” สีขาวสว่างเกาะอยู่ที่เส้นเอ็นข้อไหล่ ขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร และยังเห็นรอยฉีกขาดบางส่วนของเส้นเอ็นด้านบน


ภาพที่หมอเห็น บอกเรื่องราวได้ทันทีว่าทำไมคุณสุภาเจ็บมากขนาดนี้


―――――――――――――――――――――――


“หินปูนเกาะเส้นเอ็น” คืออะไร


หินปูนเกาะเส้นเอ็น (ชื่อทางการแพทย์ Calcific Tendinitis) เป็นภาวะที่มีผลึกแคลเซียมมาเกาะสะสมอยู่ในเส้นเอ็นที่หุ้มข้อไหล่ ทำให้เส้นเอ็นนั้นมีก้อนแข็งคล้ายเม็ดทรายหรือยาสีฟันแห้งฝังอยู่


ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า เส้นเอ็นที่ปกติเหมือนยางยืดเรียบลื่น แต่ตอนนี้มีก้อนหินเล็กๆ ฝังอยู่ข้างใน เวลายืดหรือเลื่อนก็จะเกิดการเสียดสี อักเสบ และเจ็บ


โรคนี้ “พบบ่อยถึง 10-42%” ของผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดไหล่ตามข้อมูลทางการแพทย์สากล [2] โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอายุ 40-60 ปี [1]


―――――――――――――――――――――――


ระยะของโรค — เข้าใจให้ถูก จะรักษาตรงจุด


โรคนี้แบ่งเป็น 3 ระยะใหญ่ๆ [1]


ระยะที่ “1” ก่อตัว


ร่างกายเริ่มสร้างผลึกแคลเซียมในเส้นเอ็น มักไม่มีอาการ หรือปวดเล็กน้อย


ระยะที่ “2” ก้อนคงตัว


ก้อนหินปูนมีขนาดคงที่ ปวดเรื้อรัง ขยับลำบาก ระยะนี้กินเวลาเป็นเดือนถึงเป็นปี


ระยะที่ “3” สลายตัว


ร่างกายเริ่มดูดซับก้อนหินปูนกลับ ระยะนี้ “ปวดรุนแรงที่สุด” เพราะเกิดการอักเสบสูงรอบเส้นเอ็น แต่เป็นระยะที่โรค “กำลังจะหาย”


เข้าใจเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนไข้จำนวนไม่น้อยมาพบหมอตอนระยะที่ 3 ซึ่งปวดมาก แต่จริงๆ ร่างกายกำลังจัดการตัวเอง


―――――――――――――――――――――――


แล้ว “เอ็นข้อไหล่ฉีกบางส่วน” คืออะไร


เส้นเอ็นข้อไหล่ (ชื่อทางการแพทย์ Rotator Cuff) คือกลุ่มเส้นเอ็น 4 เส้นที่หุ้มหัวกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่ยกแขน หมุนแขน และยึดข้อไหล่ให้มั่นคง


“ฉีกบางส่วน” หมายความว่า เส้นเอ็นไม่ได้ขาดหมดทั้งเส้น แต่ขาดแค่บางส่วน เหมือนเชือกที่เปื่อยเป็นรอยลึก แต่ยังไม่ขาดทั้งเส้น [5]


ในกรณีของคุณสุภา การมีหินปูนเกาะร่วมกับเอ็นฉีกบางส่วน เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย เพราะหินปูนเกาะนานๆ ก็จะค่อยๆ บั่นทอนเส้นเอ็นให้อ่อนแอลง


―――――――――――――――――――――――


อาการที่ต้องสงสัย


[1]  ปวดไหล่รุนแรง โดยเฉพาะตอนกลางคืน


[2]  ปวดร้าวลงต้นแขนด้านนอก


[3]  ยกแขนได้จำกัด กางแขนได้ไม่ถึง 90 องศา


[4]  ปวดเวลาสวมเสื้อ ใส่ชุดชั้นใน หรือสางผม


[5]  นอนตะแคงทับข้างที่ปวดไม่ได้


[6]  อาการอาจค่อยๆ เป็นทีละน้อย หรือปวดรุนแรงทันทีในตอนเช้า


―――――――――――――――――――――――


ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้


[1]  ผู้หญิงอายุ 40-60 ปี (พบบ่อยที่สุด)


[2]  คนทำงานใช้แขนเหนือศีรษะบ่อย เช่น ครู ช่างซ่อม จิตรกร


[3]  คนเป็นโรคเบาหวาน หรือไทรอยด์ทำงานผิดปกติ


[4]  คนที่ใช้ไหล่ผิดท่าซ้ำๆ เป็นเวลานาน [2]


―――――――――――――――――――――――


การวินิจฉัย — ทำไมอัลตราซาวด์ถึงสำคัญ


สำหรับโรคนี้ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะ


[1]  เห็นก้อนหินปูนได้ชัดเจน ขนาดเท่าไหร่ อยู่ที่เส้นเอ็นใด


[2]  เห็นรอยฉีกของเส้นเอ็นว่าฉีกลึกแค่ไหน


[3]  เห็นการอักเสบรอบๆ ได้ทันที


[4]  ไม่ต้องฉายรังสี ไม่เจ็บ ทำได้ในห้องตรวจ


[5]  ที่สำคัญที่สุด สามารถใช้นำทางในการรักษาได้เลย


การเอกซเรย์ปกติก็ช่วยได้ในการดูขนาดและตำแหน่งของหินปูน แต่อัลตราซาวด์ให้ภาพที่ละเอียดกว่าและเห็นเส้นเอ็นได้พร้อมกัน


―――――――――――――――――――――――


แนวทางการรักษา — เริ่มจากเบาไปหนัก


การรักษาโรคนี้มีหลายขั้น เริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน [1] [2]


ขั้นแรก ใช้ยาและกายภาพ


ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ กายภาพบำบัด การประคบ การออกกำลังกายเฉพาะ ใช้เวลา 6-12 สัปดาห์


ขั้นที่สอง ฉีดยาเข้าข้อไหล่โดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง


ฉีดสเตียรอยด์เข้าถุงน้ำที่หุ้มเส้นเอ็น เพื่อลดอักเสบและบรรเทาปวด


ขั้นที่สาม “ดูดและล้างก้อนหินปูน” ด้วยเข็มผ่านอัลตราซาวด์


วิธีนี้ภาษาทางการแพทย์เรียก “Barbotage” คือใช้เข็มเจาะเข้าไปที่ก้อนหินปูนภายใต้การมองเห็นด้วยอัลตราซาวด์ แล้วฉีดน้ำเข้า-ดูดออก เพื่อล้างก้อนหินปูนออกมา


