Friday, June 5, 2026

ทำไมเส้นเอ็นไหล่ขาดบางคนหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่บางคนต้องผ่า

 



ยกแขนหวีผมไม่ขึ้น

ใส่เสื้อผ่าหน้าเองยังลำบาก

ปวดจนสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกครั้งที่เผลอพลิกตัวไปทับไหล่

คุณสมชาย อายุ 58 ปี ขายของในตลาด วันหนึ่งเอื้อมหยิบของบนชั้นสูง แล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรฉีกอยู่ในไหล่ หลังจากนั้นยกแขนแทบไม่ขึ้น หมอบอกว่าเส้นเอ็นข้อไหล่ขาด เขากลัวคำว่า "ผ่าตัด" มากจนไม่กล้าไปตรวจต่อ ได้แต่ทนกินยาแก้ปวดไปวัน ๆ โดยไม่รู้ว่าทางเลือกของตัวเองมีอะไรบ้าง

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ เส้นเอ็นไหล่ขาด ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องผ่าตัด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า ใครคือคนที่ผ่าตัดแล้วได้ผลดีจริง และใครที่หายได้โดยไม่ต้องขึ้นเตียงผ่าตัดเลย

――――――――――――――――――――――――

ทำไมเส้นเอ็นไหล่ขาดบางคนหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่บางคนต้องผ่า

――――――――――――――――――――――――

[1] เริ่มจากความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด

พอได้ยินคำว่า "เส้นเอ็นขาด" คนส่วนใหญ่จะคิดทันทีว่า ของขาดก็ต้องเย็บ เหมือนเชือกที่ขาดต้องต่อ แต่ไหล่ของคนเราไม่ได้ทำงานแบบนั้น

เส้นเอ็นที่ขาดบางส่วน หรือขาดในผู้สูงอายุที่ค่อย ๆ เสื่อมมานาน หลายคนยังใช้แขนได้ดี หายปวด และกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ โดยไม่ต้องผ่าตัดเลย ในขณะที่บางคน โดยเฉพาะคนอายุน้อยที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุรุนแรง การผ่าตัดเร็วกลับเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาแขนข้างนั้นไว้ได้

คำถามที่สำคัญกว่า "ขาดหรือไม่ขาด" จึงเป็น "ขาดแบบไหน ในใคร และขาดมานานเท่าไหร่"

[2] เรื่องของคุณสมชาย

ก่อนหน้านี้คุณสมชายแข็งแรงดี ยกลังของขึ้นลงรถทุกเช้าไม่เคยมีปัญหา

ทุกวันเขาตื่นตีสี่ จัดร้าน ยกของ ทักทายลูกค้า เป็นกิจวัตรที่ทำมาเป็นสิบปี

จนวันหนึ่ง ตอนเอื้อมหยิบของบนชั้นสูง เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ เหมือนมีอะไรขาดผึง หลังจากนั้นยกแขนขึ้นเหนือหัวไม่ได้อีกเลย

เพราะยกแขนไม่ได้ เขาต้องให้ลูกช่วยจัดร้านแทน รายได้ลดลง และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ

เพราะกลัวการผ่าตัด เขาจึงเลื่อนการไปหาหมอออกไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้ไหล่ปวดและอ่อนแรงลงทุกวัน

จนในที่สุด ลูกสาวพาเขามาตรวจ และนั่นคือจุดที่เขาได้รู้ว่า สิ่งที่เขากลัวมาตลอด อาจไม่ใช่คำตอบเดียวที่เขามี

[3] เส้นเอ็นไหล่ขาด เกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย

หลายคนไม่รู้ว่ารอบ ๆ ข้อไหล่ของเรามีเส้นเอ็นกลุ่มหนึ่งหุ้มอยู่ เรียกว่าเส้นเอ็นข้อไหล่ (rotator cuff) ทำหน้าที่เหมือน "สายรัดกล่อง" ที่ช่วยยึดหัวกระดูกต้นแขนให้อยู่ในเบ้า และช่วยยกแขนกับหมุนแขน ถ้าสายรัดนี้ขาด แขนก็ยกได้ลำบากและปวด

คำถามแรกคือ "ทำไมถึงขาด" เส้นเอ็นไหล่ขาดได้สองทางใหญ่ ทางแรกคือเสื่อมสะสมตามวัย เหมือนเชือกที่ใช้นานจนเปื่อยและขาดเองทีละน้อย มักเกิดในคนอายุมาก ทางที่สองคืออุบัติเหตุ เช่น หกล้มเอามือยัน หรือยกของหนักกระชาก ทำให้เอ็นที่อาจเปื่อยอยู่แล้วขาดทันที

คำถามที่สองคือ "ขาดทีละขั้นอย่างไร" ในกลุ่มที่เสื่อมตามวัย เลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็นบริเวณนี้มีน้อยอยู่แล้ว พออายุมากขึ้น เนื้อเอ็นจึงบางและเปราะลง เริ่มจากขาดบางส่วนก่อน ถ้ายังใช้งานหนักต่อ รอยขาดก็อาจค่อย ๆ กว้างขึ้นจนขาดทั้งเส้น เมื่อขาดนานโดยไม่ได้รักษา กล้ามเนื้อที่เคยดึงเอ็นเส้นนั้นจะค่อย ๆ ลีบและกลายเป็นไขมันแทรก ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้การเย็บกลับยากขึ้นมาก

คำถามที่สามคือ "ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้" ที่ปวดตอนกลางคืนเพราะเวลานอนทับ แรงกดและการอักเสบรอบเอ็นจะมากขึ้น ที่ยกแขนไม่ขึ้นเพราะสายรัดที่ช่วยยกแขนขาดไป กล้ามเนื้อมัดอื่นจึงต้องทำงานหนักแทนแต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ และที่บางคน "ยกแขนเองไม่ได้ แต่ให้คนอื่นช่วยยกขึ้นได้" นั่นเป็นสัญญาณว่ารอยขาดอาจกว้างและเป็นเรื่องที่ต้องรีบมาตรวจ

