Thursday, May 21, 2026

ปวดไหล่จากก้อนหินปูนในเส้นเอ็น รักษาได้ ไม่ผ่าตัด ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก

 



ไหล่ที่ปวดจนยกแขนหวีผมไม่ได้ บางทีไม่ใช่ "เอ็นอักเสบธรรมดา" ครับ

มีอีกหนึ่งโรคที่หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เจอบ่อยมากในคลินิก คนไข้บางคนปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ ปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉินกลางดึก ทั้งที่ไม่ได้ตกหรือยกของหนัก

ตัวการคือ "ก้อนหินปูนเล็กๆ" ที่ก่อตัวขึ้นในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ภาษาแพทย์เรียกว่า 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀

ก้อนนี้บางครั้งเล็กเท่าเม็ดถั่ว แต่ทำให้ปวดได้ราวกับโดนเข็มทิ่มจากข้างใน โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายกำลัง "พยายามสลายมัน" ช่วงนั้นจะปวดที่สุดในชีวิต

ข่าวดีคือ หินปูนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ มีหลายวิธีรักษาที่ได้ผลดี ทั้งยา การทำกายภาพ การยิงคลื่นกระแทก และการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยเขี่ยก้อนหินปูนออก แบบเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องดมยาสลบ

แต่หัวใจสำคัญคือ "วินิจฉัยให้ถูกก่อน" เพราะอาการคล้ายเอ็นข้อไหล่ฉีก ข้อไหล่ติด หรือเอ็นอักเสบทั่วไปมาก ถ้าไม่ตรวจให้ละเอียดอาจรักษาผิดทาง

วันนี้หมอจะพาทำความรู้จักโรคนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมวิธีดูแลตัวเองและสัญญาณที่ต้องรีบมาพบแพทย์ครับ

อ่านต่อในบทความด้านล่างเลยครับ ใครเคยปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้ครับ

―――――――――――――――――――――――

𝗣𝗔𝗜𝗡𝗙𝗨𝗟 𝗦𝗛𝗢𝗨𝗟𝗗𝗘𝗥

ปวดไหล่จากก้อนหินปูนในเส้นเอ็น รักษาได้ ไม่ผ่าตัด ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก

―――――――――――――――――――――――

▍ เรื่องเล่าจากคนไข้ (𝗣𝗮𝘁𝗶𝗲𝗻𝘁 𝗦𝘁𝗼𝗿𝘆)

"คุณวิภา" อายุ 52 ปี ทำงานเป็นพนักงานบัญชีมา 25 ปี วันหนึ่งตื่นมากลางดึกด้วยอาการปวดไหล่ขวาแบบไม่เคยเจอมาก่อน ปวดจนน้ำตาไหล ยกแขนหวีผมไม่ได้ เปลี่ยนเสื้อก็ลำบาก ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรเป็นพิเศษ

เธอไปคลินิกใกล้บ้าน ได้ยาแก้อักเสบ ทายาคลายเส้น ทำกายภาพอยู่หลายเดือน อาการดีขึ้นบ้างแต่ไม่หาย พอเข้านอนตะแคงทับไหล่ก็ปวดทุกคืน

จนวันที่มาตรวจที่คลินิก อัลตราซาวด์เห็นชัดเจน "ก้อนหินปูนสีขาวสว่างขนาดประมาณ 1.2 เซนติเมตร" ฝังอยู่ในเส้นเอ็นด้านบนของหัวไหล่ คือสาเหตุที่แท้จริงของการปวดมาตลอด

เคสแบบคุณวิภาไม่ใช่เคสเดียวที่หมอเจอครับ และถ้ารู้ทันตั้งแต่แรก การรักษาก็ง่ายและไม่ต้องผ่าตัด

▍ ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นไหล่คืออะไร (𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀)

โรคนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า ภาวะเอ็นหัวไหล่อักเสบจากหินปูนเกาะ 𝗖𝗮𝗹𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗧𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗶𝘁𝗶𝘀 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗥𝗼𝘁𝗮𝘁𝗼𝗿 𝗖𝘂𝗳𝗳 เป็นภาวะที่มีผลึกแคลเซียมชนิดหนึ่งชื่อ 𝗛𝘆𝗱𝗿𝗼𝘅𝘆𝗮𝗽𝗮𝘁𝗶𝘁𝗲 ไปสะสมอยู่ในเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ โดยเฉพาะเส้นเอ็น 𝗦𝘂𝗽𝗿𝗮𝘀𝗽𝗶𝗻𝗮𝘁𝘂𝘀 ซึ่งเป็นเส้นเอ็นที่ยกแขนขึ้นด้านข้าง [1,2]

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ เส้นเอ็นปกติเหมือนเชือกที่นุ่มและยืดหยุ่น แต่เมื่อมีก้อนหินปูนไปฝังอยู่ ก็เหมือนมี "เม็ดทรายแข็งๆ" ฝังในเชือก ทุกครั้งที่ขยับ ก้อนหินปูนจะเสียดสีและกดทับเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ปวดและอักเสบ

ความน่าสนใจของโรคนี้คือ มันมี "ช่วงชีวิต" เป็นระยะ ผ่านการศึกษาแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก [1]

[1] ระยะก่อกำเนิดหินปูน (𝗙𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ช่วงนี้ก้อนหินปูนค่อยๆ ก่อตัว มักไม่มีอาการ หรือปวดเล็กน้อย คนไข้บางคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่ามีก้อนนี้

[2] ระยะพัก (𝗥𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗴 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ก้อนหินปูนคงตัวอยู่ในเส้นเอ็น อาจปวดเป็นๆ หายๆ

[3] ระยะดูดซึมหินปูน (𝗥𝗲𝘀𝗼𝗿𝗽𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗵𝗮𝘀𝗲) ร่างกายเริ่มสลายก้อนหินปูน ระยะนี้จะ "ปวดที่สุดในชีวิต" เพราะหินปูนกลายเป็นของเหลวคล้ายยาสีฟัน แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ปวดรุนแรง บางคนปวดถึงขั้นต้องไปห้องฉุกเฉิน [2]

ฟังดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่ความจริงระยะนี้คือ "ระยะที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง" และมักหายได้ ถ้ารู้วิธีคุม

▍ ใครเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป (𝗥𝗶𝘀𝗸 𝗙𝗮𝗰𝘁𝗼𝗿𝘀)

งานวิจัยพบว่าโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มต่อไปนี้ [1,2]

[1] อายุ 30-60 ปี ช่วงวัยทำงาน

[2] ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

[3] คนที่ทำงานยกแขนซ้ำๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ ช่างทาสี ช่างก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด

[4] ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

[5] ผู้ป่วยที่มีโรคต่อมไทรอยด์ผิดปกติ หรือไขมันในเลือดสูง

▍ อาการที่ต้องสังเกต (𝗦𝘆𝗺𝗽𝘁𝗼𝗺𝘀)

อาการของโรคนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใด

ในระยะแรกอาจมีแค่ปวดตื้อๆ ที่ไหล่ ปวดเวลายกแขน ปวดตอนนอนตะแคงทับ ปวดเวลาเอื้อมหยิบของสูง คล้ายเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปมาก ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคเดียวกัน

แต่เมื่อเข้าสู่ระยะดูดซึมหินปูน อาการจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

• ปวดรุนแรงแบบกะทันหัน อาจเริ่มกลางดึกหรือตื่นมาก็ปวดทันที

• ปวดทุกท่าที่ขยับไหล่ บางคนแม้แต่ขยับนิ้วก็เจ็บถึงไหล่

• ปวดร้าวลงต้นแขน บางครั้งร้าวถึงข้อศอก

• นอนไม่หลับ ตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้

• ยกแขนหวีผม แต่งตัว ใส่เสื้อชั้นในไม่ได้

• อาจมีไข้ต่ำๆ และไหล่บวมแดงเล็กน้อย คล้ายข้ออักเสบติดเชื้อ ทำให้บางครั้งวินิจฉัยผิด

▍ แนวทางการตรวจวินิจฉัย (𝗗𝗶𝗮𝗴𝗻𝗼𝘀𝗶𝘀)

การวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจภาพถ่ายทางการแพทย์ [1,2]

การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจช่วงการเคลื่อนไหวของไหล่ ทดสอบกำลังเส้นเอ็น และตรวจหาจุดกดเจ็บ

การถ่ายภาพรังสี (𝗫-𝗿𝗮𝘆) เป็นการตรวจพื้นฐานที่จะ "เห็นก้อนหินปูน" เป็นจุดสีขาวสว่างชัดเจนในเส้นเอ็น ขนาดและรูปร่างของก้อนหินปูนยังช่วยพยากรณ์ได้ว่าจะหายเร็วหรือช้า

การตรวจอัลตราซาวด์ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (𝗠𝘂𝘀𝗰𝘂𝗹𝗼𝘀𝗸𝗲𝗹𝗲𝘁𝗮𝗹 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱) เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการวินิจฉัยโรคนี้ เพราะเห็นได้ทั้งก้อนหินปูน ความหนาของเส้นเอ็น และภาวะอักเสบรอบๆ ที่สำคัญใช้นำทางในการรักษาด้วยเข็มได้แม่นยำ

การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (𝗠𝗥𝗜) ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือต้องการดูรายละเอียดเนื้อเยื่อรอบๆ

การตรวจเลือด ในบางกรณีที่ปวดรุนแรงและสงสัยโรคอื่น เช่น ข้ออักเสบติดเชื้อ เก๊าท์ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

▍ แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด (𝗧𝗿𝗲𝗮𝘁𝗺𝗲𝗻𝘁)

งานวิจัยขนาดใหญ่หลายฉบับยืนยันตรงกันว่าโรคนี้รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้ผลดีกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ [3] แนวทางการรักษาเรียงจากขั้นเบาไปหนัก ดังนี้

ขั้นที่ 1 การปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน

งดยกของหนัก งดท่ายกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ประคบเย็นในช่วงที่ปวดมาก หลังจากดีขึ้นค่อยเปลี่ยนเป็นประคบอุ่น

ขั้นที่ 2 ยาแก้ปวดและลดอักเสบ

ยากลุ่ม 𝗡𝗦𝗔𝗜𝗗𝘀 เช่น 𝗶𝗯𝘂𝗽𝗿𝗼𝗳𝗲𝗻, 𝗻𝗮𝗽𝗿𝗼𝘅𝗲𝗻 หรือ 𝗲𝘁𝗼𝗿𝗶𝗰𝗼𝘅𝗶𝗯 ช่วยลดปวดลดอักเสบในช่วงที่อาการกำเริบ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพราะมีผลต่อกระเพาะอาหารและไต

ขั้นที่ 3 การทำกายภาพบำบัด

การออกกำลังกายเพื่อยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นรอบหัวไหล่ ลดอาการตึง ลดการกดทับเส้นเอ็น และป้องกันภาวะไหล่ติด

ขั้นที่ 4 การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (𝗘𝘅𝘁𝗿𝗮𝗰𝗼𝗿𝗽𝗼𝗿𝗲𝗮𝗹 𝗦𝗵𝗼𝗰𝗸𝘄𝗮𝘃𝗲 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗮𝗽𝘆: 𝗘𝗦𝗪𝗧)

เป็นการส่งคลื่นเสียงพลังงานสูงเข้าไปยังก้อนหินปูน ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสลายหินปูน ลดอาการปวด และฟื้นฟูเส้นเอ็น งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าคลื่นกระแทกพลังงานสูงให้ผลดีทั้งเรื่องลดปวดและทำให้ก้อนหินปูนสลาย [3]

ขั้นที่ 5 การใช้อัลตราซาวด์นำทาง เขี่ยและล้างก้อนหินปูน (𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱-𝗚𝘂𝗶𝗱𝗲𝗱 𝗕𝗮𝗿𝗯𝗼𝘁𝗮𝗴𝗲)

เป็นการใช้เข็มเล็กๆ ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยมีอัลตราซาวด์นำทางแบบเรียลไทม์ แพทย์จะเขี่ยก้อนหินปูนให้แตกตัว แล้วล้างด้วยน้ำเกลือ ก่อนฉีดยาลดอักเสบเข้าไปในถุงน้ำใต้ไหล่

วิธีนี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพดี ลดปวดได้เร็ว และทำให้ก้อนหินปูนสลายได้จริง โดยไม่ต้องผ่าตัด งานวิจัยติดตามผล 5 ปียืนยันว่าได้ผลดีกว่าการฉีดยาสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องลดปวด ฟื้นฟูการใช้งาน และอัตราที่ก้อนหินปูนหายไปจากภาพถ่ายรังสี [4]