งานวิจัยขนาดใหญ่จากเนเธอร์แลนด์พบว่า การดูดล้างหินปูนด้วยอัลตราซาวด์นำทาง ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์ “ให้ผลดีกว่าฉีดสเตียรอยด์อย่างเดียว” ที่ 1 ปี ทั้งเรื่องอาการปวดและการขยับไหล่ [3]


ขั้นที่สี่ คลื่นกระแทกพลังงานสูง


ใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงยิงเข้าไปที่ก้อนหินปูน ช่วยให้ก้อนหินปูนแตกและร่างกายดูดซับกลับได้เร็วขึ้น


งานวิจัยจากวารสาร Annals of Internal Medicine รวบรวมการศึกษาหลายชิ้นพบว่า คลื่นกระแทกพลังงานสูง “มีประสิทธิภาพในการลดปวดและสลายก้อนหินปูน” ในผู้ป่วยเรื้อรัง [4]


ขั้นสุดท้าย ผ่าตัดส่องกล้อง


สงวนไว้สำหรับกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทุกวิธีข้างต้น หรือมีเอ็นฉีกขาดที่ต้องซ่อม


―――――――――――――――――――――――


เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด


ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่จะพิจารณาเมื่อ


[1]  รักษาไม่ผ่าตัดมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น


[2]  เอ็นฉีกขาดในระดับสูง หรือฉีกเกือบขาด


[3]  ก้อนหินปูนใหญ่และไม่ตอบสนองต่อการดูดล้าง


[4]  อาการรบกวนชีวิตประจำวันมาก จนไม่สามารถทำงาน


สำหรับเอ็นไหล่ฉีกบางส่วน งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น กายภาพและฉีดยาเฉพาะที่ ให้ผลที่น่าพอใจในระยะสั้นถึงปานกลาง [5]


―――――――――――――――――――――――


พยากรณ์โรค — ข่าวดีสำหรับคนไข้


โรคหินปูนเกาะเส้นเอ็นไหล่ “ส่วนใหญ่หายเองได้” หรือหายด้วยการรักษาไม่ผ่าตัด [1] [2] หินปูนจะค่อยๆ ถูกร่างกายดูดซับกลับเอง


สำหรับคุณสุภาในเรื่องของเรา หลังการดูดล้างหินปูนด้วยอัลตราซาวด์นำทาง ร่วมกับฉีดยาลดอักเสบ และทำกายภาพต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ คุณสุภาสามารถยกแขนได้เกือบเป็นปกติ ปวดเหลือน้อยมาก


―――――――――――――――――――――――


ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา จะเป็นอย่างไร


ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน อาจเกิดปัญหา


[1]  ไหล่ติด ขยับแทบไม่ได้ในที่สุด


[2]  เอ็นฉีกขาดเพิ่มขึ้น จากบางส่วนกลายเป็นขาดทั้งหมด


[3]  กล้ามเนื้อรอบไหล่ฝ่อ จากการไม่ได้ใช้งาน


[4]  คุณภาพชีวิตแย่ลง นอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้


―――――――――――――――――――――――


วิธีดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน


[1]  หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะ


[2]  ประคบเย็น 15-20 นาทีเมื่อปวดเฉียบพลัน ประคบอุ่นเมื่อตึงเรื้อรัง


[3]  ทำท่ายืดเส้นเอ็นไหล่เบาๆ ทุกวัน ไม่ฝืน


[4]  ปรับท่านอน นอนหงาย หนุนหมอนใต้แขน


[5]  กินยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง อย่าซื้อสเตียรอยด์มากินเอง


[6]  ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบไหล่ตามที่นักกายภาพแนะนำ


―――――――――――――――――――――――


คำถามที่พบบ่อย


ถาม หินปูนเกาะเส้นเอ็นต้องผ่าตัดไหม


ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ การรักษาด้วยยา กายภาพ ฉีดยา หรือดูดล้างหินปูนด้วยอัลตราซาวด์ มักได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่


ถาม หินปูนจะหายไปเองได้ไหม


ตอบ ได้ครับ ร่างกายมีกลไกดูดซับหินปูนกลับเอง แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือนถึงเป็นปี และระหว่างนั้นจะปวด


ถาม ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อไหล่อันตรายไหม


ตอบ ถ้าฉีดในปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทาง ปลอดภัยครับ การฉีดผ่านอัลตราซาวด์นำทางจะแม่นยำมากขึ้น ลดผลข้างเคียง


ถาม การดูดล้างหินปูนด้วยเข็มเจ็บไหม


ตอบ หมอจะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อน ส่วนใหญ่รู้สึกตึงๆ มากกว่าเจ็บ ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที


ถาม เป็นข้างหนึ่งแล้วจะเป็นอีกข้างไหม


ตอบ มีโอกาสครับ ประมาณ 10-25% ของผู้ป่วยจะเป็นสองข้าง [1] จึงต้องดูแลตัวเองและออกกำลังกายไหล่อีกข้างด้วย


―――――――――――――――――――――――


สรุปสำคัญ


[1]  หินปูนเกาะเส้นเอ็นไหล่ พบบ่อยในผู้หญิงวัย 40-60 ปี


[2]  อาการเด่นคือ ปวดไหล่รุนแรง ยกแขนได้จำกัด ปวดกลางคืน


[3]  วินิจฉัยได้แม่นยำด้วยอัลตราซาวด์ในห้องตรวจ


[4]  รักษาได้หลายขั้น เริ่มจากยา กายภาพ ไปจนถึงการดูดล้างด้วยเข็ม


[5]  ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด


[6]  ถ้ามีเอ็นฉีกร่วมด้วย การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยเลือกการรักษาที่เหมาะสม


―――――――――――――――――――――――


บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจโรคหินปูนเกาะเส้นเอ็นไหล่ และเอ็นข้อไหล่ฉีกบางส่วน

ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้ดูแล

หากท่านมีอาการปวดไหล่รุนแรง ยกแขนได้จำกัด สงสัยว่าเป็นโรคหินปูนเกาะเส้นเอ็นกำเริบ

หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการรักษาอาการปวดไหล่ระยะยาว

แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ


ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก

Line OA @doctorkeng

เว็บไซต์ doctorkeng.com


“ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ” หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง


―――――――――――――――――――――――


#ปวดไหล่ #หินปูนเกาะเส้นเอ็น #เอ็นไหล่ฉีก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์ #ฉีดยาข้อไหล่ #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #ดูแลสุขภาพ #shoulderpain #calcifictendinitis #rotatorcuff #ultrasoundinjection #orthopedicchiangmai


―――――――――――――――――――――――


เอกสารอ้างอิง


[1]  Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6


[2]  Catapano M, Robinson DM, Schowalter S, McInnis KC. Clinical evaluation and management of calcific tendinopathy: an evidence-based review. J Osteopath Med. 2022;122(3):141-51. doi:10.1515/jom-2021-0213


[3]  de Witte PB, Selten JW, Navas A, Nagels J, Visser CP, Nelissen RG, et al. Calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial of ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids. Am J Sports Med. 2013;41(7):1665-73. doi:10.1177/0363546513487066


[4]  Bannuru RR, Flavin NE, Vaysbrot E, Harvey W, McAlindon T. High-energy extracorporeal shock-wave therapy for treating chronic calcific tendinitis of the shoulder: a systematic review. Ann Intern Med. 2014;160(8):542-9. doi:10.7326/M13-1982


[5]  Plancher KD, Shanmugam J, Briggs K, Petterson SC. Diagnosis and management of partial thickness rotator cuff tears: a comprehensive review. J Am Acad Orthop Surg. 2021;29(24):1031-43. doi:10.5435/JAAOS-D-20-01092

Thursday, May 21, 2026

ปวดไหล่จากก้อนหินปูนในเส้นเอ็น รักษาได้ ไม่ผ่าตัด ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก

 



ไหล่ที่ปวดจนยกแขนหวีผมไม่ได้ บางทีไม่ใช่ "เอ็นอักเสบธรรมดา" ครับ

มีอีกหนึ่งโรคที่หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เจอบ่อยมากในคลินิก คนไข้บางคนปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ ปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉินกลางดึก ทั้งที่ไม่ได้ตกหรือยกของหนัก

ตัวการคือ "ก้อนหินปูนเล็กๆ" ที่ก่อตัวขึ้นในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ภาษาแพทย์เรียกว่า 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀

ก้อนนี้บางครั้งเล็กเท่าเม็ดถั่ว แต่ทำให้ปวดได้ราวกับโดนเข็มทิ่มจากข้างใน โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายกำลัง "พยายามสลายมัน" ช่วงนั้นจะปวดที่สุดในชีวิต

ข่าวดีคือ หินปูนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ มีหลายวิธีรักษาที่ได้ผลดี ทั้งยา การทำกายภาพ การยิงคลื่นกระแทก และการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยเขี่ยก้อนหินปูนออก แบบเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องดมยาสลบ

แต่หัวใจสำคัญคือ "วินิจฉัยให้ถูกก่อน" เพราะอาการคล้ายเอ็นข้อไหล่ฉีก ข้อไหล่ติด หรือเอ็นอักเสบทั่วไปมาก ถ้าไม่ตรวจให้ละเอียดอาจรักษาผิดทาง

วันนี้หมอจะพาทำความรู้จักโรคนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมวิธีดูแลตัวเองและสัญญาณที่ต้องรีบมาพบแพทย์ครับ

อ่านต่อในบทความด้านล่างเลยครับ ใครเคยปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้ครับ

―――――――――――――――――――――――

𝗣𝗔𝗜𝗡𝗙𝗨𝗟 𝗦𝗛𝗢𝗨𝗟𝗗𝗘𝗥

ปวดไหล่จากก้อนหินปูนในเส้นเอ็น รักษาได้ ไม่ผ่าตัด ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก

―――――――――――――――――――――――

▍ เรื่องเล่าจากคนไข้ (𝗣𝗮𝘁𝗶𝗲𝗻𝘁 𝗦𝘁𝗼𝗿𝘆)

"คุณวิภา" อายุ 52 ปี ทำงานเป็นพนักงานบัญชีมา 25 ปี วันหนึ่งตื่นมากลางดึกด้วยอาการปวดไหล่ขวาแบบไม่เคยเจอมาก่อน ปวดจนน้ำตาไหล ยกแขนหวีผมไม่ได้ เปลี่ยนเสื้อก็ลำบาก ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรเป็นพิเศษ

เธอไปคลินิกใกล้บ้าน ได้ยาแก้อักเสบ ทายาคลายเส้น ทำกายภาพอยู่หลายเดือน อาการดีขึ้นบ้างแต่ไม่หาย พอเข้านอนตะแคงทับไหล่ก็ปวดทุกคืน

จนวันที่มาตรวจที่คลินิก อัลตราซาวด์เห็นชัดเจน "ก้อนหินปูนสีขาวสว่างขนาดประมาณ 1.2 เซนติเมตร" ฝังอยู่ในเส้นเอ็นด้านบนของหัวไหล่ คือสาเหตุที่แท้จริงของการปวดมาตลอด

เคสแบบคุณวิภาไม่ใช่เคสเดียวที่หมอเจอครับ และถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก การรักษาก็ง่ายและไม่ต้องผ่าตัด

▍ ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นไหล่คืออะไร (𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀)

โรคนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า ภาวะเอ็นหัวไหล่อักเสบจากหินปูนเกาะ 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗥𝗼𝘁𝗮𝘁𝗼𝗿 𝗖𝘂𝗳𝗳 เป็นภาวะที่มีผลึกแคลเซียมชนิดหนึ่งชื่อ 𝗛𝘆𝗱𝗿𝗼𝘅𝘆𝗮𝗽𝗮𝘁𝗶𝘁𝗲 ไปสะสมอยู่ในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ โดยเฉพาะเส้นเอ็น 𝗦𝘂𝗽𝗿𝗮𝘀𝗽𝗶𝗻𝗮𝘁𝘂𝘀 ซึ่งเป็นเส้นเอ็นที่ยกแขนขึ้นด้านข้าง [1,2]

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ เส้นเอ็นปกติเหมือนเชือกที่นุ่มและยืดหยุ่น แต่เมื่อมีก้อนหินปูนไปฝังอยู่ ก็เหมือนมี "เม็ดทรายแข็งๆ" ฝังในเชือก ทุกครั้งที่ขยับ ก้อนหินปูนจะเสียดสีและกดทับเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ปวดและอักเสบ

ความน่าสนใจของโรคนี้คือ มันมี "ช่วงชีวิต" เป็นระยะ ผ่านการศึกษาแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก [1]

[1] ระยะก่อกำเนิดหินปูน (𝗙𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ช่วงนี้ก้อนหินปูนค่อยๆ ก่อตัว มักไม่มีอาการ หรือปวดเล็กน้อย คนไข้บางคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่ามีก้อนนี้