[4] ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้

โรคนี้คืออะไร คือภาวะที่เส้นเอ็นข้อไหล่ขาด อาจขาดเพียงบางส่วนหรือขาดทั้งเส้น

สาเหตุหลักมีสองกลุ่ม

• กลุ่มเสื่อมสะสมตามวัย พบบ่อยในคนอายุมาก ค่อยเป็นค่อยไป

• กลุ่มอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ยกของกระชาก ไหล่หลุด พบในทุกวัยรวมถึงคนอายุน้อย

กลไกที่ทำให้เกิดอาการคือเมื่อเอ็นที่ช่วยยกและหมุนแขนขาดไป ความมั่นคงของข้อไหล่ลดลง ทำให้ปวดและอ่อนแรง

อาการที่พบบ่อย

• ปวดไหล่ โดยเฉพาะเวลายกแขนเหนือศีรษะหรือเอื้อมไปด้านหลัง

• ปวดมากตอนกลางคืน นอนทับข้างนั้นไม่ได้

• ยกแขนไม่ขึ้น หรือยกได้แต่ไม่มีแรง

• บางคนได้ยินเสียงกรอบแกรบในไหล่เวลาขยับ

[5] ปัจจัยเสี่ยง

[1] อายุมากขึ้น เส้นเอ็นเสื่อมและเลือดไปเลี้ยงน้อยลงตามวัย

[2] งานหรือกีฬาที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ เช่น ทาสี ยกของ นักกีฬาขว้าง

[3] เคยมีอุบัติเหตุที่ไหล่ หกล้มเอามือยัน หรือไหล่เคยหลุด

[4] สูบบุหรี่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นแย่ลงและเสื่อมเร็วขึ้น

[5] โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ที่ส่งผลต่อสุขภาพของเส้นเอ็น

[6] การวินิจฉัย ตรวจอย่างไรจึงจะรู้ว่าขาดแบบไหน

การจะตัดสินใจว่าควรผ่าหรือไม่ผ่า ต้องเริ่มจากการตรวจให้รู้ก่อนว่ารอยขาดเป็นแบบไหน กว้างแค่ไหน และกล้ามเนื้อยังดีอยู่หรือไม่ ขั้นตอนการตรวจมักเป็นไปตามลำดับนี้

[1] ซักประวัติ หมอจะถามว่าเริ่มปวดตอนไหน มีอุบัติเหตุนำมาก่อนหรือไม่ ปวดมานานแค่ไหน เพราะ "ขาดจากอุบัติเหตุ" กับ "ขาดจากความเสื่อม" มีแนวทางต่างกัน

[2] ตรวจร่างกาย หมอจะลองให้ยกแขน หมุนแขน และทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ จุดสำคัญคือดูว่า "ยกแขนเองได้ไหม" และ "ถ้าคนอื่นช่วยยกขึ้น จะค้างไว้ได้ไหม"

[3] อัลตราซาวด์ (ultrasound) เป็นการตรวจที่เห็นเส้นเอ็นได้ทันทีในห้องตรวจ ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี บอกได้ว่าเอ็นขาดบางส่วนหรือทั้งเส้น และยังใช้นำเข็มได้อย่างแม่นยำเวลาต้องฉีดยา

[4] เอกซเรย์ (X-ray) ไม่เห็นตัวเส้นเอ็นโดยตรง แต่ช่วยดูกระดูก ดูข้อเสื่อม และดูว่าหัวกระดูกต้นแขนเลื่อนสูงขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณของรอยขาดเรื้อรังขนาดใหญ่

[5] คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้ในรายที่ต้องวางแผนผ่าตัด เพราะเห็นขนาดรอยขาด การหดรั้งของเอ็น และปริมาณไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อได้ชัดเจนที่สุด

[7] แนวทางรักษา จากเบาไปหนัก

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่แค่ทำให้ภาพเอ็นกลับมาสวย แต่คือทำให้คุณกลับไปใช้แขนทำสิ่งที่รักได้ ดูแลครอบครัว ทำงาน และนอนหลับได้โดยไม่ปวด หลายคนไปถึงเป้าหมายนั้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แนวทางที่ไม่ต้องผ่าตัด มักเป็นทางเลือกแรกในกลุ่มที่เอ็นขาดจากความเสื่อม ผู้สูงอายุ หรือคนที่ใช้งานแขนไม่หนักมาก ประกอบด้วย

• พักการใช้งานที่กระตุ้นอาการ และปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน

• กายภาพบำบัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เน้นยืดและฝึกกำลังกล้ามเนื้อรอบไหล่และสะบักให้มาช่วยพยุงข้อ

• ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ ตามที่แพทย์แนะนำ

• การฉีดยาเข้าบริเวณข้อไหล่ เช่น ยาลดการอักเสบ โดยใช้อัลตราซาวด์นำเข็มให้เข้าตำแหน่งแม่นยำ ช่วยลดปวดเพื่อให้ทำกายภาพได้ดีขึ้น

แนวทางผ่าตัด จะพิจารณาในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น คนอายุน้อยที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ รอยขาดขนาดใหญ่ในคนที่ยังแข็งแรงและใช้งานแขนมาก หรือคนที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดส่วนใหญ่ทำผ่านการส่องกล้อง (arthroscopic surgery) ซึ่งแผลเล็กและฟื้นตัวได้ดี

สิ่งสำคัญที่อยากให้เข้าใจคือ การดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เพื่อกลัวอะไร แต่เพื่อรักษาแขนข้างที่คุณใช้ดูแลคนที่คุณรักเอาไว้ให้ดีที่สุด และยิ่งในรายที่ขาดจากอุบัติเหตุ การมาตรวจเร็วจะช่วยให้มีทางเลือกมากกว่า เพราะถ้าปล่อยไว้นาน เอ็นที่หดและกล้ามเนื้อที่ลีบลงจะทำให้การซ่อมแซมยากขึ้น

[8] พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน กลับมาเป็นอีกไหม

ข่าวดีคือผู้ป่วยจำนวนมากที่เอ็นขาดจากความเสื่อม ตอบสนองดีต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด อาการปวดและการใช้งานดีขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน โดยเฉพาะรายที่รอยขาดไม่กว้าง กล้ามเนื้อยังแข็งแรง และเริ่มทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม รอยขาดที่ปล่อยไว้บางรายอาจค่อย ๆ กว้างขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งสัมพันธ์กับอาการที่แย่ลงได้ จึงควรติดตามกับแพทย์เป็นระยะ ไม่ใช่หายปวดแล้วเลิกดูแล