นอกจากนั้นการเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยคลื่นกระแทกพลังงานสูง พบว่าการใช้อัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูนให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการใช้งานในระยะ 1 ปีดีกว่า [5]

ขั้นที่ 6 การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็น)

สงวนไว้สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลภายใน 6 เดือน หรือกรณีที่มีเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย โดยมักทำผ่านการส่องกล้อง (𝗔𝗿𝘁𝗵𝗿𝗼𝘀𝗰𝗼𝗽𝗶𝗰 𝗦𝘂𝗿𝗴𝗲𝗿𝘆) แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว

▍ ก้อนหินปูนจะหายไปเองได้ไหม (𝗦𝗲𝗹𝗳-𝗥𝗲𝘀𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻)

คำตอบคือ "ใช่" ในหลายกรณีก้อนหินปูนหายไปได้เอง โดยร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมก้อนเหล่านี้ไป แต่ระยะเวลาอาจยาวนานหลายเดือนถึงเป็นปี และในช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนนี้ คนไข้จะปวดมาก จนแทบทำงานไม่ได้

ดังนั้นการรักษาที่เหมาะสมจึงช่วย "ย่นเวลาทรมาน" และทำให้กลับมาใช้ชีวิตปกติเร็วขึ้น

▍ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่ได้รักษา (𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀)

[1] เกิดภาวะไหล่ติด จากการไม่ขยับนานๆ เพราะกลัวปวด

[2] เส้นเอ็นอ่อนแอลงและฉีกขาดในระยะยาว

[3] กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฝ่อ ทำให้ยกแขนได้ลำบาก

[4] นอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลต่อสุขภาพจิตและการทำงาน

[5] ปวดเรื้อรังถึงต้นแขนและกระทบคุณภาพชีวิต

▍ วิธีดูแลตัวเองและลดความเสี่ยง (𝗣𝗿𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻)

[1] หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องยกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ ติดต่อกันนานๆ ในงานประจำวัน

[2] ออกกำลังกายยืดเหยียดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่อย่างสม่ำเสมอ

[3] ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ไขมันในเลือด

[4] พักการใช้งานเมื่อรู้สึกเริ่มปวด อย่าฝืนทำงานต่อจนปวดเรื้อรัง

[5] รีบพบแพทย์เมื่อปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ

▍ คำถามที่พบบ่อย (𝗙𝗔𝗤)

"ปวดไหล่จากหินปูน ต่างจากเอ็นหัวไหล่อักเสบทั่วไปอย่างไร"

อาการคล้ายกันมาก จุดต่างคือ "หินปูน" มักปวดรุนแรงกว่า ปวดทันทีโดยไม่มีสาเหตุ และเห็นก้อนสีขาวชัดในภาพถ่ายรังสีหรืออัลตราซาวด์ ส่วนเอ็นอักเสบทั่วไปจะไม่เห็นก้อนหินปูน

"จำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนหินปูนออกไหม"

ในกรณีส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด ทั้งยา กายภาพ คลื่นกระแทก และอัลตราซาวด์นำทางเขี่ยก้อนหินปูน ได้ผลดีในกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย [3]

"ทำไมตอนกลางดึกปวดมากกว่ากลางวัน"

เพราะกลางคืนเลือดไหลเวียนน้อยลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และมักนอนตะแคงทับไหล่ ทำให้แรงดันในเส้นเอ็นเพิ่ม ก้อนหินปูนกดทับเนื้อเยื่อรอบข้างมากขึ้น

"การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ไหล่อันตรายไหม"

การฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่เหมาะสม ในตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีความปลอดภัยและช่วยลดอาการปวดได้มาก แต่ไม่ควรฉีดซ้ำหลายครั้งเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลง

"ทำอัลตราซาวด์เขี่ยก้อนหินปูน เจ็บไหม นอนรพ.กี่วัน"

ใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาที กลับบ้านได้เลย ฟื้นตัวเร็ว วันรุ่งขึ้นทำงานเบาๆ ได้

▍ สรุปประเด็นสำคัญที่อยากให้จดจำ (𝗞𝗲𝘆 𝗧𝗮𝗸𝗲𝗮𝘄𝗮𝘆𝘀)

[1] ปวดไหล่รุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อาจไม่ใช่เอ็นอักเสบธรรมดา ก้อนหินปูนในเส้นเอ็นเป็นสาเหตุที่พบบ่อยและถูกมองข้าม

[2] ปวดที่สุดในชีวิตคือช่วงที่ร่างกายกำลังสลายก้อนหินปูน เป็น "สัญญาณดี" ที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง

[3] 𝗫-𝗿𝗮𝘆 และอัลตราซาวด์ช่วยวินิจฉัยได้ชัดเจน ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าปวดจากอะไร

[4] กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น

[5] การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญ อย่ารักษาไปเรื่อยๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจรักษาผิดทางและปวดเรื้อรัง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ 𝗟𝗶𝗻𝗲 𝗢𝗔: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #หินปูนเกาะเส้นเอ็น #ก้อนหินปูนไหล่ #ปวดไหล่ตอนกลางคืน #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไหล่ไม่ต้องผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #คลินิกกระดูกเชียงใหม่ #CalcificTendinitis #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #Barbotage

―――――――――――――――――――――――

𝗥𝗘𝗙𝗘𝗥𝗘𝗡𝗖𝗘𝗦

เอกสารอ้างอิง

[1] Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6

[2] ElShewy MT. Calcific tendinitis of the rotator cuff. World J Orthop. 2016;7(1):55-60. doi:10.5312/wjo.v7.i1.55

[3] Wu YC, Tsai WC, Tu YK, Yu TY. Comparative effectiveness of nonoperative treatments for chronic calcific tendinitis of the shoulder: a systematic review and network meta-analysis of randomized controlled trials. Arch Phys Med Rehabil. 2017;98(8):1678-92.e6. doi:10.1016/j.apmr.2017.02.030

[4] de Witte PB, Kolk A, Overes F, Nelissen RGHH, Reijnierse M. Rotator cuff calcific tendinitis: ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids: five-year outcomes of a randomized controlled trial. Am J Sports Med. 2017;45(14):3305-14. doi:10.1177/0363546517721686

[5] Louwerens JKG, Sierevelt IN, Kramer ET, Boonstra R, van den Bekerom MPJ, van Royen BJ, et al. Comparing ultrasound-guided needling combined with a subacromial corticosteroid injection versus high-energy extracorporeal shockwave therapy for calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial. Arthroscopy. 2020;36(7):1823-33.e1. doi:10.1016/j.arthro.2020.02.027

ปวดไหล่จากเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด — แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่คุณควรรู้



ปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น นอนตะแคงทับแล้วเจ็บจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก คุณกำลังคิดว่า "แค่เคล็ดหรือเปล่า" หรือ "เดี๋ยวมันก็หาย"

แต่ถ้าผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น หวีผมไม่ได้ ใส่เสื้อเชิ้ตติดกระดุมหลังลำบาก หยิบของจากชั้นสูงไม่ได้ — นี่อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อล้า แต่อาจเป็น "เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด" หรือ Rotator Cuff Tear ที่พบบ่อยกว่าที่คิด

งานวิจัยในประชากรทั่วไปพบว่า คนอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ถึง 1 ใน 4 และคนอายุ 80 ปีขึ้นไป มากกว่าครึ่งหนึ่งมีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดโดยที่บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก และการรักษาที่เหมาะสมตามขั้นบันได สามารถทำให้คนไข้กลับมาใช้แขนได้ดีอีกครั้ง

บทความนี้หมอเก่งจะอธิบายให้ฟังว่า เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดคืออะไร ทำไมจึงเป็น อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์ และทำไมการผ่าตัดถึงไม่ใช่ทางเลือกแรกในหลายกรณี

―――――――――――――――――――――――

ปวดไหล่จากเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด — แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่คุณควรรู้

―――――――――――――――――――――――

"คุณสมศักดิ์" อายุ 58 ปี เป็นช่างซ่อมแอร์ ทำงานยกแขนเหนือศีรษะมาทั้งชีวิต วันหนึ่งขณะยกคอมเพรสเซอร์ขึ้นชั้น 2 รู้สึก "ปุ๊บ" ที่ไหล่ขวา หลังจากนั้นปวดมากจนยกแขนไม่ขึ้น คิดว่าเดี๋ยวก็หาย จึงทานยาแก้ปวดอยู่ 2 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้น นอนตะแคงทับฝั่งขวาไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวดร้าวลงต้นแขน

เมื่อมาพบหมอเก่ง ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ที่คลินิก พบว่าเส้นเอ็น "Supraspinatus" ฉีกขาดแบบเต็มความหนา (full-thickness tear) ขนาด 2 เซนติเมตร

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ครับ ทั้งคนที่ใช้แขนหนัก คนที่อายุมากขึ้น หรือแม้แต่คนที่ดูเหมือนปกติแต่เส้นเอ็นเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

ทำความรู้จัก "เส้นเอ็นไหล่" ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมมันฉีก

ลองนึกถึงข้อไหล่ว่าเป็น "ลูกกอล์ฟวางบนจานรอง" ลูกกอล์ฟคือหัวกระดูกต้นแขน จานรองคือเบ้าของกระดูกสะบัก ที่ทำให้ไหล่ขยับได้แทบทุกทิศทาง ก็เพราะมีกลุ่มเส้นเอ็น 4 เส้นที่หุ้มรอบหัวกระดูกไว้ เรียกว่า "Rotator Cuff" หรือ "เส้นเอ็นกล้ามเนื้อหุ้มข้อไหล่"

เส้นเอ็น 4 เส้นนี้ได้แก่

[1] Supraspinatus เส้นบน ใช้ในการกางแขน เป็นเส้นที่ฉีกบ่อยที่สุด

[2] Infraspinatus เส้นหลัง ใช้ในการหมุนแขนออก

[3] Teres minor เส้นเล็กด้านหลัง ช่วย Infraspinatus

[4] Subscapularis เส้นหน้า ใช้ในการหมุนแขนเข้า

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เส้นเอ็นเหล่านี้เหมือน "ผ้าห่มบาง" ที่หุ้มลูกกอล์ฟไว้ ถ้าผ้าห่มบางลงตามวัย หรือถูกขยับซ้ำ ๆ มาก ๆ ก็เริ่มเปื่อย ขาดบางส่วน หรือฉีกทะลุได้ในที่สุด

ทำไมเส้นเอ็นไหล่ถึงฉีก

สาเหตุหลักของเส้นเอ็นไหล่ฉีก แบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ครับ

กลุ่มที่ 1 จากอุบัติเหตุหรือการใช้งานหนัก เช่น หกล้มเอามือยัน ยกของหนักผิดท่า ดึงของแรง อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ พบบ่อยในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี

กลุ่มที่ 2 จากการเสื่อมตามวัย เส้นเอ็นเสื่อมสภาพ เลือดมาเลี้ยงน้อยลง เปื่อยและฉีกเองโดยไม่ต้องมีอุบัติเหตุ พบบ่อยในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุดในเวชปฏิบัติ [1]

งานวิจัยขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ตรวจอัลตราซาวด์ไหล่ของชาวบ้านในหมู่บ้านบนภูเขา 683 คน รวม 1,366 ไหล่ พบว่าประมาณ 20.7% มีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดแบบเต็มความหนา และพบมากขึ้นตามอายุ [2] นั่นหมายความว่าในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง

ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีเส้นเอ็นฉีกอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก จนคิดว่าเป็นแค่กล้ามเนื้อล้า [2,3]

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควรรู้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดเส้นเอ็นไหล่ฉีกง่ายขึ้น มีดังนี้ครับ [3]

[1] อายุ ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง โดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป

[2] งานที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะบ่อย ๆ เช่น ช่างทาสี ช่างซ่อมแอร์ พ่อครัวที่ต้องกวนกระทะใหญ่ ครูที่เขียนกระดาน

[3] การสูบบุหรี่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นน้อยลง เส้นเอ็นเสื่อมเร็วขึ้น