[2] ระยะพัก (𝗥𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗴 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ก้อนหินปูนคงตัวอยู่ในเส้นเอ็น อาจปวดเป็นๆ หายๆ

[3] ระยะดูดซึมหินปูน (𝗥𝗲𝘀𝗼𝗿𝗽𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ร่างกายเริ่มสลายก้อนหินปูน ระยะนี้จะ "ปวดที่สุดในชีวิต" เพราะหินปูนกลายเป็นของเหลวคล้ายยาสีฟัน แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ปวดรุนแรง บางคนปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉิน [2]

ฟังดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่ความจริงระยะนี้คือ "ระยะที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง" และมักหายได้ ถ้ารู้วิธีคุม

▍ ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป (𝗥𝗶𝘀𝗸 𝗙𝗮𝗰𝘁𝗼𝗿𝘀)

งานวิจัยพบว่าโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มต่อไปนี้ [1,2]

[1] อายุ 30-60 ปี ช่วงวัยทำงาน

[2] ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

[3] คนที่ทำงานยกแขนซ้ำๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ ช่างทาสี ช่างก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด

[4] ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

[5] ผู้ป่วยที่มีโรคต่อมไทรอยด์ผิดปกติ หรือไขมันในเลือดสูง

▍ อาการที่ต้องสังเกต (𝗦𝘆𝗺𝗽𝘁𝗼𝗺𝘀)

อาการของโรคนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใด

ในระยะแรกอาจมีแค่ปวดตื้อๆ ที่ไหล่ ปวดเวลายกแขน ปวดตอนนอนตะแคงทับ ปวดเวลาเอื้อมหยิบของสูง คล้ายเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปมาก ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคเดียวกัน

แต่เมื่อเข้าสู่ระยะดูดซึมหินปูน อาการจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

• ปวดรุนแรงแบบกะทันหัน อาจเริ่มกลางดึกหรือตื่นมาก็ปวดทันที

• ปวดทุกท่าที่ขยับไหล่ บางคนแม้แต่ขยับนิ้วก็เจ็บถึงไหล่

• ปวดร้าวลงต้นแขน บางครั้งร้าวถึงข้อศอก

• นอนไม่หลับ ตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้

• ยกแขนหวีผม แต่งตัว ใส่เสื้อชั้นในไม่ได้

• อาจมีไข้ต่ำๆ และไหล่บวมแดงเล็กน้อย คล้ายข้ออักเสบติดเชื้อ ทำให้บางครั้งวินิจฉัยผิด

▍ แนวทางการตรวจวินิจฉัย (𝗗𝗶𝗮𝗴𝗻𝗼𝘀𝗶𝘀)

การวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจภาพถ่ายทางการแพทย์ [1,2]

การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจช่วงการเคลื่อนไหวของไหล่ ทดสอบกำลังเส้นเอ็น และตรวจหาจุดกดเจ็บ

การถ่ายภาพรังสี (𝗫-𝗿𝗮𝘆) เป็นการตรวจพื้นฐานที่จะ "เห็นก้อนหินปูน" เป็นจุดสีขาวสว่างชัดเจนในเส้นเอ็น ขนาดและรูปร่างของก้อนหินปูนยังช่วยพยากรณ์ได้ว่าจะหายเร็วหรือช้า

การตรวจอัลตราซาวด์ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (𝗠𝘂𝘀𝗰𝘂𝗹𝗼𝘀𝗸𝗲𝗹𝗲𝘁𝗮𝗹 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱) เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการวินิจฉัยโรคนี้ เพราะเห็นได้ทั้งก้อนหินปูน ความหนาของเส้นเอ็น และภาวะอักเสบรอบๆ ที่สำคัญใช้นำทางในการรักษาด้วยเข็มได้แม่นยำ

การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (𝗠𝗥𝗜) ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือต้องการดูรายละเอียดเนื้อเยื่อรอบๆ

การตรวจเลือด ในบางกรณีที่ปวดรุนแรงและสงสัยโรคอื่น เช่น ข้ออักเสบติดเชื้อ เก๊าท์ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

▍ แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด (𝗧𝗿𝗲𝗮𝘁𝗺𝗲𝗻𝘁)

งานวิจัยขนาดใหญ่หลายฉบับยืนยันตรงกันว่าโรคนี้รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้ผลดีกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ [3] แนวทางการรักษาเรียงจากขั้นเบาไปหนัก ดังนี้

ขั้นที่ 1 การปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน

งดยกของหนัก งดท่ายกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ประคบเย็นในช่วงที่ปวดมาก หลังจากดีขึ้นค่อยเปลี่ยนเป็นประคบอุ่น

ขั้นที่ 2 ยาแก้ปวดและลดอักเสบ

ยากลุ่ม 𝗡𝗦𝗔𝗜𝗗𝘀 เช่น 𝗶𝗯𝘂𝗽𝗿𝗼𝗳𝗲𝗻, 𝗻𝗮𝗽𝗿𝗼𝘅𝗲𝗻 หรือ 𝗲𝘁𝗼𝗿𝗶𝗰𝗼𝘅𝗶𝗯 ช่วยลดปวดลดอักเสบในช่วงที่อาการกำเริบ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพราะมีผลต่อกระเพาะอาหารและไต

ขั้นที่ 3 การทำกายภาพบำบัด

การออกกำลังกายเพื่อยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ลดอาการตึง ลดการกดทับเส้นเอ็น และป้องกันภาวะไหล่ติด

ขั้นที่ 4 การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (𝗘𝘅𝘁𝗿𝗮𝗰𝗼𝗿𝗽𝗼𝗿𝗲𝗮𝗹 𝗦𝗵𝗼𝗰𝗸𝘄𝗮𝘃𝗲 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗮𝗽𝘆: 𝗘𝗦𝗪𝗧)

เป็นการส่งคลื่นเสียงพลังงานสูงเข้าไปยังก้อนหินปูน ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสลายหินปูน ลดอาการปวด และฟื้นฟูเส้นเอ็น งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าคลื่นกระแทกพลังงานสูงให้ผลดีทั้งเรื่องลดปวดและทำให้ก้อนหินปูนสลาย [3]

ขั้นที่ 5 การใช้อัลตราซาวด์นำทาง เขี่ยและล้างก้อนหินปูน (𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱-𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗱 𝗕𝗮𝗿𝗯𝗼𝘁𝗮𝗴𝗲)