ส่วนการกลับมาเป็นซ้ำ ขึ้นกับสาเหตุและการดูแลต่อเนื่อง การฝึกกล้ามเนื้อรอบไหล่ให้แข็งแรงและหลีกเลี่ยงท่าที่กระตุก จะช่วยลดโอกาสกลับมามีปัญหาได้

[9] ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

ในรายที่รอยขาดกว้างและไม่ได้ดูแล สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ

• รอยขาดกว้างขึ้น และกล้ามเนื้อที่เคยทำงานค่อย ๆ ลีบลงจนมีไขมันแทรก ทำให้ถึงจุดที่เย็บกลับได้ยาก

• ยกแขนได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนบางรายยกแขนเองแทบไม่ได้

• เมื่อทิ้งไว้นานหลายปี ข้อไหล่อาจเสื่อมตามมา

นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับทุกคน และไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการมาตรวจให้รู้สถานะของไหล่ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้คุณมีทางเลือกมากที่สุด

[10] วิธีดูแลและป้องกัน

[1] ฝึกกล้ามเนื้อรอบไหล่และสะบักให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

[2] หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะแบบกระชาก ใช้ท่าที่ถูกต้อง

[3] อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ใช้ไหล่

[4] งดสูบบุหรี่ เพราะทำให้เส้นเอ็นเสื่อมเร็วขึ้น

[5] ถ้าเริ่มปวดไหล่เรื้อรังหรือยกแขนผิดปกติ ควรตรวจแต่เนิ่น ๆ อย่ารอให้แย่

[11] คำถามที่พบบ่อย

ถาม เอ็นไหล่ขาดแล้วจะต่อกันเองได้ไหม

ตอบ เส้นเอ็นที่ขาดไม่ได้ต่อกลับมาเหมือนเดิมเอง แต่ในหลายราย ร่างกายและกล้ามเนื้อรอบ ๆ สามารถปรับตัวให้ใช้แขนได้ดีและหายปวดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเย็บเอ็น

ถาม ไม่ผ่าตัดจะอันตรายไหม

ตอบ ในกลุ่มเสื่อมตามวัยที่รอยขาดไม่กว้าง การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นทางเลือกแรกที่ปลอดภัยและได้ผลดีในหลายราย สิ่งสำคัญคือต้องตรวจให้รู้ก่อนว่าอยู่กลุ่มไหน และติดตามเป็นระยะ

ถาม ฉีดยาเข้าไหล่ช่วยได้จริงไหม

ตอบ การฉีดยาลดการอักเสบช่วยลดปวดในช่วงที่อักเสบมาก เพื่อให้ทำกายภาพได้ ไม่ใช่การรักษาที่ทำให้เอ็นกลับมาเชื่อมกัน จึงต้องทำควบคู่กับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ถาม ผ่าตัดแล้วจะหายขาดเลยไหม

ตอบ การผ่าตัดช่วยได้มากในรายที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม แต่ต้องอาศัยการทำกายภาพหลังผ่าตัดอย่างตั้งใจ และในรอยขาดใหญ่บางรายก็มีโอกาสที่เอ็นจะขาดซ้ำได้ จึงต้องวางแผนร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล

ถาม ควรมาตรวจเมื่อไหร่

ตอบ ถ้าปวดไหล่เรื้อรังเกินสองถึงสามสัปดาห์ ยกแขนได้น้อยลง หรือมีอุบัติเหตุที่ไหล่แล้วยกแขนไม่ขึ้น ควรมาตรวจ โดยเฉพาะรายหลังเพราะการมาเร็วช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา

[12] สรุป 5 ข้อที่อยากให้จำ

[1] เส้นเอ็นไหล่ขาด ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องผ่าตัด คำถามที่สำคัญคือ "ขาดแบบไหน ในใคร และนานแค่ไหน"

[2] กลุ่มเสื่อมตามวัยที่รอยขาดไม่กว้าง มักเริ่มด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด และได้ผลดีในหลายราย

[3] กลุ่มอายุน้อยที่ขาดจากอุบัติเหตุ การมาตรวจและรักษาเร็วเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปล่อยไว้นานจะรักษายากขึ้น

[4] หัวใจของการรักษาแบบไม่ผ่าตัดคือกายภาพบำบัด ส่วนการฉีดยาช่วยลดปวดเพื่อให้ฟื้นฟูได้ดีขึ้น

[5] สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกทางที่เหมาะกับคุณจริง ๆ คุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้คนเดียว และการดูแลไหล่ให้แข็งแรงวันนี้ คือการรักษาแขนที่คุณใช้โอบกอดคนที่คุณรักเอาไว้

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นรายบุคคลได้ หากมีอาการปวดไหล่เรื้อรังหรือยกแขนผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณ

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line ID @doctorkeng หรือโทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #เส้นเอ็นไหล่ขาด #เอ็นข้อไหล่ฉีกขาด #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไหล่ไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์ข้อไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #ปวดไหล่กลางคืน

Tuesday, June 2, 2026

3 ท่าฟื้นฟูหัวไหล่ที่บ้าน เมื่อเอ็นฉีกขาดแต่ยังไม่ต้องผ่าตัด

 



หยิบของบนหิ้งสูง แขนยกไม่ค่อยขึ้น นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นทีไร ปวดจนต้องพลิกตัว หวีผม ติดตะขอเสื้อด้านหลัง เริ่มทำไม่ถนัดเหมือนเดิม

คุณลุงสมาน อายุ 62 ปี ตรวจพบว่าเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด หมอที่เคยไปหาบอกว่า "ต้องผ่าตัด" แกเลยทนเจ็บอยู่บ้านมาเป็นปี เพราะกลัวมีดหมอ ภรรยาถามว่า "จะทนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน"

บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดแบบไหน ที่ยังฟื้นฟูได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