[4] ภาวะไขมันในเลือดสูง สัมพันธ์กับการเสื่อมของเส้นเอ็น

[5] ประวัติอุบัติเหตุที่ไหล่ การหกล้ม หรือไหล่หลุดในอดีต

อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

อาการที่บ่งบอกว่าอาจมีเส้นเอ็นไหล่ฉีก ได้แก่

ปวดไหล่ที่ไม่หายภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ปวดร้าวจากไหล่ลงต้นแขน นอนตะแคงทับด้านที่ปวดไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น หรือยกได้แต่เจ็บ หวีผม ใส่เสื้อ ติดตะขอเสื้อใน หรือหยิบของบนชั้นสูงลำบาก รู้สึกแขนอ่อนแรง ยกของไม่ไหวเหมือนเดิม ได้ยินเสียง "กรอบแกรบ" หรือ "คลิก" ในไหล่เวลาขยับ

หากมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื้อรัง เพราะเส้นเอ็นที่ฉีกแล้วและไม่ได้รักษา อาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนซ่อมยากขึ้น [3]

การวินิจฉัย ต้องทำอะไรบ้าง

การวินิจฉัยเส้นเอ็นไหล่ฉีก มี 3 ขั้นตอนหลัก

ขั้นที่หนึ่ง การซักประวัติและตรวจร่างกาย

แพทย์จะถามอาการ ประวัติอุบัติเหตุ ลักษณะการทำงาน และทดสอบความแข็งแรงของเส้นเอ็นแต่ละเส้นด้วย "Special tests" เช่น Empty can test (ทดสอบ Supraspinatus), External rotation lag sign (ทดสอบ Infraspinatus), Belly press test (ทดสอบ Subscapularis) เพื่อแยกว่าเส้นไหนน่าจะมีปัญหา

ขั้นที่สอง การตรวจภาพถ่าย X-ray ใช้ดูกระดูก รูปร่างของ Acromion (กระดูกที่ยื่นออกมาเหนือไหล่) และตำแหน่งของหัวกระดูกต้นแขน ช่วยแยกโรคอื่น เช่น ข้อไหล่เสื่อม

อัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่หมอเก่งใช้ที่คลินิก ข้อดีคือ ทำได้ทันที ราคาไม่แพง เห็นการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นแบบ Real-time และมีความแม่นยำสูงในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Network meta-analysis ที่รวบรวมงานวิจัย 144 ฉบับ พบว่าอัลตราซาวด์มีความไวในการตรวจเส้นเอ็นไหล่ฉีกเต็มความหนาประมาณ 87% และความจำเพาะ 88% ใกล้เคียงกับ MRI [4]

MRI ใช้กรณีที่อัลตราซาวด์ไม่ชัดเจน หรือต้องวางแผนการผ่าตัด เพราะเห็นรายละเอียดของกล้ามเนื้อ ไขมันแทรก และโครงสร้างลึก ๆ ของข้อไหล่ได้ดีกว่า [4]

ขั้นที่สาม การประเมินขนาดและลักษณะการฉีก

แพทย์จะระบุว่าเป็นการฉีกแบบ Partial-thickness (ฉีกบางส่วน) หรือ Full-thickness (ฉีกทะลุเต็มความหนา) และวัดขนาดของรอยฉีก ซึ่งจะส่งผลต่อแนวทางการรักษา [1]

แนวทางการรักษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด

นี่คือจุดที่หมอเก่งอยากเน้นที่สุดครับ "เส้นเอ็นไหล่ฉีก ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป"

ตามแนวทางของ American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) ปี 2020 ระบุชัดเจนว่า สำหรับการฉีกขนาดเล็กถึงปานกลางที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ การรักษาด้วยกายภาพบำบัดและการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ให้ผลดีพอ ๆ กับการผ่าตัดในหลาย ๆ ตัวชี้วัด [1]

ขั้นที่หนึ่ง ปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน

หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ ไม่ยกของหนัก ไม่นอนตะแคงทับด้านที่ปวด พักการใช้งานในระยะแรก แต่ไม่ใช่หยุดขยับเลย เพราะจะทำให้ไหล่ติด

ขั้นที่สอง กายภาพบำบัด

นี่คือหัวใจของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด งานวิจัยขนาดใหญ่จากกลุ่ม MOON Shoulder Group ที่ติดตามผู้ป่วย 452 คนที่มีเส้นเอ็นไหล่ฉีกแบบเต็มความหนาจากการเสื่อม พบว่าประมาณ 75% ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเลยตลอด 2 ปี เมื่อทำกายภาพบำบัดอย่างถูกต้อง [5]

โปรแกรมกายภาพประกอบด้วย การยืดเหยียดเพื่อรักษาช่วงการเคลื่อนไหว การเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบสะบักและเส้นเอ็นที่ยังเหลืออยู่ การฝึก scapular stabilization เพื่อให้สะบักทำงานสมดุล

ขั้นที่สาม การใช้ยา

ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดปวดในระยะแรก แต่ไม่ควรใช้ระยะยาวเพราะมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไต ยาทาเฉพาะที่และยาคลายกล้ามเนื้ออาจช่วยเสริม

ขั้นที่สี่ การฉีดยาภายใต้การนำของอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection)

ในกรณีที่ปวดมาก ทำกายภาพไม่ได้เพราะปวดจนขยับไม่ไหว การฉีดสเตียรอยด์เข้าใต้กระดูก Acromion ภายใต้อัลตราซาวด์ ช่วยลดปวดและการอักเสบให้ทำกายภาพต่อได้ ข้อดีคือแม่นยำ ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการฉีดเข้าตัวเส้นเอ็น แต่ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นที่เหลืออยู่อ่อนแอลง [1]

ขั้นที่ห้า การผ่าตัดซ่อมเส้นเอ็น (Rotator Cuff Repair)

พิจารณาในกรณี เส้นเอ็นฉีกจากอุบัติเหตุในคนอายุน้อย รักษาด้วยกายภาพและยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 6 เดือน รอยฉีกขนาดใหญ่และอาการรุนแรง อาชีพที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะตลอด

ปัจจุบันส่วนใหญ่ผ่าตัดผ่านกล้อง (Arthroscopic repair) แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดเปิดแบบเดิม

พยากรณ์โรค หายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับขนาดและสาเหตุของการฉีกครับ

การฉีกขนาดเล็กถึงปานกลาง รักษาด้วยกายภาพบำบัด ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายใน 6 ถึง 12 สัปดาห์ และประมาณ 75% ไม่ต้องผ่าตัด [5]

ผู้ป่วยอายุมากกว่า 55 ปีที่มีเส้นเอ็น Supraspinatus ฉีกขนาดเล็กแบบไม่ใช่จากอุบัติเหตุ งานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ติดตาม 5 ปี พบว่าผลของการทำกายภาพบำบัดอย่างเดียว ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่ของคะแนนการใช้งานและความปวด [3]

กรณีผ่าตัด อาการปวดมักดีขึ้นภายใน 3 ถึง 6 เดือน แต่ความแข็งแรงเต็มที่และการกลับไปทำงานหนักหรือเล่นกีฬา อาจต้องใช้เวลา 6 ถึง 12 เดือน

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอะไรไหม

หลายคนคิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" แต่ความจริงคือ เส้นเอ็นไหล่ที่ฉีกแล้วและไม่ได้รักษา มีโอกาส [3]

ขนาดของรอยฉีกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อที่ติดกับเส้นเอ็นนั้นฝ่อและเปลี่ยนเป็นไขมัน ทำให้ซ่อมยากขึ้นในอนาคต ไหล่ติด เคลื่อนไหวได้น้อยลง (Frozen shoulder ตามมา) เกิดข้อไหล่เสื่อมจากเส้นเอ็นขาด (Cuff tear arthropathy) ในระยะยาว ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่ (Reverse shoulder arthroplasty) ในที่สุด

การป้องกัน ทำได้อย่างไรบ้าง

[1] ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบไหล่และสะบักสม่ำเสมอ

[2] หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้พักเป็นช่วง

[3] ไม่สูบบุหรี่ และควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

[4] ยกของหนักด้วยท่าที่ถูกต้อง ใช้แรงขามากกว่าแรงแขน

[5] หากเริ่มมีอาการปวดไหล่เรื้อรัง อย่ารอจนรุนแรง ควรไปพบแพทย์ตรวจให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ


คำถามที่หมอเก่งเจอบ่อยที่คลินิก

"อายุ 65 แล้ว มีเส้นเอ็นไหล่ฉีก จำเป็นต้องผ่าตัดไหม"

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ในผู้ที่อายุมากกว่า 55 ปี ที่เส้นเอ็นฉีกแบบเสื่อมตามวัย ไม่ใช่จากอุบัติเหตุ งานวิจัยพบว่าการรักษาด้วยกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกแรกที่ดี ให้ผลใกล้เคียงการผ่าตัดในการติดตาม 5 ปี [3] แต่ต้องประเมินเป็นรายบุคคล โดยดูขนาดรอยฉีก ความรุนแรงของอาการ และความต้องการใช้งานของคนไข้

"ฉีดสเตียรอยด์ที่ไหล่บ่อยได้ไหม"

ไม่แนะนำให้ฉีดซ้ำบ่อยครับ การฉีดสเตียรอยด์หลายครั้งอาจทำให้เส้นเอ็นที่เหลืออยู่อ่อนแอลง และส่งผลต่อการผ่าตัดในอนาคต ตามแนวทางของ AAOS แนะนำให้ใช้เป็นการรักษาเสริมระยะสั้น ไม่ใช่ระยะยาว [1]


"ทำไมต้องใช้อัลตราซาวด์ ทำไมไม่ทำ MRI เลย"

อัลตราซาวด์ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้ความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยเส้นเอ็นไหล่ฉีก ใกล้เคียงกับ MRI [4] ข้อดีคือทำได้ทันทีที่คลินิก เห็นการเคลื่อนไหวแบบ Real-time ราคาไม่แพง และยังใช้นำทางการฉีดยาได้ในครั้งเดียวกัน MRI จะใช้กรณีที่ต้องการรายละเอียดเพิ่ม หรือวางแผนการผ่าตัด


"ถ้าเป็นเส้นเอ็นไหล่ฉีก จะกลับมาเล่นกอล์ฟหรือว่ายน้ำได้ไหม"

ส่วนใหญ่กลับมาได้ครับ หากรักษาถูกต้องและทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปกีฬาเบา ๆ เช่น ว่ายน้ำท่ากบ เดิน ปั่นจักรยาน กลับมาทำได้ใน 2 ถึง 3 เดือน ส่วนกีฬาที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะ เช่น กอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน อาจต้องรอ 3 ถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล

"นวดได้ไหม"

ห้ามนวดแบบกดแรงหรือบิดไหล่ เพราะอาจทำให้รอยฉีกแย่ลงได้ ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดที่มีความรู้เรื่องโรคนี้โดยเฉพาะ


สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ

[1] เส้นเอ็นไหล่ฉีกพบบ่อย โดยเฉพาะคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และอาจเกิดโดยไม่มีอุบัติเหตุ

[2] อาการสำคัญคือ ปวดไหล่เรื้อรัง นอนตะแคงทับไม่ได้ ตื่นกลางดึก ยกแขนไม่ขึ้นหรือใช้แขนได้ลำบาก

[3] การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยการตรวจร่างกายร่วมกับอัลตราซาวด์หรือ MRI โดยอัลตราซาวด์ในมือผู้เชี่ยวชาญมีความแม่นยำใกล้เคียง MRI

[4] ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประมาณ 75% รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง

[5] อย่าปล่อยให้ปวดไหล่เรื้อรังเกิน 2 ถึง 4 สัปดาห์ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก คือกุญแจสำคัญในการกลับมาใช้แขนได้ดีอีกครั้ง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #เส้นเอ็นไหล่ฉีก #RotatorCuffTear #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดไหล่เรื้อรัง #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์ไหล่ #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #OrthopedicChiangMai #DoctorKeng

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Weber S, Chahal J. Management of rotator cuff injuries. J Am Acad Orthop Surg. 2020;28(5):e193-201. doi:10.5435/JAAOS-D-19-00463

[2] Yamamoto A, Takagishi K, Osawa T, Yanagawa T, Nakajima D, Shitara H, et al. Prevalence and risk factors of a rotator cuff tear in the general population. J Shoulder Elbow Surg. 2010;19(1):116-20. doi:10.1016/j.jse.2009.04.006

[3] Tashjian RZ. Epidemiology, natural history, and indications for treatment of rotator cuff tears. Clin Sports Med. 2012;31(4):589-604. doi:10.1016/j.csm.2012.07.001