เป็นการใช้เข็มเล็กๆ ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยมีอัลตราซาวด์นำทางแบบเรียลไทม์ แพทย์จะเขี่ยก้อนหินปูนให้แตกตัว แล้วล้างด้วยน้ำเกลือ ก่อนฉีดยาลดอักเสบเข้าไปในถุงน้ำใต้ไหล่

วิธีนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพดี ลดปวดได้เร็ว และทำให้ก้อนหินปูนสลายได้จริง โดยไม่ต้องผ่าตัด งานวิจัยติดตามผล 5 ปียืนยันว่าได้ผลดีกว่าการฉีดยาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องลดปวด ฟื้นฟูการใช้งาน และอัตราที่ก้อนหินปูนหายไปจากภาพถ่ายรังสี [4]

นอกจากนั้นการเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยคลื่นกระแทกพลังงานสูง พบว่าการใช้อัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูนให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการใช้งานในระยะ 1 ปีดีกว่า [5]

ขั้นที่ 6 การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็น)

สงวนไว้สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลภายใน 6 เดือน หรือกรณีที่มีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย โดยมักทำผ่านการส่องกล้อง (𝗔𝗿𝘁𝗵𝗿𝗼𝘀𝗰𝗼𝗽𝗶𝗰 𝗦𝘂𝗿𝗴𝗲𝗿𝘆) แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว

▍ ก้อนหินปูนจะหายไปเองได้ไหม (𝗦𝗲𝗹𝗳-𝗥𝗲𝘀𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻)

คำตอบคือ "ใช่" ในหลายกรณีก้อนหินปูนหายไปได้เอง โดยร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมก้อนเหล่านี้ไป แต่ระยะเวลาอาจยาวนานหลายเดือนถึงเป็นปี และในช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนนี้ คนไข้จะปวดมาก จนแทบทำงานไม่ได้

ดังนั้นการรักษาที่เหมาะสมจึงช่วย "ย่นเวลาทรมาน" และทำให้กลับมาใช้ชีวิตปกติเร็วขึ้น

▍ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่ได้รักษา (𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀)

[1] เกิดภาวะไหล่ติด จากการไม่ขยับนานๆ เพราะกลัวปวด

[2] เส้นเอ็นอ่อนแอลงและฉีกขาดในระยะยาว

[3] กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฝ่อ ทำให้ยกแขนได้ลำบาก

[4] นอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและการทำงาน

[5] ปวดเรื้อรังถึงต้นแขนและกระทบคุณภาพชีวิต

▍ วิธีดูแลตัวเองและลดความเสี่ยง (𝗣𝗿𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻)

[1] หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องยกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ติดต่อกันนานๆ ในงานประจำวัน

[2] ออกกำลังกายยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่อย่างสม่ำเสมอ

[3] ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ไขมันในเลือด

[4] พักการใช้งานเมื่อรู้สึกเริ่มปวด อย่าฝืนทำงานต่อจนปวดเรื้อรัง

[5] รีบพบแพทย์เมื่อปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ

▍ คำถามที่พบบ่อย (𝗙𝗔𝗤)

"ปวดไหล่จากหินปูน ต่างจากเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปอย่างไร"

อาการคล้ายกันมาก จุดต่างคือ "หินปูน" มักปวดรุนแรงกว่า ปวดทันทีโดยไม่มีสาเหตุ และเห็นก้อนสีขาวชัดในภาพถ่ายรังสีหรืออัลตราซาวด์ ส่วนเอ็นอักเสบทั่วไปจะไม่เห็นก้อนหินปูน

"จำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนหินปูนออกไหม"

ในกรณีส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด ทั้งยา กายภาพ คลื่นกระแทก และอัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูน ได้ผลดีในกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย [3]

"ทำไมตอนกลางดึกปวดมากกว่ากลางวัน"

เพราะกลางคืนเลือดไหลเวียนน้อยลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และมักนอนตะแคงทับไหล่ ทำให้แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่ม ก้อนหินปูนกดทับเนื้อเยื่อรอบข้างมากขึ้น

"การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ไหล่อันตรายไหม"

การฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีความปลอดภัยและช่วยลดอาการปวดได้มาก แต่ไม่ควรฉีดซ้ำหลายครั้งเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลง

"ทำอัลตราซาวด์เขี่ยก้อนหินปูน เจ็บไหม นอนรพ.กี่วัน"

ใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาที กลับบ้านได้เลย ฟื้นตัวเร็ว วันรุ่งขึ้นทำงานเบาๆ ได้

▍ สรุปประเด็นสำคัญที่อยากให้จดจำ (𝗞𝗲𝘆 𝗧𝗮𝗸𝗲𝗮𝘄𝗮𝘆𝘀)

[1] ปวดไหล่รุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อาจไม่ใช่เอ็นอักเสบธรรมดา ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นเป็นสาเหตุที่พบบ่อยและถูกมองข้าม

[2] ปวดที่สุดในชีวิตคือช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนหินปูน เป็น "สัญญาณดี" ที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง

[3] 𝗫-𝗿𝗮𝘆 และอัลตราซาวด์ช่วยวินิจฉัยได้ชัดเจน ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าปวดจากอะไร

[4] กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น

[5] การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญ อย่ารักษาไปเรื่อยๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจรักษาผิดทางและปวดเรื้อรัง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ 𝗟𝗶𝗻𝗲 𝗢𝗔: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #หินปูนเกาะเส้นเอ็น #ก้อนหินปูนไหล่ #ปวดไหล่ตอนกลางคืน #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไหล่ไม่ต้องผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #คลินิกกระดูกเชียงใหม่ #CalcificTendinitis #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #Barbotage

―――――――――――――――――――――――

𝗥𝗘𝗙𝗘𝗥𝗘𝗡𝗖𝗘𝗦

เอกสารอ้างอิง

[1] Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6

[2] ElShewy MT. Calcific tendinitis of the rotator cuff. World J Orthop. 2016;7(1):55-60. doi:10.5312/wjo.v7.i1.55

[3] Wu YC, Tsai WC, Tu YK, Yu TY. Comparative effectiveness of nonoperative treatments for chronic calcific tendinitis of the shoulder: a systematic review and network meta-analysis of randomized controlled trials. Arch Phys Med Rehabil. 2017;98(8):1678-92.e6. doi:10.1016/j.apmr.2017.02.030

[4] de Witte PB, Kolk A, Overes F, Nelissen RGHH, Reijnierse M. Rotator cuff calcific tendinitis: ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids: five-year outcomes of a randomized controlled trial. Am J Sports Med. 2017;45(14):3305-14. doi:10.1177/0363546517721686