3 ท่าฟื้นฟูหัวไหล่ที่บ้าน เมื่อเอ็นฉีกขาดแต่ยังไม่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินคำว่า "เอ็นฉีกขาด" ก็คิดทันทีว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดแน่นอน แต่ความจริงที่งานวิจัยขนาดใหญ่บอกไว้ กลับตรงกันข้าม

มีการศึกษาที่ติดตามคนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดชนิดที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ จำนวนกว่า 400 คน พบว่าประมาณ "3 ใน 4 คน" สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ เมื่อทำการออกกำลังกายฟื้นฟูอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง และเมื่อติดตามไปถึง 10 ปี คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ต้องผ่าตัดอยู่ดี

นั่นแปลว่า สำหรับคนไข้จำนวนมาก หัวไหล่ที่ปวด ไม่จำเป็นต้องจบที่ห้องผ่าตัดเสมอไป

――――

เรื่องของคุณลุงสมาน

คุณลุงสมาน อายุ 62 ปี เคยเป็นคนที่ทำสวนหลังบ้านได้ทั้งวัน ยกบัวรดน้ำต้นไม้ หิ้วของขึ้นรถ ทำได้สบาย

ทุกเช้าแกชอบยกแขนเอื้อมเก็บมะม่วงหน้าบ้านให้หลาน

จนวันหนึ่ง เริ่มยกแขนข้างขวาไม่ขึ้น กลางคืนปวดจนนอนตะแคงทับข้างนั้นไม่ได้

เพราะปวด แกเลยเลิกทำสวน เลิกอุ้มหลาน ค่อยๆถอยห่างจากสิ่งที่เคยรัก

พอไปตรวจแล้วได้ยินว่าเอ็นฉีกขาดและต้องผ่าตัด แกยิ่งกลัว เลยเลือกที่จะทนเจ็บเงียบๆอยู่บ้าน

จนภรรยาทนดูไม่ไหว พามาตรวจอีกครั้ง เพื่อหาทางเลือกอื่น

――――

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดเกิดขึ้นได้อย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการกระแทกรุนแรง แต่ค่อยๆเสื่อมและเปื่อยลงอย่างเงียบๆตามเวลา

รอบหัวไหล่ของเรามีกลุ่มเอ็นและกล้ามเนื้อหุ้มอยู่ เรียกว่า "เอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff)" ทำหน้าที่เหมือนสายโยงที่ช่วยพยุงหัวไหล่ให้อยู่กับที่ และช่วยยกแขน หมุนแขน

ลองนึกถึงเชือกเส้นหนึ่งที่ถูกใช้ลากของหนักทุกวันเป็นสิบๆปี เส้นใยข้างในจะค่อยๆเปื่อย ขุยออกทีละนิด นี่คือสิ่งที่เกิดกับเอ็นหัวไหล่เมื่อเราอายุมากขึ้น ยิ่งบริเวณนี้มีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว เอ็นจึงซ่อมแซมตัวเองได้ช้า

ขั้นแรก เส้นใยจะขาดเพียงบางส่วน เรียกว่า "ฉีกขาดบางส่วน (partial tear)" ตอนนี้เอ็นยังทำงานได้อยู่ แต่ถ้ายังใช้งานหนักซ้ำๆ โดยเฉพาะการยกของเหนือศีรษะ รอยขาดก็อาจลามจนขาดตลอดความหนาของเอ็น เรียกว่า "ฉีกขาดเต็มความหนา (full-thickness tear)" และถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล กล้ามเนื้อรอบๆอาจค่อยๆลีบและมีไขมันเข้ามาแทรก ซึ่งจุดนี้คือจุดที่ฟื้นฟูได้ยากขึ้น

ที่อาการมักปวดตอนกลางคืนหรือเวลานอนทับ เพราะเวลานอนเอ็นที่อักเสบจะถูกกดและขาดการเคลื่อนไหวที่ช่วยลดบวม ส่วนที่ยกแขนไม่ค่อยขึ้นหรือยกของเหนือหัวแล้วเจ็บ เป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกและพยุงหัวไหล่อ่อนแรงลงจากเอ็นที่ขาดนั่นเอง

――――

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

เอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเอ็น 4 มัดที่หุ้มรอบหัวไหล่ ช่วยให้เรายกแขน หมุนแขน และพยุงหัวไหล่ให้มั่นคง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความเสื่อมตามอายุ ส่วนน้อยเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้มเอามือยันพื้น หรือยกของหนักกระชาก

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

• ปวดหัวไหล่ โดยเฉพาะเวลายกแขนหรือเอื้อมของ

• ปวดมากตอนกลางคืน นอนทับข้างนั้นไม่ได้

• แรงแขนลดลง ยกของหรือยกแขนเหนือศีรษะลำบาก

• บางคนรู้สึกมีเสียงกรอบแกรบในหัวไหล่เวลาขยับ

สิ่งสำคัญคือ ขนาดของรอยขาดที่เห็นในภาพ ไม่ได้บอกความเจ็บปวดเสมอไป บางคนรอยขาดเล็กแต่ปวดมาก บางคนรอยขาดใหญ่แต่ใช้งานได้ดี การวางแผนรักษาจึงต้องดูทั้งอาการและการใช้งานจริง ไม่ใช่ดูแค่ภาพ

――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เอ็นหัวไหล่เสื่อมเร็วขึ้น

• อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยหลัก เอ็นเสื่อมตามธรรมชาติ

• การใช้งานแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เช่น งานช่าง ทาสี ยกของขึ้นที่สูง

• เคยบาดเจ็บที่หัวไหล่มาก่อน

• สูบบุหรี่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงเอ็นน้อยลง เอ็นซ่อมตัวช้า

• โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ที่ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมเร็วขึ้น

――――

การวินิจฉัยทำอย่างไร

การตรวจที่ดีไม่ได้เริ่มที่เครื่องมือ แต่เริ่มที่การพูดคุยและตรวจร่างกาย

[1] ซักประวัติ — ปวดมานานแค่ไหน เริ่มจากอะไร ทำอะไรแล้วปวด กระทบชีวิตประจำวันอย่างไร