[4] Liu F, Dong J, Shen WJ, Kang Q, Zhou D, Xiong F. Detecting rotator cuff tears: a network meta-analysis of 144 diagnostic studies. Orthop J Sports Med. 2020;8(2):2325967119900356. doi:10.1177/2325967119900356

[5] Kukkonen J, Ryösä A, Joukainen A, Lehtinen J, Kauko T, Mattila K, et al. Operative versus conservative treatment of small, nontraumatic supraspinatus tears in patients older than 55 years: over 5-year follow-up of a randomized controlled trial. J Shoulder Elbow Surg. 2021;30(11):2455-64. doi:10.1016/j.jse.2021.03.133 

Monday, May 18, 2026

ปวดไหล่ข้ามคืนจนแทบกรีดร้อง… ไม่ใช่ไหล่ติด ไม่ใช่เส้นเอ็นขาด แต่คือ "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่

 



ปวดไหล่ข้ามคืนจนแทบกรีดร้อง… ไม่ใช่ไหล่ติด ไม่ใช่เส้นเอ็นขาด แต่คือ "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่


ลองนึกภาพดูนะครับ

เมื่อคืนก่อนนอนไหล่ยังปกติดี แต่ตื่นมาตอนตีสาม เจ็บไหล่จนลุกขึ้นนั่งร้องไห้ ขยับแขนนิดเดียวก็เจ็บแปลบ จะยกมือขึ้นหวีผมก็ทำไม่ได้ จะนอนทับไหล่ก็ไม่ได้ นอนหงายก็เจ็บ

"เป็นอะไรขึ้นมาได้ยังไง ไม่ได้ล้มไม่ได้กระแทกอะไรเลย"

นี่คือเสียงของผู้หญิงหลายคนที่อายุ 40–60 ปี ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดไหล่เฉียบพลันรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจนเลย หลายคนวิตกกังวลว่าตัวเองเส้นเอ็นขาด หรือเป็นไหล่ติดแล้ว

แต่ความจริงอาจทำให้แปลกใจมากครับ เพราะสาเหตุที่แท้จริงอาจเป็นแค่ "ก้อนหินปูนเล็กๆ" ที่สะสมอยู่ในเส้นเอ็นไหล่มาเป็นเวลานาน โดยที่ไม่รู้ตัวเลย


เรื่องของคุณรัตนา ที่ปวดไหล่จนทำอะไรไม่ได้

คุณรัตนา อายุ 55 ปี ครูโรงเรียนประถมในเชียงใหม่ เล่าว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรหนักเป็นพิเศษเลยครับ วันนั้นสอนหนังสือตามปกติ กลับบ้าน ทำกับข้าว แล้วนอน

แต่ช่วงดึกรู้สึกปวดไหล่ขวาจี๊ดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งนานยิ่งปวดมากขึ้น จนเช้าวันรุ่งขึ้นแทบขยับแขนไม่ได้เลย ต้องให้ลูกสาวพาไปพบแพทย์

เมื่อแพทย์ตรวจด้วย ultrasound (อัลตราซาวด์) ที่ไหล่ พบว่าเส้นเอ็นไหล่บวมโตมาก และมีก้อนหินปูนสะสมอยู่ข้างใน นั่นคือสาเหตุของความเจ็บปวดรุนแรงที่ทรมานคุณรัตนาทั้งคืน

หลังจากได้รับการฉีดยาเข้าเส้นเอ็นอย่างแม่นยำโดยใช้ ultrasound นำทาง อาการปวดทุเลาลงอย่างชัดเจนภายในวันเดียวกัน และคุณรัตนาสามารถยกแขนได้ดีขึ้นมากในวันถัดมาครับ

แล้ว "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และอันตรายแค่ไหน?


เส้นเอ็นไหล่เปรียบเหมือนเชือกพยุงแขน แล้วถ้ามีหินปูนสะสมอยู่ข้างใน จะเป็นยังไง?

ลองนึกถึงเชือกเส้นหนึ่งที่ใช้ดึงแขนให้ยกขึ้นได้ เส้นเอ็นรอบไหล่ทำหน้าที่แบบนั้นครับ มันแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ถ้าวันหนึ่งในเนื้อเชือกนั้นมีเม็ดทรายหรือก้อนกรวดเล็กๆ สะสมอยู่ข้างใน เชือกก็จะแข็ง เคลื่อนไหวได้ไม่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เม็ดกรวดเหล่านั้นก็ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างอักเสบรุนแรงได้

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรคหินปูนสะสมในเส้นเอ็นไหล่ครับ


รู้จักโรคนี้ให้ชัดขึ้น

โรคหินปูนสะสมในเส้นเอ็นไหล่ (Calcific Tendinitis of the Shoulder) คือภาวะที่มีการสะสมของแคลเซียม (calcium hydroxyapatite) ในเนื้อเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ โดยเฉพาะที่เส้นเอ็น supraspinatus ซึ่งเป็นเส้นเอ็นหลักในกลุ่ม rotator cuff (กลุ่มเส้นเอ็นที่ช่วยหมุนและยกไหล่)

ก้อนหินปูนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืนครับ แต่สะสมมาเงียบๆ อาจนานหลายเดือนหรือหลายปีโดยไม่มีอาการ จนกระทั่งถึงระยะที่ร่างกายพยายามกำจัดมันออก กระบวนการดูดซึมหินปูนกลับนั้นแหละที่ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงและปวดมากที่สุด

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงปวดมากขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เพราะร่างกายกำลัง "ทำความสะอาด" เส้นเอ็นตัวเองอยู่ครับ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดมากในระยะสั้น

โรคนี้พบมากในผู้หญิงอายุ 40–60 ปี โดยเฉพาะไหล่ขวาในคนถนัดขวา แต่พบในผู้ชายได้เช่นกันครับ อาการที่พบบ่อยประกอบด้วยปวดไหล่เฉียบพลันรุนแรง มักปวดมากตอนกลางคืน ยกแขนได้จำกัด โดยเฉพาะยกขึ้นระหว่าง 60–120 องศาจะเจ็บมากที่สุด และในบางรายมีอาการปวดร้าวลงแขนร่วมด้วย


ใครมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้บ้าง?

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมบางคนถึงสะสมหินปูนในเส้นเอ็น แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่สังเกตได้ดังนี้ครับ

  • อายุ 40–60 ปี และเป็นผู้หญิง พบบ่อยในช่วงวัยนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือน
  • งานหรือกิจกรรมที่ใช้ไหล่ซ้ำๆ เช่น ครู แม่บ้าน คนทำงานคอมพิวเตอร์ หรือนักกีฬาที่ใช้แขนมาก
  • ปัญหาต่อมไทรอยด์และฮอร์โมน พบว่ามีความเชื่อมโยงกับภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยและความผิดปกติของการเผาผลาญแคลเซียม
  • เคยมีอาการบาดเจ็บไหล่เล็กน้อยซ้ำๆ จนเส้นเอ็นขาดเลือดในบางจุด ทำให้แคลเซียมมาสะสม
  • พันธุกรรม บางครอบครัวพบโรคนี้ในหลายคนครับ

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ซับซ้อนถ้ามีเครื่องมือที่เหมาะสมครับ

เริ่มจาก การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะถามถึงลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ช่วงเวลา และทดสอบการเคลื่อนไหวของไหล่ในทิศทางต่างๆ ตรวจกดเจ็บเฉพาะจุดที่เส้นเอ็น

การเอกซเรย์ (X-ray) เป็นขั้นตอนแรกที่ง่ายและเห็นผลชัดครับ เพราะก้อนหินปูนจะปรากฏเป็นจุดขาวๆ บริเวณเส้นเอ็นไหล่ได้ชัดเจน บอกได้ทั้งขนาดและตำแหน่งของหินปูน

การตรวจ Ultrasound (อัลตราซาวด์) คือเครื่องมือที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับโรคนี้ครับ ให้ข้อมูลที่ X-ray ให้ไม่ได้ คือ ดูสภาพเส้นเอ็นทั้งหมดว่าบวมหรืออักเสบมากแค่ไหน ดูขนาดและลักษณะของก้อนหินปูนว่าแข็งหรืออ่อน ซึ่งมีผลต่อการวางแผนการรักษา และที่สำคัญที่สุดคือสามารถใช้นำทางการฉีดยาได้แบบ real-time

MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น สงสัยว่าเส้นเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือมีพยาธิสภาพอื่นในข้อไหล่


แนวทางการรักษา: จากง่ายไปหาซับซ้อน

ข่าวดีคือผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเลยครับ

ขั้นแรก — พักและปรับพฤติกรรม

ในระยะเฉียบพลันที่ปวดมาก ควรพักการใช้ไหล่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและท่าที่กระตุ้นอาการ ประคบเย็นในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก จากนั้นอาจเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบๆ

ขั้นที่สอง — กายภาพบำบัด

เมื่ออาการเฉียบพลันลดลง การทำกายภาพบำบัดมีความสำคัญมากครับ นักกายภาพจะช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของไหล่ เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ และอาจใช้คลื่น ultrasound therapeutic หรือ shockwave therapy ช่วยสลายก้อนหินปูนได้ในบางกรณี

ขั้นที่สาม — การใช้ยา

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ibuprofen หรือ naproxen ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาปวดได้ดี บางรายอาจได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์แบบรับประทานในระยะสั้นเพื่อควบคุมการอักเสบรุนแรง

ขั้นที่สี่ — การฉีดยาเฉพาะจุดโดย Ultrasound นำทาง (Ultrasound-guided Injection)

นี่คือการรักษาที่ได้ผลดีมากสำหรับโรคนี้ครับ โดยเฉพาะในรายที่ปวดรุนแรงและตอบสนองต่อยากินไม่เพียงพอ

แพทย์จะใช้เครื่อง ultrasound มองเห็นตำแหน่งเส้นเอ็นและก้อนหินปูนแบบ real-time แล้วสอดเข็มเข้าไปอย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถทำได้สองแบบคือ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าถุงน้ำ (bursa) รอบเส้นเอ็นเพื่อลดการอักเสบ หรือเทคนิค needling ที่ใช้เข็มแทงก้อนหินปูนโดยตรงเพื่อให้แตกออกและร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น

ข้อดีของการใช้ ultrasound นำทางคือแม่นยำ ปลอดภัย ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง และผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกดีขึ้นชัดเจนภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังการรักษาครับ

ขั้นที่ห้า — การผ่าตัด

สงวนไว้สำหรับรายที่รักษาทุกวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผลเลย ซึ่งพบน้อยมากครับ ปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้อง (arthroscopic surgery) ที่บาดเจ็บน้อยและฟื้นตัวเร็ว ใช้นำก้อนหินปูนออกโดยตรง


พยากรณ์โรค: หายไหม รักษานานแค่ไหน?