[5] Louwerens JKG, Sierevelt IN, Kramer ET, Boonstra R, van den Bekerom MPJ, van Royen BJ, et al. Comparing ultrasound-guided needling combined with a subacromial corticosteroid injection versus high-energy extracorporeal shockwave therapy for calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial. Arthroscopy. 2020;36(7):1823-33.e1. doi:10.1016/j.arthro.2020.02.027

ปวดไหล่จากเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด — แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่คุณควรรู้



ปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น นอนตะแคงทับแล้วเจ็บจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก คุณกำลังคิดว่า "แค่เคล็ดหรือเปล่า" หรือ "เดี๋ยวมันก็หาย"

แต่ถ้าผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น หวีผมไม่ได้ ใส่เสื้อเชิ้ตติดกระดุมหลังลำบาก หยิบของจากชั้นสูงไม่ได้ — นี่อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อล้า แต่อาจเป็น "เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด" หรือ Rotator Cuff Tear ที่พบบ่อยกว่าที่คิด

งานวิจัยในประชากรทั่วไปพบว่า คนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ถึง 1 ใน 4 และคนอายุ 80 ปีขึ้นไป มากกว่าครึ่งหนึ่งมีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดโดยที่บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก และการรักษาที่เหมาะสมตามขั้นบันได สามารถทำให้คนไข้กลับมาใช้แขนได้ดีอีกครั้ง

บทความนี้หมอเก่งจะอธิบายให้ฟังว่า เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดคืออะไร ทำไมจึงเป็น อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ และทำไมการผ่าตัดถึงไม่ใช่ทางเลือกแรกในหลายกรณี

―――――――――――――――――――――――

ปวดไหล่จากเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด — แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่คุณควรรู้

―――――――――――――――――――――――

"คุณสมศักดิ์" อายุ 58 ปี เป็นช่างซ่อมแอร์ ทำงานยกแขนเหนือศีรษะมาทั้งชีวิต วันหนึ่งขณะยกคอมเพรสเซอร์ขึ้นชั้น 2 รู้สึก "ปุ๊บ" ที่ไหล่ขวา หลังจากนั้นปวดมากจนยกแขนไม่ขึ้น คิดว่าเดี๋ยวก็หาย จึงทานยาแก้ปวดอยู่ 2 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น นอนตะแคงทับฝั่งขวาไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวดร้าวลงต้นแขน

เมื่อมาพบหมอเก่ง ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ที่คลินิก พบว่าเส้นเอ็น "Supraspinatus" ฉีกขาดแบบเต็มความหนา (full-thickness tear) ขนาด 2 เซนติเมตร

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ครับ ทั้งคนที่ใช้แขนหนัก คนที่อายุมากขึ้น หรือแม้แต่คนที่ดูเหมือนปกติแต่เส้นเอ็นเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

ทำความรู้จัก "เส้นเอ็นไหล่" ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมมันฉีก

ลองนึกถึงข้อไหล่ว่าเป็น "ลูกกอล์ฟวางบนจานรอง" ลูกกอล์ฟคือหัวกระดูกต้นแขน จานรองคือเบ้าของกระดูกสะบัก ที่ทำให้ไหล่ขยับได้แทบทุกทิศทาง ก็เพราะมีกลุ่มเส้นเอ็น 4 เส้นที่หุ้มรอบหัวกระดูกไว้ เรียกว่า "Rotator Cuff" หรือ "เส้นเอ็นกล้ามเนื้อหุ้มข้อไหล่"

เส้นเอ็น 4 เส้นนี้ได้แก่

[1] Supraspinatus เส้นบน ใช้ในการกางแขน เป็นเส้นที่ฉีกบ่อยที่สุด

[2] Infraspinatus เส้นหลัง ใช้ในการหมุนแขนออก

[3] Teres minor เส้นเล็กด้านหลัง ช่วย Infraspinatus

[4] Subscapularis เส้นหน้า ใช้ในการหมุนแขนเข้า

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เส้นเอ็นเหล่านี้เหมือน "ผ้าห่มบาง" ที่หุ้มลูกกอล์ฟไว้ ถ้าผ้าห่มบางลงตามวัย หรือถูกขยับซ้ำ ๆ มาก ๆ ก็เริ่มเปื่อย ขาดบางส่วน หรือฉีกทะลุได้ในที่สุด

ทำไมเส้นเอ็นไหล่ถึงฉีก

สาเหตุหลักของเส้นเอ็นไหล่ฉีก แบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ครับ

กลุ่มที่ 1 จากอุบัติเหตุหรือการใช้งานหนัก เช่น หกล้มเอามือยัน ยกของหนักผิดท่า ดึงของแรง อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ พบบ่อยในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี

กลุ่มที่ 2 จากการเสื่อมตามวัย เส้นเอ็นเสื่อมสภาพ เลือดมาเลี้ยงน้อยลง เปื่อยและฉีกเองโดยไม่ต้องมีอุบัติเหตุ พบบ่อยในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุดในเวชปฏิบัติ [1]

งานวิจัยขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ตรวจอัลตราซาวด์ไหล่ของชาวบ้านในหมู่บ้านบนภูเขา 683 คน รวม 1,366 ไหล่ พบว่าประมาณ 20.7% มีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดแบบเต็มความหนา และพบมากขึ้นตามอายุ [2] นั่นหมายความว่าในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง

ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีเส้นเอ็นฉีกอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก จนคิดว่าเป็นแค่กล้ามเนื้อล้า [2,3]

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควรรู้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเอ็นไหล่ฉีกง่ายขึ้น มีดังนี้ครับ [3]

[1] อายุ ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง โดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป

[2] งานที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะบ่อย ๆ เช่น ช่างทาสี ช่างซ่อมแอร์ พ่อครัวที่ต้องกวนกระทะใหญ่ ครูที่เขียนกระดาน

[3] การสูบบุหรี่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นน้อยลง เส้นเอ็นเสื่อมเร็วขึ้น