[2] ตรวจร่างกาย — ดูช่วงการเคลื่อนไหว ทดสอบแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดรอบหัวไหล่ เพื่อดูว่าเอ็นมัดไหนมีปัญหา

[3] อัลตราซาวด์ (ultrasound) — เป็นเครื่องมือที่ดูเอ็นได้ขณะขยับจริง เห็นรอยขาด เห็นการอักเสบ ทำได้รวดเร็วในห้องตรวจ และใช้นำเข็มได้แม่นยำเวลาต้องฉีดยา

[4] เอกซเรย์ — ช่วยดูกระดูกและข้อต่อ ดูว่ามีหินปูนหรือข้อเสื่อมร่วมด้วยไหม

[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) — ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดของรอยขาด ขนาด และสภาพกล้ามเนื้อก่อนตัดสินใจเรื่องผ่าตัด

――――

แนวทางการรักษา จากเบาไปหนัก

เป้าหมายแรกของการรักษาไม่ใช่แค่ให้หายปวด แต่เพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง กลับไปอุ้มหลาน กลับไปทำสวน กลับไปนอนหลับได้เต็มอิ่ม

สำหรับเอ็นฉีกขาดชนิดเสื่อมที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ การรักษาโดยไม่ผ่าตัดมักเป็นทางเลือกแรกที่ได้ผลดี โดยทำตามลำดับดังนี้

[1] ปรับพฤติกรรม — หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ปวด โดยเฉพาะการยกของหนักเหนือศีรษะ พักการใช้งานที่กระตุ้นอาการ

[2] ยาบรรเทาอาการ — ยาแก้ปวดลดอักเสบ ช่วยให้อาการดีพอที่จะเริ่มออกกำลังกายได้

[3] การออกกำลังกายฟื้นฟู — เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เน้นฟื้นช่วงการเคลื่อนไหว และเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบัก เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ยังดีอยู่มาช่วยทำงานแทนส่วนที่ขาด

[4] การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection) — ในรายที่ปวดมากจนออกกำลังกายไม่ไหว การฉีดยาลดอักเสบเข้าตำแหน่งที่แม่นยำ ช่วยลดปวดให้เริ่มฟื้นฟูได้

[5] การผ่าตัด — พิจารณาเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือในรายที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ รอยขาดใหญ่ หรือคนอายุน้อยที่ใช้งานหัวไหล่หนัก

การดูแลหัวไหล่ตั้งแต่วันนี้ ยังช่วยป้องกันไม่ให้รอยขาดลามมากขึ้นในอนาคตด้วย

――――

3 ท่าออกกำลังกายฟื้นฟูที่ทำได้เองที่บ้าน

ท่าเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ใช้กันในการฟื้นฟูเอ็นหัวไหล่แบบไม่ผ่าตัด ควรทำอย่างนุ่มนวล หลักง่ายๆคือ ขณะทำและหลังทำ ความปวดไม่ควรเกินระดับเล็กน้อย ถ้าปวดมากขึ้นให้หยุดและปรึกษาแพทย์ ที่สำคัญควรให้แพทย์หรือนักกายภาพประเมินก่อนว่าเหมาะกับหัวไหล่ของแต่ละคนไหม

[1] ท่าแกว่งแขน (Pendulum) — ก้มตัวเล็กน้อย ใช้มือข้างดีจับโต๊ะพยุงไว้ ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลงตามสบาย แล้วแกว่งเป็นวงกลมเล็กๆอย่างผ่อนคลาย ท่านี้ช่วยคลายข้อและลดอาการตึง โดยไม่ต้องออกแรงเอ็นที่ขาด

[2] ท่าหุบสะบัก (Scapular retraction) — นั่งหรือยืนหลังตรง ค่อยๆบีบสะบักสองข้างเข้าหากันเหมือนจะหนีบดินสอไว้กลางหลัง ค้างไว้สักครู่แล้วผ่อน ท่านี้เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะบัก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงให้หัวไหล่ทำงานได้ดีขึ้น

[3] ท่าหมุนแขนออกด้านนอกด้วยยางยืด (External rotation) — หนีบข้อศอกแนบลำตัวงอ 90 องศา มือจับปลายยางยืดที่ผูกไว้กับที่ยึด แล้วค่อยๆหมุนปลายแขนออกด้านนอกช้าๆ แล้วกลับเข้าที่เดิม ท่านี้เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้านหลังของหัวไหล่ ที่ช่วยพยุงและหมุนแขน

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนัก การทำเบาๆแต่ทำทุกวัน ได้ผลดีกว่าการหักโหมเป็นครั้งคราว

――――

หายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ข่าวดีคือ คนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดชนิดเสื่อมจำนวนมากอาการดีขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยมักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนแรก

งานวิจัยพบว่า ถ้าจะตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด มักเห็นผลในช่วงประมาณ 6 ถึง 12 สัปดาห์แรก ส่วนคนที่ทำเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้นในช่วงนี้ ค่อยมาคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นต่อไป

สิ่งที่ช่วยให้ผลดีคือ รอยขาดไม่ใหญ่มาก เป็นชนิดเสื่อมไม่ใช่จากอุบัติเหตุ กล้ามเนื้อยังไม่ลีบมาก และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นและความตั้งใจของคนไข้เองว่าการออกกำลังกายจะช่วยได้ เพราะมีงานวิจัยพบว่าคนที่เชื่อมั่นในการกายภาพ มีโอกาสหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้มากกว่า

――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร

พูดกันตามตรงโดยไม่ขู่ เอ็นที่ขาดอยู่แล้วมักไม่กลับมาเชื่อมติดเองตามธรรมชาติ และในบางราย รอยขาดอาจค่อยๆลามใหญ่ขึ้นตามเวลา

เมื่อรอยขาดใหญ่ขึ้นและทิ้งไว้นาน กล้ามเนื้ออาจลีบและมีไขมันแทรก ซึ่งทำให้การฟื้นฟูในภายหลังยากขึ้น และถ้าถึงจุดที่ต้องผ่าตัด ผลก็อาจไม่ดีเท่าตอนที่กล้ามเนื้อยังแข็งแรง

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับหัวไหล่ของเรา

――――

วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้แย่ลง

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะซ้ำๆ ปรับวิธีทำงานให้ลดภาระหัวไหล่

• ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบักอย่างสม่ำเสมอ

• ปรับท่านอน ใช้หมอนหนุนแขนข้างที่ปวด ลดการนอนทับ

• งดสูบบุหรี่ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเอ็นได้ดีขึ้น

• ดูแลโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ดี

――――

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] เอ็นขาดแล้วออกกำลังกาย จะทำให้ขาดมากขึ้นไหม

ถ้าทำถูกท่าและนุ่มนวลภายใต้คำแนะนำ จะไม่ทำให้แย่ลง ตรงกันข้ามกลับช่วยให้กล้ามเนื้อรอบๆแข็งแรงขึ้นมาช่วยพยุง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการหักโหมหรือยกของหนักเหนือศีรษะ

[2] ไม่ผ่าตัด แล้วเอ็นจะติดกลับเองไหม

โดยทั่วไปเอ็นที่ขาดไม่ได้เชื่อมติดเอง แต่เป้าหมายของการไม่ผ่าตัดคือทำให้หายปวดและกลับมาใช้งานได้ ไม่ใช่การทำให้เอ็นติดกลับ ซึ่งคนจำนวนมากใช้ชีวิตได้ดีแม้เอ็นยังขาดอยู่

[3] ต้องออกกำลังกายไปนานแค่ไหน

ช่วงแรกควรทำต่อเนื่องอย่างน้อยหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และเมื่อดีขึ้นแล้วควรทำต่อเป็นนิสัย เพื่อรักษาความแข็งแรงไว้ระยะยาว

[4] รู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องผ่าตัด

เมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วยังปวดมากหรือใช้งานไม่ได้ หรือในรายที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ รอยขาดใหญ่ หรือเป็นคนอายุน้อยที่ใช้งานหนัก แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป

――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป โดยเฉพาะชนิดที่เสื่อมตามอายุ

[2] คนไข้ส่วนใหญ่ราว 3 ใน 4 หลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ด้วยการออกกำลังกายฟื้นฟูที่ถูกวิธี

[3] หัวใจของการรักษาคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบัก

[4] เริ่มดูแลเร็ว ผลยิ่งดี เพราะป้องกันไม่ให้รอยขาดลามและกล้ามเนื้อลีบ

[5] คุณไม่ได้สู้กับอาการนี้คนเดียว การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยเลือกทางที่เหมาะกับหัวไหล่ของคุณจริงๆ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อกลับไปทำสิ่งที่รักและอยู่กับคนที่เรารักได้นานๆ

――――――――――――――――――――――――

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด #ปวดไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ออกกำลังกายหัวไหล่ #กายภาพบำบัด #ปวดหัวไหล่กลางคืน #อัลตราซาวด์ #ดูแลหัวไหล่ #สุขภาพกระดูกและข้อ

ไหล่ติด ยิ่งฝืนยืดแรง ยิ่งหายช้า ออกกำลังกายให้ถูกจังหวะคือกุญแจสำคัญ

 



เดินไปหยิบของบนชั้นสูง แล้วยกแขนไม่ขึ้น

หวีผมด้านหลังไม่ได้ ติดเสื้อชั้นในเองไม่ไหว

กลางคืนพลิกตัวทับไหล่ที ปวดจนสะดุ้งตื่น

คุณสมชาย อายุ 54 ปี เป็นเบาหวานมาหลายปี

วันหนึ่งไหล่เริ่มตึง คิดว่าแค่เมื่อย เลยพยายามดึงยืดแรงๆ ทุกเช้า

ยิ่งฝืน ไหล่ยิ่งปวด ยิ่งขยับได้น้อยลง

จนเอื้อมหยิบกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋ากางเกงด้านหลังยังไม่ได้

ภรรยาถามว่า "จะทนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน"

บทความนี้จะอธิบายว่า ไหล่ติด แต่ละระยะควรออกกำลังกายแบบไหน และทำไมการ "ออกให้ถูกจังหวะ" ถึงสำคัญกว่าการออกแรงเยอะ ครับ

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ติด ยิ่งฝืนยืดแรง ยิ่งหายช้า ออกกำลังกายให้ถูกจังหวะคือกุญแจสำคัญ

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอไหล่เริ่มตึง ก็รีบดึงรีบยืดให้แรงที่สุด ด้วยความเชื่อว่า "ยิ่งฝืน ยิ่งหายเร็ว" แต่ในความเป็นจริง การออกกำลังกายผิดจังหวะ กลับทำให้ไหล่ติดแย่ลงและหายช้ากว่าเดิมได้ครับ

ภาวะไหล่ติด หรือที่เรียกว่า "ข้อไหล่ติดแข็ง" (Frozen Shoulder / Adhesive Capsulitis) คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบ แล้วค่อยๆ หนาตัวและหดรั้งจนข้อไหล่ขยับได้น้อยลง

ลองนึกภาพข้อไหล่เหมือนลูกบอลที่อยู่ในถุงผ้านุ่มๆ ปกติถุงผ้านี้ยืดหยุ่นดี ทำให้แขนหมุนได้ทุกทิศ แต่เมื่อเกิดการอักเสบ ถุงผ้าจะค่อยๆ กลายเป็น "แผลเป็น" หดแข็งเหมือนผ้าที่ถูกดึงให้ตึงจนรูดไม่ออก แขนจึงขยับไม่ได้

ทำไมถึงเกิด คนส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่มักเริ่มจากการอักเสบเล็กๆ ในเยื่อหุ้มข้อ ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างพังผืดมากเกินไป โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวานหรือไทรอยด์ผิดปกติ ที่มีการอักเสบในร่างกายอยู่เป็นทุนเดิม