ข่าวดีมากครับ โรคนี้มีพยากรณ์โรคที่ดีมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึง 90% อาการดีขึ้นหรือหายได้ภายใน 3–6 เดือนโดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะร่างกายมีกระบวนการดูดซึมหินปูนกลับได้เองตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้น หรืออาการกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ การติดตามกับแพทย์และทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ครับ


ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

แม้โรคนี้บางรายหายได้เองในที่สุด แต่การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษามีความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามครับ

เส้นเอ็นที่อักเสบเรื้อรังอาจอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น การปวดเรื้อรังและหลีกเลี่ยงการใช้ไหล่เป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่ฝ่อ และอาจนำไปสู่ภาวะไหล่ติด (frozen shoulder หรือ adhesive capsulitis) ซึ่งรักษายากกว่าและใช้เวลานานกว่ามากครับ คุณภาพชีวิตก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกิจวัตรประจำวันง่ายๆ อย่างการแต่งตัวหรือหวีผมก็เป็นเรื่องทรมาน


วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน

  • อย่าใช้ไหล่หักโหมติดต่อกันนาน สลับพักเป็นระยะ โดยเฉพาะงานที่ต้องยกแขนสูงซ้ำๆ
  • บริหารไหล่และกล้ามเนื้อรอบข้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นได้ดี
  • ดูแลน้ำหนักตัวและโภชนาการให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการขาดวิตามินดีและแคลเซียมในระดับที่ผิดปกติ
  • ตรวจสุขภาพต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไปที่มีอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น หรืออาการที่สงสัย
  • มาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการปวดไหล่รุนแรงเฉียบพลัน อย่ารอจนปวดเรื้อรัง เพราะยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งฟื้นตัวเร็วครับ

คำถามที่คนมักถามบ่อย

Q: หินปูนในเส้นเอ็นอันตรายไหม ต้องผ่าตัดเสมอไหม? A: ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ และส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยกว่า 90% รักษาได้ด้วยยา กายภาพบำบัด และการฉีดยาเฉพาะจุด การผ่าตัดสงวนไว้สำหรับรายที่รักษาวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลจริงๆ เท่านั้น

Q: ปวดไหล่มากตอนกลางคืน แบบนี้ใช่หินปูนไหม? A: เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ครับ แต่อาการปวดไหล่กลางคืนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งเส้นเอ็นอักเสบ ไหล่ติด หรือเส้นเอ็นฉีกขาด ต้องตรวจโดยแพทย์และ ultrasound เพื่อยืนยันครับ

Q: ฉีดยาแล้วหินปูนหายไปเลยไหม? A: การฉีดยาสเตียรอยด์ช่วยลดการอักเสบรอบๆ ก้อนหินปูนได้ดีมาก แต่ถ้าต้องการให้ก้อนสลายตัว แพทย์จะใช้เทคนิค needling เจาะก้อนโดยตรง ร่วมกับ lavage (ล้างเอาเศษหินปูนออก) ซึ่งได้ผลดีมากครับ

Q: หลังฉีดยาแล้วกลับมาเล่นกีฬาได้เมื่อไหร่? A: ขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละคนครับ โดยทั่วไปหลังฉีดยาและอาการดีขึ้น ควรทำกายภาพบำบัดก่อน 4–6 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมาออกกำลังกายเบาๆ จากนั้นเพิ่มความหนักขึ้นตามลำดับ

Q: โรคนี้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม? A: ได้ครับ แต่พบไม่บ่อยนักถ้าดูแลตัวเองดี ปรับพฤติกรรมการใช้ไหล่ และบริหารกล้ามเนื้อรอบข้ออย่างสม่ำเสมอ


Key Takeaway: 5 สิ่งที่ต้องจำ

ปวดไหล่รุนแรงเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจเกิดจากหินปูนในเส้นเอ็นไหล่ ไม่ใช่แค่เมื่อยหรือไหล่ติดเสมอไป

Ultrasound คือเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัยและรักษา ช่วยให้แพทย์เห็นเส้นเอ็นและก้อนหินปูนได้ชัดเจน และนำทางการฉีดยาได้แม่นยำ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 90% รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยยา กายภาพบำบัด และการฉีดยาเฉพาะจุด

ยิ่งมาพบแพทย์เร็ว ยิ่งฟื้นตัวเร็ว และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างไหล่ติดตามมา

ผู้หญิงวัย 40–60 ปีที่มีอาการปวดไหล่รุนแรงผิดปกติ ควรนึกถึงโรคนี้และรีบตรวจครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ครับ

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"


#ปวดไหล่ #หินปูนในเส้นเอ็น #calcifictendinitis #ไหล่ติด #เส้นเอ็นไหล่ #อัลตราซาวด์ไหล่ #ฉีดยาไหล่ #ปวดไหล่กลางคืน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก

#CalcificTendinitis #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #ShoulderTendinitis


References 

  1. Louwerens JKG, Sierevelt IN, van Hove RP, van den Bekerom MPJ, van Noort A. Prevalence of calcific deposits within the rotator cuff tendons in adults with and without subacromial pain syndrome. Clin Orthop Relat Res. 2015;473(10):3270-3277. doi:10.1007/s11999-015-4339-9. PMID: 25990247 → ศึกษาความชุกของหินปูนในเส้นเอ็นไหล่ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ ใช้อ้างอิงในส่วนระบาดวิทยาของโรค
  2. Uhlin B, Revenäs Å, Opava CH, Turning K. Patient perspectives on important aspects of functioning in shoulder calcific tendinitis. Musculoskeletal Care. 2020;18(3):278-286. doi:10.1002/msc.1457. PMID: 32115854 → อธิบายผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการทำงานในผู้ป่วย calcific tendinitis ใช้อ้างอิงในส่วนอาการและพยากรณ์โรค
  3. de Witte PB, Selten JW, Navas A, et al. Calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial of ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids. Am J Sports Med. 2012;40(6):1397-1405. doi:10.1177/0363546512441177. PMID: 22476272 → RCT เปรียบเทียบการรักษาด้วย ultrasound-guided needling และ lavage กับการฉีดสเตียรอยด์ ใช้อ้างอิงในส่วนแนวทางการรักษาด้วย ultrasound-guided injection
  4. Lafrance S, Doiron-Cadrin P, Saulnier M, et al. Is ultrasound-guided lavage an effective intervention for rotator cuff calcific tendinopathy? A systematic review with a meta-analysis. BMJ Open Sport Exerc Med. 2019;5(1):e000506. doi:10.1136/bmjsem-2018-000506. PMID: 31275601 → Systematic review และ meta-analysis ประเมินประสิทธิภาพของ ultrasound-guided lavage สำหรับ calcific tendinitis ใช้อ้างอิงในส่วนประสิทธิผลการรักษา
  5. Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6. PMID: 26394884 → บทความทบทวนสถานะปัจจุบันของการวินิจฉัยและการรักษา calcific tendinitis ครอบคลุมตั้งแต่กลไกการเกิดโรคจนถึงแนวทางการรักษา

Sunday, May 17, 2026

กางไหล่ไม่ได้... แค่ไหล่ติด หรือเส้นประสาทคอกำลังถูกกดทับ?

 



กางไหล่ไม่ได้... แค่ไหล่ติด หรือเส้นประสาทคอกำลังถูกกดทับ?


เมื่อคุณเอื้อมมือขึ้นเด็ดใบไม้ หยิบจานบนชั้นวางสูง ๆ หรือแม้แต่เอื้อมมือไปข้างหลังเพื่อจะหยิบกระเป๋าเงิน แล้วจู่ ๆ ก็พบว่าแขนขวาหรือแขนซ้ายขยับยกขึ้นไม่ได้ มันตึงล็อก ปวดเสียวแปลบจนต้องเอามืออีกข้างมาประคอง อาการกางไหล่ไม่ได้นี้เป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่ทำลายความสุขในการใช้ชีวิตของทั้งคนวัยทำงานและผู้สูงอายุอย่างรุนแรง หลายคนพยายามทนเอาเอง นวดคลึง ซื้อยากิน หรือแม้กระทั่งไปให้หมอนวดแผนโบราณช่วย “ดัดไหล่” เพราะเข้าใจไปเองว่าเป็นแค่โรคไหล่ติดตามวัย แต่รู้ไหมครับว่าความเข้าใจผิดนี้อาจนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ในฐานะแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกและข้อ หมออยากบอกความจริงที่ลึกและตรงไปตรงมาข้อหนึ่งครับว่า การฝืนดัดไหล่ในวันที่คุณยังไม่รู้แน่ชัดว่าปัญหาเกิดจากอะไร อาจทำให้เส้นเอ็นที่เปื่อยยุ่ยอยู่แล้วขาดสะบั้นลงอย่างถาวร หรือหากต้นตอของโรคมาจากระบบประสาทที่คอ การรักษาที่มุ่งเน้นแต่หัวไหล่ก็จะเป็นเพียงการเกาไม่ถูกที่คัน วันนี้หมอจะมาถอดรหัสและเปิดเผยความลับทางการแพทย์ที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า อาการกางไหล่ไม่ได้นั้น แท้จริงแล้วเกิดจากเส้นเอ็นฉีก ข้อไหล่ติด หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกันแน่ครับ

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: บทเรียนราคาแพงจากความเข้าใจผิด

หมอมีคนไข้รายหนึ่งชื่อคุณนพดล อายุ 52 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศระดับผู้บริหารที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และขับรถทางไกลเป็นประจำ วันหนึ่งคุณนพดลเริ่มรู้สึกปวดตื้อ ๆ ที่หัวไหล่ข้างขวาเวลาเอื้อมหยิบเอกสารด้านหลัง ต่อมาอาการปวดเริ่มรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถกางแขนเพื่อสวมเสื้อเชิ้ตได้เอง คุณนพดลปักใจเชื่อทันทีตามข้อมูลที่อ่านในอินเทอร์เน็ตว่าเป็น “โรคไหล่ติด” จึงตัดสินใจไปรับบริการนวดจับเส้นและให้หมอนวดช่วยฝืนดัดไหล่เพื่อหวังให้พังผืดหลุดออก

ในระหว่างที่โดนดัด คุณนพดลเล่าว่ารู้สึกปวดรุนแรงเหมือนกระดูกจะหลุด ทนทรมานอยู่ 2 ครั้ง อาการแทนที่จะดีขึ้น กลับกลายเป็นว่าแขนขวาหมดแรงยกอย่างสิ้นเชิง แม้แต่จะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มก็ทำไม่ได้ เมื่อมาตรวจอย่างละเอียดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หมอพบภาพที่น่าตกใจคือ เส้นเอ็นหมุนข้อไหล่ของคุณนพดลเดิมทีมีแผลฉีกขาดเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่การฝืนดัดและกระชากอย่างรุนแรงทำให้เส้นเอ็นนั้นขาดออกจากกระดูกอย่างสิ้นเชิง เคสนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า หากเราเริ่มต้นด้วยการวินิจฉัยที่ผิดพลาด การรักษาด้วยความหวังดีอาจกลายเป็นการทำลายอวัยวะของคนไข้โดยไม่รู้ตัว

ไขรหัสเครนยกของ: เปรียบเทียบ 3 กลไกในร่างกายให้เห็นภาพง่าย ๆ

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกลไกการกางไหล่ไม่ได้ หมออยากให้ลองจินตนาการว่า แขนและข้อไหล่ของเราทำงานร่วมกันเหมือนกับ “เครนยกของ” ตัวใหญ่ที่มีกลไกสำคัญ 3 ส่วนประกอบกัน

หากสายเคเบิลหรือเชือกที่ใช้ขึงและดึงแขนเครนเกิดการเปื่อยและฉีกขาดออกจากกัน เมื่อเชือกขาด แม้เครื่องยนต์จะพยายามเร่งเครื่องแรงแค่ไหน แขนเครนก็ไม่สามารถยกตัวขึ้นได้เพราะไม่มีแรงดึง สิ่งนี้เปรียบเสมือน ภาวะเส้นเอ็นที่ไหล่มีการฉีกขาด ที่ตัวโครงสร้างเส้นเอ็นเสียหายโดยตรง

หากบานพับหรือลูกปืนข้อต่อของเครนมีสนิมเขรอะ มีดินโคลนเข้าไปอุดจนแห้งกรังและแข็งตัว ต่อให้สายเคเบิลจะแข็งแรงดี เครื่องยนต์จะแรงแค่ไหน บานพับที่ติดแน่นก็ไม่ยอมขยับ หรือขยับได้เพียงเล็กน้อยพร้อมเสียงเสียดสี สิ่งนี้เปรียบเสมือน ภาวะข้อไหล่ติดอักเสบ ที่เกิดจากเนื้อเยื่อรอบข้อต่อหดตึง

หากสายไฟหลักที่ส่งกระแสไฟฟ้าจากห้องควบคุมใหญ่ไปที่มอเตอร์สั่งการถูกคีมเหล็กหนีบไว้จนกระแสไฟผ่านไปไม่ได้ เมื่อไม่มีกระแสไฟ มอเตอร์ก็ไม่ทำงาน ส่งผลให้แขนเครนอ่อนแรงและยกไม่ขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวไหล่และเชือกยังปกติดีทุกประการ สิ่งนี้เปรียบเสมือน ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไหล่ แต่อยู่ที่ระบบไฟฟ้าสั่งการจากลำคอ

เจาะลึก 3 โรคตัวการ: รู้จักศัตรูที่ทำให้กางแขนไม่ได้

เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว เรามาทำความเข้าใจพยาธิสภาพและอาการเด่นของทั้ง 3 โรคนี้ในเชิงลึกกันครับ

โรคแรกคือ โรคเส้นเอ็นหมุนข้อไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) กลุ่มเส้นเอ็นนี้ทำหน้าที่เหมือนสายเคเบิลประคองและขยับข้อไหล่ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามอายุการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือเกิดจากอุบัติเหตุเฉียบพลัน เช่น การลื่นล้มมือค้ำพื้น การยกของหนักเกินตัว อาการเด่นของโรคนี้คือ คนไข้จะปวดเสียวแปลบในหัวไหล่ลึก ๆ เวลาพยายามกางแขนขึ้นในช่วงมุม 60 ถึง 120 องศา และมักมีอาการปวดทรมานมากตอนนอนตะแคงทับไหล่ข้างที่เป็นจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก

โรคที่สองคือ ภาวะข้อไหล่ติดอักเสบ (Adhesive Capsulitis) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อโรคไหล่แช่แข็ง โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อแคปซูลที่หุ้มอยู่รอบข้อไหล่ เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะสร้างพังผืดที่หนาและตึงตัวขึ้นมาโอบรัดข้อไหล่ไว้จนแน่นหนา ทำให้ข้อไหล่สูญเสียความยืดหยุ่น อาการจะเริ่มต้นด้วยความปวดเร้าใจก่อนจะกลายเป็นความตึงล็อก คนไข้จะไม่สามารถกางแขนออกไปได้เลย ไม่ว่าจะกางแขนเอง หรือพยายามใช้มืออีกข้างช่วยดัน มันจะติดตึงแน่นเหมือนมีแม่กุญแจมาล็อกข้อต่อไว้ทกทิศทาง

โรคที่สามคือ ภาวะรากประสาทคอถูกกดทับจากกระดูกคอเสื่อม (Cervical Radiculopathy) โรคนี้มีจุดเริ่มต้นที่คอ เกิดจากหมอนรองกระดูกคอทรุดตัวหรือมีกระดูกงอกไปเบียดหนีบรากประสาทส่วนคอ โดยเฉพาะเส้นประสาทข้อที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นสายไฟหลักที่วิ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อกางไหล่ อาการเด่นคือ อาการปวดเสียวแปลบเหมือนไฟช็อต หรือร้าวเป็นเส้นจากต้นคอลงมาที่บ่า สะบัก และร้าวทะลุลงมาที่หัวไหล่ด้านนอก บางรายอาจมีอาการชาที่ผิวหนังรอบหัวไหล่ร่วมกับอาการกล้ามเนื้อต้นแขนอ่อนแรง ทำให้ยกแขนหรือกางไหล่ไม่ขึ้น โดยที่ตัวข้อไหล่เองไม่ได้มีความตึงล็อกใด ๆ เลย

5 ปัจจัยเสี่ยงเร่งด่วนที่บ่อนทำลายข้อไหล่และลำคอ

หมอได้สรุปปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 5 ข้อที่คนไข้ส่วนใหญ่มักมองข้าม ซึ่งเป็นตัวการเร่งให้เกิดภาวะเหล่านี้

  • พฤติกรรมการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน: การนั่งหลังค่อม คอยื่น จะเพิ่มแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกคอมากกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลให้กระดูกคอเสื่อมก่อนวัยและไปกดทับเส้นประสาท

  • การใช้งานข้อไหล่ในท่าเหนือศีรษะซ้ำ ๆ: เช่น ช่างทาสี ช่างไฟ หรือผู้ที่ชอบยกของหนักขึ้นชั้นวางสูง ๆ ท่าเหล่านี้จะทำให้เส้นเอ็นไหล่ถูกเบียดเสียดสีกับกระดูกไหล่จนเปื่อยยับและฉีกขาดได้ง่าย

  • โรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานและโรคไทรอยด์: มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะข้อไหล่ติดสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงจะไปจับกับคอลลาเจนในข้อไหล่ทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัว

  • การขาดการเคลื่อนไหวหรือการบาดเจ็บนำมาก่อน: การใส่เฝือกหรือผ้าคล้องแขนหลังอุบัติเหตุเป็นเวลานานโดยไม่มีการขยับบริหาร จะกระตุ้นให้แคปซูลหุ้มข้อไหล่หดตัวและเกิดพังผืดล็อกอย่างรวดเร็ว

  • อายุที่มากขึ้นและการขาดการออกกำลังกาย: เมื่ออายุเกิน 40 ปี เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็นและหมอนรองกระดูกจะลดลงตามธรรมชาติ หากขาดการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ โครงสร้างเหล่านี้จะบาดเจ็บได้ง่ายแม้ใช้งานปกติ

วิธีเช็คเบื้องต้นทางการแพทย์: กางขยับอย่างไรให้รู้ชัด?

เวลาที่คนไข้มาพบหมอด้วยอาการกางไหล่ไม่ได้ หมอมีเทคนิคการตรวจร่างกายเฉพาะทางที่เรียกว่าการประเมินการเคลื่อนไหวข้อไหล่สองรูปแบบ ซึ่งคุณเองก็สามารถให้ญาติช่วยสังเกตเบื้องต้นที่บ้านได้ครับ

รูปแบบแรกคือ การขยับกางแขนด้วยตัวเอง หากคนไข้พยายามยกแขนขึ้นเองแล้วยกไม่ขึ้น ปวดเสียวแปลบ หรือแขนตกไม่มีแรง ปัญหานี้อาจเป็นได้ทั้งสามโรค เพราะกลไกการยกขยับเสียหาย

รูปแบบที่สองซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญคือ การให้ผู้อื่นช่วยจับกางแขน โดยให้คนไข้ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ต้องออกแรง แล้วให้ญาติหรือหมอช่วยประคองยกแขนขึ้นช้า ๆ

  • หากให้คนอื่นช่วยจับยกแล้ว แขนสามารถลอยขึ้นไปได้จนสุดหรือเกือบสุด โดยที่คนไข้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรติดล็อกข้างใน (แต่อาจจะมีอาการปวดหรืออ่อนแรงเมื่อปล่อยมือ) อาการแบบนี้แปลว่า “ข้อไหล่ไม่ได้ติด” ปัญหาจึงมักเกิดจาก เส้นเอ็นฉีกขาด หรือ เส้นประสาทคอถูกกดทับ เพราะเมื่อเราตัดกลไกการออกแรงของกล้ามเนื้อออก ข้อต่อที่ยังดีอยู่ย่อมขยับได้อิสระ

  • ในทางตรงกันข้าม หากให้คนอื่นช่วยจับยกแล้ว ยกร่างอย่างไรแขนก็ไม่ขึ้น ติดล็อกแน่นตึงต้านมือผู้ยกอย่างชัดเจน ขยับไปทิศทางไหนก็ติดปวดไปหมด อาการชี้ชัดทันทีครับว่าเป็น ภาวะข้อไหล่ติดอักเสบ แน่นอน เพราะตัวบานพับข้อยึดติดตายไปแล้ว

นอกจากการตรวจร่างกายแล้ว หมอจะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำสูงสุด การถ่ายภาพรังสีหรือเอกซเรย์จะช่วยดูโครงสร้างกระดูกและกระดูกงอก ส่วนการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เห็นรอยฉีกขาดของเส้นเอ็นและการกดทับของรากประสาทคได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ในรายที่มีอาการชาอ่อนแรง หมออาจใช้การตรวจกระแสไฟฟ้าของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเพิ่มเติมเพื่อเช็คการทำงานของระบบประสาทครับ

แนวทางการรักษาอย่างเป็นระบบ: ฟื้นฟูได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ

หมออยากให้คนไข้ทุกคนเบาใจได้ข้อหนึ่งครับว่า ผู้ป่วยมากกว่า 80-90% ที่มีอาการกางไหล่ไม่ได้ สามารถรักษาให้กลับมาใช้งานได้ดีเป็นปกติโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ครับ หากเราได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก โดยแนวทางการรักษาจะเรียงลำดับจากเบาไปหาหนักดังนี้

ขั้นตอนแรกคือ การปรับพฤติกรรมและการกำจัดความเสี่ยง ปรับท่าทางการทำงาน หลีกเลี่ยงการก้มหน้าเล่นมือถือหรือนั่งคอยื่น งดการยกของหนักเหนือศีรษะชั่วคราว เพื่อลดแรงกดทับที่กระดูกคอและลดการเสียดสีที่ข้อไหล่

ขั้นตอนต่อมาคือ การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี ซึ่งจะแตกต่างกันตามโรคอย่างสิ้นเชิง หากเป็นข้อไหล่ติด จะเน้นการยืดเหยียดเพื่อสลายพังผืดรอบข้อต่อ แต่หากเป็นเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด การฝืนดัดคือสิ่งต้องห้าม ทว่าเราจะเน้นการบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะบักชิ้นอื่น ๆ ให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดึงยกแขนทดแทนเอ็นส่วนที่ขาดไป ส่วนกรณีคอเสื่อมทับเส้นประสาท จะเน้นการทำกายภาพดึงคอเพื่อเพิ่มช่องว่างระหว่างข้อกระดูกลดการเบียดทับ

ขั้นตอนที่สามคือ การใช้ยารักษาโรค การทานยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาสมานประสาท หรือยาคลายกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม จะช่วยควบคุมความปวดและการอักเสบในระยะเฉียบพลัน เพื่อให้คนไข้สามารถขยับแขนทำกายภาพบำบัดได้อย่างราบรื่น

ขั้นตอนที่สี่ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้ผลดีมากในปัจจุบันคือ การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางในอดีตการฉีดยารอบข้อไหล่หรือรากประสาทจะเป็นการฉีดแบบคลำตำแหน่ง ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อน แต่ในปัจจุบัน หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ความละเอียดสูงสแกนส่องมองเห็นเส้นเอ็น ข้อต่อ และเส้นประสาทของคนไข้สด ๆ บนหน้าจอ ทำให้หมอสามารถเดินเข็มนำยาต้านการอักเสบเข้าไปปล่อยตรงจุดที่มีรอยโรคได้อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร วิธีนี้ปลอดภัยสูงมาก ลดความเจ็บปวด และช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การผ่าตัด หมอจะพิจารณาในกรณีที่คนไข้ได้รับการรักษาด้วยวิธีข้างต้นอย่างเต็มที่แล้วนาน 3-6 เดือนแต่อาการไม่ดีขึ้น หรือตรวจพบเส้นเอ็นฉีกขาดขนาดใหญ่มากจนแขนตกขยับไม่ได้เลย ซึ่งปัจจุบันเราจะใช้การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก เจ็บน้อย และคนไข้ฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไวมากครับ

พยากรณ์โรค: โอกาสหายขาดและการกลับมาเป็นซ้ำ

อาการกางไหล่ไม่ได้นี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ ระยะเวลาในการรักษาจะแตกต่างกันไป ภาวะข้อไหล่ติดอาจต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัดต่อนิ้วอย่างมีวินัยนาน 6 เดือนถึง 1 ปี แต่เมื่อหายดีแล้วมักจะไม่ค่อยกลับมาเป็นซ้ำที่ข้างเดิม ส่วนโรคเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดและกระดูกคอเสื่อม แม้จะรักษาจนหายปวดและกลับมากางแขนทำงานได้ปกติแล้ว แต่โครงสร้างความเสื่อมตามอายุยังคงอยู่ หากคนไข้กลับไปใช้งานหักโหม นั่งก้มคอทำงานท่าเดิม ๆ โดยไม่ปรับพฤติกรรม อาการก็มีโอกาสกลับมาเยือนซ้ำได้อีกครับ

ภาวะแทรกซ้อนอันตรายหากปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้

การนิ่งนอนใจหรือคิดว่าปล่อยไว้เดี๋ยวก็คงหายเอง อาจนำมาซึ่งความสูญเสียถาวร 3 ประการ

ประการแรกคือ ภาวะกล้ามเนื้อลีบฝ่อถาวร เมื่อกางแขนไม่ได้และคนไข้เลี่ยงไม่ใช้งาน แขนข้างนั้นจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบเล็กลงอย่างรวดเร็ว ประการต่อมาคือ ข้อไหล่ยึดติดตายในท่าแขนหุบ พังผืดจะหนาตัวจนทำให้ข้อไหล่สูญเสียมุมการเคลื่อนไหวอย่างถาวร และประการที่น่ากลัวที่สุดคือ เส้นประสาทเสียหายรุนแรงจนแขนอ่อนแรง ในเคสกระดูกคอเสื่อมหากปล่อยให้กดทับเส้นประสาทนานเกินไป รากประสาทอาจฝ่อตัว ทำให้สูญเสียการรับรู้และสูญเสียกำลังของแขนอย่างถาวร

5 วิธีป้องกันเพื่อปกป้องข้อไหล่และลำคอให้แข็งแรง

หมอแนะนำให้ทุกคนนำแนวทาง 5 ข้อนี้ไปปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้โรคเหล่านี้มาทำร้ายร่างกายครับ

  • เปลี่ยนท่าทางทุก 45 นาที: หากต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ บิดสะบัก แบะไหล่ เพื่อพักและลดแรงกดทับที่กระดูกคอ

  • บริหารสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่: ออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการใช้ยางยืดบริหารกล้ามเนื้อหมุนข้อไหล่และสะบักสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อ

  • ควบคุมระดับน้ำตาลและดูแลสุขภาพองค์รวม: ตรวจสุขภาพประจำปีและคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดพังผืดอักเสบรัดข้อไหล่

  • ปรับท่านอนและหมอนหนุนคอให้เหมาะสม: เลือกหมอนที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างพอดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป เพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

  • หลีกเลี่ยงการกระชากหรือฝืนดัดไหล่แรง ๆ: เมื่อมีอาการตึงปวด ห้ามให้ใครช่วยดึงหรือกระชากแขนอย่างรุนแรงเด็ดขาดเพื่อป้องกันเอ็นฉีกขาดเฉียบพลัน

ไขข้อข้องใจ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการกางไหล่ไม่ได้

Q: อาการกางไหล่ไม่ได้และมีอาการปวดร้าวลงมาที่แขนร่วมด้วย อันตรายไหม?