[4] ภาวะไขมันในเลือดสูง สัมพันธ์กับการเสื่อมของเส้นเอ็น

[5] ประวัติอุบัติเหตุที่ไหล่ การหกล้ม หรือไหล่หลุดในอดีต

อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

อาการที่บ่งบอกว่าอาจมีเส้นเอ็นไหล่ฉีก ได้แก่

ปวดไหล่ที่ไม่หายภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ปวดร้าวจากไหล่ลงต้นแขน นอนตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น หรือยกได้แต่เจ็บ หวีผม ใส่เสื้อ ติดตะขอเสื้อใน หรือหยิบของบนชั้นสูงลำบาก รู้สึกแขนอ่อนแรง ยกของไม่ไหวเหมือนเดิม ได้ยินเสียง "กรอบแกรบ" หรือ "คลิก" ในไหล่เวลาขยับ

หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื้อรัง เพราะเส้นเอ็นที่ฉีกแล้วและไม่ได้รักษา อาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนซ่อมยากขึ้น [3]

การวินิจฉัย ต้องทำอะไรบ้าง

การวินิจฉัยเส้นเอ็นไหล่ฉีก มี 3 ขั้นตอนหลัก

ขั้นที่หนึ่ง การซักประวัติและตรวจร่างกาย

แพทย์จะถามอาการ ประวัติอุบัติเหตุ ลักษณะการทำงาน และทดสอบความแข็งแรงของเส้นเอ็นแต่ละเส้นด้วย "Special tests" เช่น Empty can test (ทดสอบ Supraspinatus), External rotation lag sign (ทดสอบ Infraspinatus), Belly press test (ทดสอบ Subscapularis) เพื่อแยกว่าเส้นไหนน่าจะมีปัญหา

ขั้นที่สอง การตรวจภาพถ่าย X-ray ใช้ดูกระดูก รูปร่างของ Acromion (กระดูกที่ยื่นออกมาเหนือไหล่) และตำแหน่งของหัวกระดูกต้นแขน ช่วยแยกโรคอื่น เช่น ข้อไหล่เสื่อม

อัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่หมอเก่งใช้ที่คลินิก ข้อดีคือ ทำได้ทันที ราคาไม่แพง เห็นการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นแบบ Real-time และมีความแม่นยำสูงในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Network meta-analysis ที่รวบรวมงานวิจัย 144 ฉบับ พบว่าอัลตราซาวด์มีความไวในการตรวจเส้นเอ็นไหล่ฉีกเต็มความหนาประมาณ 87% และความจำเพาะ 88% ใกล้เคียงกับ MRI [4]

MRI ใช้กรณีที่อัลตราซาวด์ไม่ชัดเจน หรือต้องวางแผนการผ่าตัด เพราะเห็นรายละเอียดของกล้ามเนื้อ ไขมันแทรก และโครงสร้างลึก ๆ ของข้อไหล่ได้ดีกว่า [4]

ขั้นที่สาม การประเมินขนาดและลักษณะการฉีก

แพทย์จะระบุว่าเป็นการฉีกแบบ Partial-thickness (ฉีกบางส่วน) หรือ Full-thickness (ฉีกทะลุเต็มความหนา) และวัดขนาดของรอยฉีก ซึ่งจะส่งผลต่อแนวทางการรักษา [1]

แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด

นี่คือจุดที่หมอเก่งอยากเน้นที่สุดครับ "เส้นเอ็นไหล่ฉีก ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป"

ตามแนวทางของ American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) ปี 2020 ระบุชัดเจนว่า สำหรับการฉีกขนาดเล็กถึงปานกลางที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ การรักษาด้วยกายภาพบำบัดและการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ให้ผลดีพอ ๆ กับการผ่าตัดในหลาย ๆ ตัวชี้วัด [1]

ขั้นที่หนึ่ง ปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน

หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ ไม่ยกของหนัก ไม่นอนตะแคงทับด้านที่ปวด พักการใช้งานในระยะแรก แต่ไม่ใช่หยุดขยับเลย เพราะจะทำให้ไหล่ติด

ขั้นที่สอง กายภาพบำบัด

นี่คือหัวใจของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด งานวิจัยขนาดใหญ่จากกลุ่ม MOON Shoulder Group ที่ติดตามผู้ป่วย 452 คนที่มีเส้นเอ็นไหล่ฉีกแบบเต็มความหนาจากการเสื่อม พบว่าประมาณ 75% ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเลยตลอด 2 ปี เมื่อทำกายภาพบำบัดอย่างถูกต้อง [5]

โปรแกรมกายภาพประกอบด้วย การยืดเหยียดเพื่อรักษาช่วงการเคลื่อนไหว การเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบสะบักและเส้นเอ็นที่ยังเหลืออยู่ การฝึก scapular stabilization เพื่อให้สะบักทำงานสมดุล

ขั้นที่สาม การใช้ยา

ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดปวดในระยะแรก แต่ไม่ควรใช้ระยะยาวเพราะมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไต ยาทาเฉพาะที่และยาคลายกล้ามเนื้ออาจช่วยเสริม

ขั้นที่สี่ การฉีดยาภายใต้การนำของอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection)

ในกรณีที่ปวดมาก ทำกายภาพไม่ได้เพราะปวดจนขยับไม่ไหว การฉีดสเตียรอยด์เข้าใต้กระดูก Acromion ภายใต้อัลตราซาวด์ ช่วยลดปวดและการอักเสบให้ทำกายภาพต่อได้ ข้อดีคือแม่นยำ ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการฉีดเข้าตัวเส้นเอ็น แต่ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นที่เหลืออยู่อ่อนแอลง [1]

ขั้นที่ห้า การผ่าตัดซ่อมเส้นเอ็น (Rotator Cuff Repair)

พิจารณาในกรณี เส้นเอ็นฉีกจากอุบัติเหตุในคนอายุน้อย รักษาด้วยกายภาพและยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 6 เดือน รอยฉีกขนาดใหญ่และอาการรุนแรง อาชีพที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะตลอด

ปัจจุบันส่วนใหญ่ผ่าตัดผ่านกล้อง (Arthroscopic repair) แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดเปิดแบบเดิม

พยากรณ์โรค หายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับขนาดและสาเหตุของการฉีกครับ

การฉีกขนาดเล็กถึงปานกลาง รักษาด้วยกายภาพบำบัด ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายใน 6 ถึง 12 สัปดาห์ และประมาณ 75% ไม่ต้องผ่าตัด [5]

ผู้ป่วยอายุมากกว่า 55 ปีที่มีเส้นเอ็น Supraspinatus ฉีกขนาดเล็กแบบไม่ใช่จากอุบัติเหตุ งานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ติดตาม 5 ปี พบว่าผลของการทำกายภาพบำบัดอย่างเดียว ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ของคะแนนการใช้งานและความปวด [3]