เกิดทีละขั้นอย่างไร เริ่มจากระยะแรกที่ "ปวดเด่น" เยื่อหุ้มข้ออักเสบ ทำให้ปวดมากแม้ไม่ได้ขยับ โดยเฉพาะตอนกลางคืน จากนั้นเข้าสู่ระยะ "ติดแข็ง" ความปวดลดลงแต่ขยับได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะพังผืดหดรั้งเต็มที่ และสุดท้ายคือระยะ "คลายตัว" ที่ข้อไหล่ค่อยๆ กลับมาขยับได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายต้องดูระยะ ในระยะที่ยังอักเสบและปวดมาก ถ้าฝืนยืดแรงๆ เท่ากับไปกระตุ้นการอักเสบให้มากขึ้น ร่างกายยิ่งสร้างพังผืดเพิ่ม อาการจึงแย่ลง ส่วนระยะที่คลายตัวแล้ว ถ้าออกเบาเกินไปก็ฟื้นช้า การ "จับจังหวะให้ถูก" จึงสำคัญที่สุดครับ

――――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานเรื่องไหล่ติด

ไหล่ติดเป็นภาวะที่พบบ่อยในคนอายุ 40 ถึง 60 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบบ่อยเป็นพิเศษในคนที่เป็นเบาหวาน

อาการเด่นมี 3 อย่าง คือ ปวดไหล่ลึกๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ขยับไหล่ได้น้อยลงทั้งเวลายกเองและเวลาให้คนอื่นช่วยขยับ และที่เป็นเอกลักษณ์คือ การหมุนแขนออกด้านนอก (เช่น เอื้อมหยิบของจากเบาะหลังรถ) จะติดมากที่สุด

โรคนี้มักดำเนินไปตาม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะปวด ระยะติดแข็ง และระยะคลายตัว แต่ละคนใช้เวลาในแต่ละระยะไม่เท่ากัน

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

• โรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด คนเป็นเบาหวานมีโอกาสไหล่ติดสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

• โรคไทรอยด์ ทั้งไทรอยด์เป็นพิษและไทรอยด์ต่ำ

• อายุ 40 ถึง 60 ปี และเพศหญิง

• การไม่ได้ขยับไหล่เป็นเวลานาน เช่น หลังใส่เฝือก หลังผ่าตัด หรือหลังบาดเจ็บ

• เคยมีไหล่ติดข้างหนึ่งมาก่อน อีกข้างมีโอกาสเป็นได้

――――――――――――――――――――――――

การวินิจฉัยทำอย่างไร

[1] ซักประวัติ อาการปวด ระยะเวลา และโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน

[2] ตรวจร่างกาย วัดมุมการขยับไหล่ จุดสังเกตสำคัญคือ ทั้งการยกเองและการให้แพทย์ช่วยขยับ จะติดพอๆ กัน โดยเฉพาะการหมุนออกด้านนอก

[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยดูเยื่อหุ้มข้อและแยกโรคอื่น เช่น เอ็นข้อไหล่ฉีกขาด

[4] เอกซเรย์ ส่วนใหญ่ปกติ ใช้เพื่อแยกข้อเสื่อมหรือสาเหตุอื่น

[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) ใช้เฉพาะกรณีที่วินิจฉัยไม่ชัด หรือสงสัยพยาธิสภาพอื่นร่วมด้วย

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษาและโปรแกรมออกกำลังกายตามระยะ

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่แค่ลดปวด แต่คือการให้คุณกลับไปทำสิ่งที่รักได้ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มหลาน เล่นกีฬา หรือทำงานบ้านได้ตามปกติ การรักษาเริ่มจากเบาไปหนัก ดังนี้ครับ

ขั้นที่ 1 ให้ความรู้และปรับพฤติกรรม เข้าใจว่าโรคนี้ดีขึ้นได้ และเรียนรู้ว่าควรขยับแค่ไหนในแต่ละระยะ

ขั้นที่ 2 ยาบรรเทาปวดและลดการอักเสบ ตามที่แพทย์พิจารณา

ขั้นที่ 3 การฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อไหล่ภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Corticosteroid Injection) ช่วยลดปวดและการอักเสบได้ชัดเจนในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์แรก ทำให้ออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น

ขั้นที่ 4 กายภาพบำบัดและออกกำลังกายตามระยะ คือหัวใจของการฟื้นตัว

ขั้นที่ 5 การดัดข้อไหล่หรือผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น

หลักทองของการออกกำลังกายไหล่ติด คือ "ยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ" ถ้าปวดค้างหลังออกกำลังกายหรือปวดมากขึ้นตอนกลางคืน แปลว่าหนักเกินไป ต้องเบาลง

ระยะที่ 1 ระยะปวด เน้นบ่อยแต่เบา

• ท่าแกว่งแขน (Pendulum) โน้มตัวไปข้างหน้า ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลง แล้วแกว่งเป็นวงกลมเล็กๆ ทำวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละไม่นาน

• ขยับเบาๆ ในช่วงที่ไม่เจ็บ ประคบอุ่นก่อนออกกำลังกาย

• ห้ามฝืนดึงยืดแรงๆ ในระยะนี้เด็ดขาด เพราะจะกระตุ้นการอักเสบให้แย่ลง

ระยะที่ 2 ระยะติดแข็ง เพิ่มการยืดอย่างค่อยเป็นค่อยไป

• ท่าไต่ผนัง ใช้นิ้วไต่ผนังขึ้นไปช้าๆ เท่าที่ทำได้

• ท่ายืดด้วยผ้าขนหนูหรือไม้เท้า ช่วยยืดการหมุนแขนออกด้านนอก

• ท่าดึงแขนข้ามลำตัว ยืดด้านหลังของไหล่

• ยืดค้างไว้ 15 ถึง 30 วินาที ทำสม่ำเสมอทุกวัน ร่วมกับการให้นักกายภาพช่วยขยับข้อ

ระยะที่ 3 ระยะคลายตัว เริ่มเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

• ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหุ้มข้อไหล่ (Rotator Cuff) ด้วยยางยืด หมุนแขนเข้าและออก

• ฝึกกล้ามเนื้อรอบสะบักให้มั่นคง

• ฝึกการเคลื่อนไหวที่ใช้ในชีวิตจริง เช่น ยกของ เอื้อมหยิบของ ทำประมาณ 3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

――――――――――――――――――――――――

พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน

ข่าวดีคือ ไหล่ติดส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แม้จะต้องใช้เวลา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 ปี กว่าจะกลับมาขยับได้ใกล้เคียงปกติ