หมอเก่งตอบ: อันตรายและควรมาพบแพทย์โดยเร็วครับ อาการปวดคอร้าวลงแขนร่วมกับกางไหล่ไม่ได้มักเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเกิดจากหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จนเส้นประสาทเสียหายหนัก อาจทำให้แขนอ่อนแรงถาวรได้ครับ

Q: ถ้ากางแขนไม่ได้ จำเป็นต้องตรวจ MRI ทุกเคสเลยหรือไม่?

หมอเก่งตอบ: ไม่จำเป็นต้องทำทุกเคสครับ ในขั้นตอนแรกหมอจะทำการตรวจร่างกายและแยกโรคเบื้องต้นก่อน หากสงสัยภาวะข้อไหล่ติดธรรมดา สามารถเริ่มต้นรักษาด้วยยาและทำกายภาพบำบัดได้เลย แต่หากรักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือตรวจร่างกายพบสัญญาณของเอ็นขาดขนาดใหญ่หรือเส้นประสาทถูกกดทับ การตรวจ MRI จะจำเป็นมากเพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดครับ

Q: ปวดไหล่กางแขนไม่ได้นานแค่ไหน ถึงควรมาพบแพทย์เฉพาะทาง?

หมอเก่งตอบ: หากมีอาการปวดตึงต่อเนื่องเกิน 2-3 สัปดาห์ พักการใช้งานหรือทานยาแก้ปวดเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลา หรือเริ่มรู้สึกว่าแขนไม่มีแรงกางยก หมอแนะนำให้มาพบแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกและข้อทันทีครับ ไม่ควรรอจนไหล่ติดล็อกแน่นหรือกล้ามเนื้อลีบ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการรักษายาวนานและยากขึ้นมากครับ

บทสรุปและสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำ

  • อาการกางไหล่ไม่ได้ เกิดได้จาก 3 โรคหลักที่มีกลไกต่างกันคือ เส้นเอ็นฉีกขาด ข้อไหล่ติดอักเสบ และหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท

  • การแยกโรคเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการดูการเคลื่อนไหว หากคนอื่นช่วยจับยกแขนแล้วลอยขึ้นได้แปลว่าข้อไหล่ไม่ได้ติด ปัญหาอาจอยู่ที่เอ็นหรือคอเสื่อม

  • พฤติกรรมการนั่งทำงานออฟฟิศ ท่าทางคอยื่น และการยกของเหนือศีรษะซ้ำ ๆ คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดรอยโรค

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มากกว่า 80-90% สามารถรักษาให้หายดีและกลับมาใช้งานแขนได้ปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดใหญ่

  • การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นและการรักษาเฉพาะจุด เช่น การทำกายภาพบำบัดที่ตรงโรค หรือการฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง คือกุญแจสำคัญสู่การหายขาด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดไหล่ #กางไหล่ไม่ได้ #ไหล่ติด #เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด #กระดูกคอเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดคอร้าวลงแขน #อัลตราซาวด์ข้อไหล่ #กายภาพบำบัดข้อไหล่ #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดคอ #ปวดหลัง #ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ThaninnitClinic #ShoulderPain #RotatorCuffTear #FrozenShoulder #CervicalRadiculopathy #Orthopedics


References

  1. Edwards P, Ebert J, Joss B, Bhabra G, Ackland D, Wang A. Exercise rehabilitation in the non-operative management of rotator cuff tears: a review of the literature. Int J Sports Phys Ther. 2016 Apr;11(2):279-301. PMID: 27104061.

    บทความปริทัศน์ทางการแพทย์ที่รวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัดและการบริหารกล้ามเนื้อทดแทนในผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเอ็นหมุนข้อไหล่ฉีกขาดโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

  2. Ramirez J. Adhesive Capsulitis: Diagnosis and Management. Am Fam Physician. 2019 Mar 1;99(5):297-300. PMID: 30811157.

    แนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาภาวะข้อไหล่ติดอักเสบในเวชปฏิบัติทั่วไป นำเสนอความสำคัญของประวัติการดำเนินโรค ระยะต่าง ๆ ของโรค และการรักษาที่ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด

  3. Eubanks JD. Cervical radiculopathy: nonoperative management of neck pain and radicular symptoms. Am Fam Physician. 2010 Jan 1;81(1):33-40. PMID: 20052961.

    การศึกษาแนวทางการวินิจฉัยแยกโรคและรักษาภาวะรากประสาทคอถูกกดทับจากกระดูกคอเสื่อม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าว อ่อนแรงกางแขนไม่ได้ โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคอง

  4. Aly AR, Rajasekaran S, Ashworth N. Ultrasound-guided shoulder injections are more accurate and more effective than blind injections: a systematic review of randomized controlled trials. Br J Sports Med. 2015 Aug;49(16):1041-9. PMID: 25686657. DOI: 10.1136/bjsports-2014-093763.

    งานวิจัยวิเคราะห์อภิมานที่ยืนยันว่าการฉีดยารักษาบริเวณข้อไหล่โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางมีความแม่นยำสูงและให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการฉีดยาแบบคลำตำแหน่งธรรมดา

  5. Mitchell C, Adebajo A, Hay E, Carr A. Shoulder pain: diagnosis and management in primary care. BMJ. 2005 Nov 12;331(7525):1124-8. PMID: 16282408. DOI: 10.1136/bmj.331.7525.1124.

    วารสารทางการแพทย์ฉบับมาตรฐานที่ให้หลักการวินิจฉัยแยกโรคสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดไหล่และขยับแขนไม่ได้ โดยใช้ประวัติและการตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ

Thursday, May 14, 2026

เมื่อแขนที่เคยใช้งานได้ปกติ กลับถูก ‘ล็อค’ ไว้ด้วยกุญแจที่มองไม่เห็น

 



เมื่อแขนที่เคยใช้งานได้ปกติ กลับถูก ‘ล็อค’ ไว้ด้วยกุญแจที่มองไม่เห็น

คุณเคยรู้สึกไหมครับว่า อยู่ดีๆ กิจวัตรประจำวันที่เราเคยทำเป็นปกติ อย่างการเอื้อมมือไปสระผม การใส่เสื้อเชิ้ต หรือแม้แต่การควักกระเป๋าสตางค์ที่กางเกงด้านหลัง กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากและทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งความเจ็บปวดก็วิ่งแปลบขึ้นมาจนน้ำตาเล็ด เพียงแค่เราพยายามจะขยับแขนให้สูงขึ้นอีกนิด อาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาเราอย่างเงียบๆ จนหลายคนคิดว่าเป็นแค่การ ‘นอนทับแขน’ หรือ ‘ไหล่เดาะ’ จากการทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ‘บ้านของไหล่’ กำลังถูกปิดตาย และหากคุณยิ่งอยู่นิ่งเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวด กุญแจดอกนี้ก็จะยิ่งล็อคแน่นขึ้นจนแขนของคุณอาจขยับไม่ได้เลยในที่สุดครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ ‘เสื้อตัวเก่ง’ กลายเป็นบททดสอบความอดทน

คุณรัตนา (นามสมมติ) อายุ 52 ปี เป็นคุณครูที่ต้องใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงมาตลอด เธอเล่าให้หมอฟังว่า เริ่มรู้สึกปวดตื้อๆ ที่หัวไหล่ข้างซ้ายมาประมาณสองเดือนแล้ว ในตอนแรกเธอคิดว่าแค่สะพายกระเป๋าหนักเกินไป จึงไปหาซื้อพลาสเตอร์มาแปะและไปนวดแผนโบราณ แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หนำซ้ำความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืนจนแทบไม่ได้นอน

สิ่งที่ทำให้คุณรัตนาตัดสินใจมาหาหมอคือ เช้าวันหนึ่งเธอไม่สามารถเอื้อมมือไปรูดซิปชุดกระโปรงตัวเก่งได้เอง และเมื่อพยายามจะยกแขนขึ้นหวีผม แขนซ้ายกลับค้างอยู่แค่ระดับไหล่และสั่นเทาด้วยความเจ็บ “หมอคะ รัตนากลัวมากค่ะ กลัวว่าจะเป็นอัมพฤกษ์ หรือแขนจะลีบไปเลย เพราะมันขยับไม่ได้จริงๆ เหมือนมีอะไรมาผูกตายไว้ข้างในไหล่” แววตาของคุณรัตนาเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่เข้าใจว่า ทำไมร่างกายที่เคยแข็งแรงถึงทรยศเธอได้ขนาดนี้


เมื่อปลอกหุ้มข้อไหล่ ‘หดตัว’ เหมือนเสื้อผ้าที่ซักแล้วหดจนคับ

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกลไกของสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณรัตนา หมออยากให้ลองนึกภาพตามนะครับ ข้อไหล่ของเราเปรียบเสมือน ‘ลูกบอล’ ที่วางอยู่ใน ‘ถ้วย’ และเพื่อให้ลูกบอลนี้หมุนไปมาได้ลื่นไหล มันจะมี ‘ปลอกหุ้มข้อ’ (Joint Capsule) ที่เปรียบเหมือนเสื้อยืดเนื้อดี คอยห่อหุ้มและยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของเราครับ

แต่ในโรคที่เรียกว่า ภาวะไหล่ติด (Frozen Shoulder) เสื้อยืดตัวนี้เกิดอาการอักเสบขึ้นมาครับ และเมื่ออักเสบแล้ว ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมโดยการสร้างพังผืดขึ้นมาทดแทน ผลที่ตามมาคือเสื้อยืดผืนนี้จะเริ่มหนาตัวขึ้น เหนียวขึ้น และที่สำคัญคือ ‘มันหดตัวลง’ จนคับแน่นไปหมด ลองนึกภาพคุณพยายามจะชูมือขึ้นฟ้าในขณะที่ใส่เสื้อยืดที่ไซส์เล็กกว่าตัวคุณสามระดับดูครับ มันจะตึง รั้ง และเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มันมีจังหวะเวลาของมันครับ ช่วงแรกจะเน้นไปที่ ‘ความปวด’ เพราะมีการอักเสบที่รุนแรง ต่อมาความปวดจะลดลงแต่ ‘ความแข็ง’ จะเข้ามาแทนที่ เพราะพังผืดเกาะแน่นแล้ว และสุดท้ายถึงจะเป็นช่วงที่ร่างกายค่อยๆ คลายล็อคนี้ออกเองตามธรรมชาติครับ


ทำความรู้จักกับภาวะไหล่ติด (Frozen Shoulder)

ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะนี้ว่า โรคข้อไหล่ติด (Adhesive Capsulitis) ครับ มันคือภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุข้อและพังผืดหุ้มข้อไหล่หนาตัวขึ้น จนพื้นที่ว่างภายในข้อไหล่ลดน้อยลง

  • โรคคืออะไร: คือความผิดปกติที่ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลงในทุกทิศทาง โดยเฉพาะการหมุนแขนออกด้านนอกและการยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ

  • สาเหตุ: ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการที่ไม่ได้ใช้งานไหล่นานๆ เช่น หลังอุบัติเหตุ หรือในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไทรอยด์

  • การเกิดโรค: เริ่มจากการอักเสบที่เยื่อบุข้อไหล่ ตามมาด้วยการสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติจนกลายเป็นพังผืดที่หนาและเหนียวรั้งข้อไหล่ไว้

  • อาการ: แบ่งเป็นสามระยะชัดเจนครับ ระยะแรกคือ ระยะปวด (Freezing stage) จะปวดมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน ระยะที่สองคือ ระยะติดแข็ง (Frozen stage) ความปวดลดลงแต่ขยับแขนไม่ได้เลย และระยะสุดท้ายคือ ระยะคลายตัว (Thawing stage) ที่ไหล่จะค่อยๆ กลับมาขยับได้ดีขึ้นครับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไหล่คุณถูกล็อค

  • โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติหลายเท่า และมักจะมีอาการรุนแรงกว่า เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงไปทำปฏิกิริยากับคอลลาเจนในข้อไหล่

  • อายุและเพศ: มักพบในคนที่มีอายุ 40-60 ปี และพบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชายครับ

  • การหยุดใช้งานไหล่นานๆ: เช่น คนที่ต้องใส่ผ้าคล้องแขนหลังอุบัติเหตุ หรือหลังผ่าตัดบริเวณหน้าอกและไหล่

  • โรคไทรอยด์: ทั้งภาวะไทรอยด์ทำงานเกินหรือทำงานต่ำกว่าปกติล้วนสัมพันธ์กับโรคนี้ครับ

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด: หรือคนที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้างเพื่อให้รู้ชัด?