กรณีผ่าตัด อาการปวดมักดีขึ้นภายใน 3 ถึง 6 เดือน แต่ความแข็งแรงเต็มที่และการกลับไปทำงานหนักหรือเล่นกีฬา อาจต้องใช้เวลา 6 ถึง 12 เดือน

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอะไรไหม

หลายคนคิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" แต่ความจริงคือ เส้นเอ็นไหล่ที่ฉีกแล้วและไม่ได้รักษา มีโอกาส [3]

ขนาดของรอยฉีกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อที่ติดกับเส้นเอ็นนั้นฝ่อและเปลี่ยนเป็นไขมัน ทำให้ซ่อมยากขึ้นในอนาคต ไหล่ติด เคลื่อนไหวได้น้อยลง (Frozen shoulder ตามมา) เกิดข้อไหล่เสื่อมจากเส้นเอ็นขาด (Cuff tear arthropathy) ในระยะยาว ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่ (Reverse shoulder arthroplasty) ในที่สุด

การป้องกัน ทำได้อย่างไรบ้าง

[1] ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบไหล่และสะบักสม่ำเสมอ

[2] หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้พักเป็นช่วง

[3] ไม่สูบบุหรี่ และควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

[4] ยกของหนักด้วยท่าที่ถูกต้อง ใช้แรงขามากกว่าแรงแขน

[5] หากเริ่มมีอาการปวดไหล่เรื้อรัง อย่ารอจนรุนแรง ควรไปพบแพทย์ตรวจให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ


คำถามที่หมอเก่งเจอบ่อยที่คลินิก

"อายุ 65 แล้ว มีเส้นเอ็นไหล่ฉีก จำเป็นต้องผ่าตัดไหม"

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ในผู้ที่อายุมากกว่า 55 ปี ที่เส้นเอ็นฉีกแบบเสื่อมตามวัย ไม่ใช่จากอุบัติเหตุ งานวิจัยพบว่าการรักษาด้วยกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกแรกที่ดี ให้ผลใกล้เคียงการผ่าตัดในการติดตาม 5 ปี [3] แต่ต้องประเมินเป็นรายบุคคล โดยดูขนาดรอยฉีก ความรุนแรงของอาการ และความต้องการใช้งานของคนไข้

"ฉีดสเตียรอยด์ที่ไหล่บ่อยได้ไหม"

ไม่แนะนำให้ฉีดซ้ำบ่อยครับ การฉีดสเตียรอยด์หลายครั้งอาจทำให้เส้นเอ็นที่เหลืออยู่อ่อนแอลง และส่งผลต่อการผ่าตัดในอนาคต ตามแนวทางของ AAOS แนะนำให้ใช้เป็นการรักษาเสริมระยะสั้น ไม่ใช่ระยะยาว [1]


"ทำไมต้องใช้อัลตราซาวด์ ทำไมไม่ทำ MRI เลย"

อัลตราซาวด์ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้ความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยเส้นเอ็นไหล่ฉีก ใกล้เคียงกับ MRI [4] ข้อดีคือทำได้ทันทีที่คลินิก เห็นการเคลื่อนไหวแบบ Real-time ราคาไม่แพง และยังใช้นำทางการฉีดยาได้ในครั้งเดียวกัน MRI จะใช้กรณีที่ต้องการรายละเอียดเพิ่ม หรือวางแผนการผ่าตัด


"ถ้าเป็นเส้นเอ็นไหล่ฉีก จะกลับมาเล่นกอล์ฟหรือว่ายน้ำได้ไหม"

ส่วนใหญ่กลับมาได้ครับ หากรักษาถูกต้องและทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปกีฬาเบา ๆ เช่น ว่ายน้ำท่ากบ เดิน ปั่นจักรยาน กลับมาทำได้ใน 2 ถึง 3 เดือน ส่วนกีฬาที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะ เช่น กอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน อาจต้องรอ 3 ถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล

"นวดได้ไหม"

ห้ามนวดแบบกดแรงหรือบิดไหล่ เพราะอาจทำให้รอยฉีกแย่ลงได้ ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดที่มีความรู้เรื่องโรคนี้โดยเฉพาะ


สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ

[1] เส้นเอ็นไหล่ฉีกพบบ่อย โดยเฉพาะคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และอาจเกิดโดยไม่มีอุบัติเหตุ

[2] อาการสำคัญคือ ปวดไหล่เรื้อรัง นอนตะแคงทับไม่ได้ ตื่นกลางดึก ยกแขนไม่ขึ้นหรือใช้แขนได้ลำบาก

[3] การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยการตรวจร่างกายร่วมกับอัลตราซาวด์หรือ MRI โดยอัลตราซาวด์ในมือผู้เชี่ยวชาญมีความแม่นยำใกล้เคียง MRI

[4] ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประมาณ 75% รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง

[5] อย่าปล่อยให้ปวดไหล่เรื้อรังเกิน 2 ถึง 4 สัปดาห์ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก คือกุญแจสำคัญในการกลับมาใช้แขนได้ดีอีกครั้ง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #เส้นเอ็นไหล่ฉีก #RotatorCuffTear #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดไหล่เรื้อรัง #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์ไหล่ #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #OrthopedicChiangMai #DoctorKeng

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Weber S, Chahal J. Management of rotator cuff injuries. J Am Acad Orthop Surg. 2020;28(5):e193-201. doi:10.5435/JAAOS-D-19-00463

[2] Yamamoto A, Takagishi K, Osawa T, Yanagawa T, Nakajima D, Shitara H, et al. Prevalence and risk factors of a rotator cuff tear in the general population. J Shoulder Elbow Surg. 2010;19(1):116-20. doi:10.1016/j.jse.2009.04.006

[3] Tashjian RZ. Epidemiology, natural history, and indications for treatment of rotator cuff tears. Clin Sports Med. 2012;31(4):589-604. doi:10.1016/j.csm.2012.07.001

[4] Liu F, Dong J, Shen WJ, Kang Q, Zhou D, Xiong F. Detecting rotator cuff tears: a network meta-analysis of 144 diagnostic studies. Orthop J Sports Med. 2020;8(2):2325967119900356. doi:10.1177/2325967119900356

[5] Kukkonen J, Ryösä A, Joukainen A, Lehtinen J, Kauko T, Mattila K, et al. Operative versus conservative treatment of small, nontraumatic supraspinatus tears in patients older than 55 years: over 5-year follow-up of a randomized controlled trial. J Shoulder Elbow Surg. 2021;30(11):2455-64. doi:10.1016/j.jse.2021.03.133