เมื่อคุณมาหาหมอ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจร่างกายอย่างละเอียด ครับ หมอจะทำการขยับแขนของคุณในทิศทางต่างๆ ทั้งในแบบที่คุณออกแรงเองและแบบที่หมอเป็นคนช่วยยก เพื่อแยกแยะว่าอาการติดนี้เกิดจาก ‘พังผืดรั้ง’ (ไหล่ติดจริง) หรือเกิดจาก ‘เอ็นฉีกจนไม่มีแรงยก’ (ไหล่ติดเทียม)

การส่งตรวจเพิ่มเติมอาจมีดังนี้ครับ:

  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีความเสื่อมของข้อต่อหรือมีหินปูนเกาะผิดปกติหรือไม่ เพื่อคัดออกโรคอื่นๆ ที่อาการคล้ายกัน

  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรืออัลตราซาวด์: หมอจะใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นหมุนข้อไหล่ฉีกขาดร่วมด้วยหรือไม่ เพราะวิธีรักษาจะต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

  • การตรวจเลือด: เพื่อเช็คระดับน้ำตาลในเลือด หรือค่าไทรอยด์ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ครับ


แนวทางการรักษา: การบริหารคือยาขนานเอก

หมอขอย้ำให้มั่นใจครับว่า ผู้ป่วยไหล่ติดเกือบทั้งหมดหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แต่ต้องอาศัย ‘ความอดทน’ และ ‘วินัย’ อย่างสูง โดยเราจะเน้นตามระยะของโรคดังนี้ครับ

1. การปรับพฤติกรรม: ในระยะแรกที่ปวดมาก หมอจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงท่าทางที่ต้องสะบัดแขนแรงๆ หรือการยกของหนัก แต่ห้ามหยุดใช้งานแขนเด็ดขาดนะครับ เพราะจะยิ่งทำให้ไหล่ติดมากขึ้น

2. กายภาพบำบัดและการบริหารไหล่: นี่คือหัวใจหลักครับ ท่าบริหารจะเปลี่ยนไปตามระยะของโรค

  • ระยะปวด: เน้นการแกว่งแขนเบาๆ แบบเพนดูลัม (Pendulum exercise) เพื่อให้ข้อได้ขยับโดยไม่เจ็บ

  • ระยะติดแข็ง: เน้นการยืดเหยียดพังผืด เช่น ท่าไต่กำแพง ท่าใช้ผ้าขนหนูดึงแขนพาดบ่า เพื่อทลายล็อคพังผืดทีละนิด

3. การใช้ยา: หมอจะใช้ยากลุ่มลดการอักเสบและลดปวด เพื่อช่วยให้คุณสามารถทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้นครับ

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ปัจจุบันเรามีการฉีดยาลดอักเสบ หรือการฉีดน้ำเกลือเข้าไปขยายถุงหุ้มข้อ (Hydrodilatation) โดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง วิธีนี้แม่นยำมากและช่วย ‘งัด’ ให้ปลอกหุ้มข้อที่หดตัวขยายออกได้ทันที ช่วยลดปวดและเพิ่มมุมการขยับได้อย่างรวดเร็วครับ

5. การผ่าตัดส่องกล้อง: จะใช้เฉพาะรายที่รักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่นานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้นเลย หมอจะใช้กล้องขนาดเล็กเข้าไปเพื่อตัดเลาะพังผืดที่รัดรอบข้อไหล่ออกครับ


พยากรณ์โรค: โรคนี้จะอยู่กับเรานานไหม?

ภาวะไหล่ติดเป็นโรคที่ต้องการ ‘เวลา’ ครับ โดยปกติถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจลากยาวได้ถึง 1-3 ปี แต่หากได้รับการรักษาและบริหารอย่างสม่ำเสมอ ระยะเวลาจะสั้นลงอย่างมากครับ โรคนี้มักหายขาดและไม่ค่อยกลับมาเป็นซ้ำที่ไหล่ข้างเดิม แต่มีโอกาสเกิดขึ้นกับไหล่อีกข้างได้ประมาณร้อยละ 10-15 ครับ


ภาวะแทรกซ้อนหากทิ้งไว้ไม่ดูแล

  • กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบตัว: จากการที่ไม่ได้ใช้งานแขนเป็นเวลานาน

  • อาการปวดเรื้อรัง: ที่อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจและการนอนหลับ

  • สูญเสียองศาการเคลื่อนไหวถาวร: หากพังผืดแข็งตัวจนไม่สามารถยืดออกได้อีก


5 วิธีป้องกัน เพื่อไหล่ที่พริ้วไหวไปตลอดชีวิต

  • ควบคุมโรคประจำตัว: โดยเฉพาะเบาหวานและไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ

  • ออกกำลังกายยืดเหยียดสม่ำเสมอ: หากคุณเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ควรทำท่าบริหารไหล่เป็นประจำทุกเช้า

  • อย่าปล่อยให้ไหล่นิ่งนานเกินไป: หากมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ให้พยายามขยับแขนเท่าที่ทำได้เพื่อป้องกันพังผืดเกาะ

  • ปรับท่านั่งทำงาน: ไม่ให้นั่งห่อไหล่หรือเกร็งบ่าต่อเนื่องนานๆ ซึ่งจะนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง

  • สังเกตอาการปวด: หากเริ่มปวดไหล่ตอนกลางคืนและขยับแขนได้น้อยลง ควรรีบมาปรึกษาหมอทันทีครับ


Q&A Section

Q: ไหล่ติดไปนวดแผนโบราณให้เขาช่วยดัดแรงๆ ได้ไหม? A: ต้องระวังอย่างมากครับ การนวดเพื่อผ่อนคลายทำได้ แต่การ ‘ดัดไหล่’ อย่างรุนแรงโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้ปลอกหุ้มข้อฉีกขาดรุนแรงหรือกระดูกหักได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุครับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนหรือไม่? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่หมอวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกาย MRI จะใช้ในกรณีที่รักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือหมอสงสัยว่ามีเอ็นขาดร่วมด้วยครับ

Q: ปวดไหล่นานแค่ไหนถึงควรมาพบหมอ? A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มรู้สึกว่าเอื้อมมือไปทำกิจวัตรประจำวันลำบาก ควรรีบมาตรวจครับ การรักษาในระยะแรกให้ผลดีและหายเร็วกว่ามากครับ


สรุปประเด็นสำคัญเพื่อไหล่ที่แข็งแรง

  1. ไหล่ติดเกิดจากการอักเสบและหดตัวของปลอกหุ้มข้อไหล่ ไม่ใช่แค่เรื่องเมื่อยกล้ามเนื้อ

  2. วินัยในการทำกายภาพและบริหารไหล่ตามระยะของโรค คือ ‘ยาวิเศษ’ ที่สุดในการรักษา

  3. ผู้ป่วยเบาหวานและไทรอยด์คือกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  4. การรักษาด้วยการฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยลดความทรมานและเร่งการฟื้นตัวได้ดี

  5. การรักษาที่รวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการสูญเสียสมรรถภาพในระยะยาวครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ไหล่ติด #ปวดไหล่ #FrozenShoulder #กายภาพบำบัด #ท่าบริหารไหล่ #เบาหวาน #สุขภาพผู้สูงอายุ #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกและข้อ #ปวดกลางคืน #ยกแขนไม่ขึ้น #ออฟฟิศซินโดรม #ออกกำลังกาย #อัลตราซาวด์


Reference List

  1. Robinson CM, Seah KTM, Chee YH, Hindle P, Murray IR. Frozen shoulder. J Bone Joint Surg Br. 2012 Jan;94(1):1–9. doi:10.1302/0301-620X.94B1.27093. PMID: 22219239.
    บทความนี้สรุปภาพรวมของไหล่ติด (frozen shoulder) ว่าเป็นภาวะเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบและหดรัด ทำให้ปวดและเคลื่อนไหวน้อยลงเป็นระยะยาว พร้อมอธิบายกลไก การแบ่งระยะของโรค (ปวดมาก–แข็ง–คลาย) และทางเลือกการรักษาทั้งกายภาพ การฉีดยา และการผ่าตัดดัดหรือเลาะพังผืด.

  2. Binder A, Hazleman BL, Parr G, Roberts S. A controlled study of oral prednisolone in frozen shoulder. Br J Rheumatol. 1986 Aug;25(3):288–292. doi:10.1093/rheumatology/25.3.288. PMID: 3730737.
    งานวิจัยนี้เปรียบเทียบการให้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานกับยาหลอกในคนไข้ไหล่ติด พบว่าสเตียรอยด์ช่วยลดปวดและเพิ่มองศาไหล่ได้ดีในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก แม้ผลระยะยาวอาจไม่ต่างมากนัก ช่วยสนับสนุนการใช้ยาสเตียรอยด์ระยะสั้นร่วมกับการทำกายภาพในผู้ป่วยที่ปวดมาก.

  3. Milgrom C, Novack V, Weil Y, Jaber S, Radeva-Petrova D, Finestone A. Risk factors for idiopathic frozen shoulder. Isr Med Assoc J. 2008 May;10(5):361–364. PMID: 18605360.
    การศึกษานี้พบว่าคนที่เป็นไหล่ติดมีอัตราเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และในผู้หญิงยังพบปัญหาไทรอยด์ร่วมด้วยบ่อยขึ้น แสดงว่าโรคเมตาบอลิกบางชนิด โดยเฉพาะเบาหวานและต่อมไทรอยด์ผิดปกติ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควรตรวจคัดกรองในคนไข้ไหล่ติด.

  4. Dias R, Cutts S, Massoud S. Frozen shoulder. BMJ. 2005 Dec 17;331(7530):1453–1456. doi:10.1136/bmj.331.7530.1453. PMID: 16356983.
    บทความใน BMJ นี้อธิบายว่าฟรอเซนโชลเดอร์เป็นภาวะไหล่ปวดและติดที่ยาวนาน แต่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มดีขึ้นเองในที่สุด แม้อาจไม่คืนช่วงการเคลื่อนไหวได้เต็ม 100% พร้อมให้แนวทางการวินิจฉัยแยกจากโรคไหล่อื่นในเวชปฏิบัติทั่วไป และแนะนำการรักษาตั้งแต่ยา กายภาพ การฉีดสเตียรอยด์ จนถึงการดัดข้อและผ่าตัดในรายดื้อการรักษา.

  5. Page MJ, Green S, Kramer S, Johnston RV, McBain B, Chau M, Buchbinder R. Manual therapy and exercise for adhesive capsulitis (frozen shoulder). Cochrane Database Syst Rev. 2014 Aug 26;(8):CD011275. doi:10.1002/14651858.CD011275. PMID: 25157702.
    Cochrane review นี้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการทำ manual therapy และการออกกำลังกายในคนไข้ไหล่ติด พบว่าการทำกายภาพร่วมกับการขยับข้อช่วยให้ปวดลดลงและเคลื่อนไหวดีขึ้น แต่ในช่วงสั้น ๆ การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อได้ผลดีกว่า ส่วนระยะ 6–12 เดือนผลลัพธ์ของทั้งสองแนวทางค่อนข้างใกล้กัน ชี้ให้เห็นว่าการกายภาพและบริหารไหล่เป็นส่วนสำคัญของการรักษาร่วมกับหัตถการอื่น.