มีการศึกษาติดตามคนไข้ระยะยาว พบว่าประมาณ 4 ใน 10 คนยังมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยที่ไม่รบกวนชีวิต มีเพียงส่วนน้อยที่อาการรุนแรง โดยคนที่อาการหนักมากตั้งแต่ต้น มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า

ไหล่ข้างที่เคยเป็นแล้ว มักไม่กลับมาเป็นซ้ำ แต่ไหล่อีกข้างมีโอกาสเป็นได้ ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน มักหายช้ากว่าและตอบสนองต่อการรักษายากกว่า จึงควรดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ

――――――――――――――――――――――――

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

• ข้อไหล่อาจติดแข็งอยู่นานขึ้น กว่าจะคลายตัวเอง

• กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบลงจากการไม่ได้ใช้งาน

• การนอนหลับและคุณภาพชีวิตได้รับผลกระทบจากอาการปวดกลางคืน

• การพยายามขยับชดเชยด้วยส่วนอื่น อาจทำให้ปวดคอหรือปวดสะบักตามมา

――――――――――――――――――――――――

วิธีป้องกัน

[1] ขยับไหล่ให้ครบทุกทิศทางอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ไหล่อยู่นิ่งนานๆ

[2] ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี สำหรับผู้เป็นเบาหวาน

[3] หลังบาดเจ็บหรือผ่าตัดบริเวณแขนและไหล่ ควรเริ่มขยับตามที่แพทย์แนะนำ ไม่หยุดนิ่งนานเกินไป

[4] เมื่อเริ่มรู้สึกไหล่ตึงหรือขยับได้น้อยลง ควรปรึกษาแพทย์เร็ว ไม่รอจนติดแข็ง

[5] ออกกำลังกายยืดเหยียดไหล่เป็นประจำ

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ไหล่ติดต้องผ่าตัดไหม ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ คนไข้ส่วนมากดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดหรือการดัดข้อพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น

ถาม ออกกำลังกายแล้วเจ็บ ควรทนทำต่อไหม ตอบ ไม่ควรครับ หลักคือยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ ถ้าปวดค้างหลังทำหรือปวดมากขึ้นตอนกลางคืน แปลว่าหนักเกินไป ให้เบาลง

ถาม ทำไมหมอไม่ให้ยืดแรงๆ ตั้งแต่แรก ตอบ เพราะในระยะที่ยังอักเสบและปวดมาก การฝืนยืดแรงจะกระตุ้นการอักเสบและพังผืดให้แย่ลง การออกกำลังกายต้องเลือกให้เหมาะกับระยะของโรค

ถาม การฉีดยาเข้าข้อช่วยอะไร ตอบ ช่วยลดปวดและการอักเสบในช่วงแรกได้ชัดเจน ทำให้ออกกำลังกายและยืดข้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจของการฟื้นตัว

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] ไหล่ติดคือเยื่อหุ้มข้ออักเสบแล้วเกิดพังผืดหดรั้ง ทำให้ขยับได้น้อยลง มี 3 ระยะคือ ปวด ติดแข็ง และคลายตัว

[2] การออกกำลังกายต้องเลือกให้ตรงระยะ ระยะปวดเน้นเบาและบ่อย ระยะติดแข็งเพิ่มการยืด ระยะคลายตัวจึงเสริมความแข็งแรง

[3] หลักทองคือ ยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ ปวดค้างหลังออกกำลังกายคือสัญญาณว่าหนักเกินไป

[4] ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ

[5] ถ้าไหล่เริ่มตึง อย่ารอ มาตรวจให้แน่ใจก่อนว่าอยู่ระยะไหน เพื่อออกกำลังกายได้ถูกจังหวะ คุณไม่ได้สู้กับอาการนี้คนเดียว และการดูแลไหล่ให้กลับมาแข็งแรง คือการดูแลเพื่อคนที่คุณรักด้วย

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ไหล่ติด #ข้อไหล่ติดแข็ง #ปวดไหล่ #ออกกำลังกายไหล่ #กายภาพไหล่ #ไหล่ติดเบาหวาน #ยกแขนไม่ขึ้น #ปวดไหล่กลางคืน #ดูแลไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #FrozenShoulder #AdhesiveCapsulitis #ShoulderRehab #ShoulderExercise

ทำไมผล MRI ไหล่เขียนยาวเป็นหน้า แต่หมอบอกยังไม่ต้องผ่าตัด

 



ยกแขนหวีผมไม่สุด ต้องเอียงคอเข้าช่วย เอื้อมหยิบของบนตู้ เสียวไหล่ทุกครั้ง นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวด

คุณมาลี อายุ 45 ปี ปวดไหล่ซ้ายมาหลายเดือน ตัดสินใจไปตรวจ MRI ผลออกมาเขียนยาวเต็มหน้า มีทั้งคำว่า "เอ็นฉีก" "เอ็นเสื่อม" และ "ข้อไหล่ติด" อ่านแล้วใจหาย คิดในใจว่า "แบบนี้คงต้องผ่าตัดแน่ๆ"

แต่ความจริง ผล MRI ที่ดูน่ากลัว ไม่ได้แปลว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดเสมอไปครับ ลองอ่านบทความด้านล่างนี้ดูครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมผล MRI ไหล่เขียนยาวเป็นหน้า แต่หมอบอกยังไม่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

พอเห็นคำว่า "เอ็นฉีก" ทุกคนคิดอะไร

หลายคนพอเปิดอ่านผล MRI ไหล่แล้วเจอคำว่า "เอ็นฉีก" ก็ใจหายวาบ คิดทันทีว่าต้องผ่าตัด แต่ในความเป็นจริง คนไข้ที่ปวดไหล่ส่วนใหญ่...ไม่ได้ต้องผ่าตัดเลยครับ โดยเฉพาะคนที่เอ็นฉีกเพียงบางส่วน และอาการปวดยังไม่รุนแรง สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับไหล่ของเรา แล้วดูแลให้ถูกทาง

เรื่องของคุณมาลี

ย้อนกลับไป คุณมาลีเคยเป็นคนที่ใช้แขนคล่องมาก ทำงานบ้าน ตากผ้า ยกของ เล่นกับหลานได้สบาย

วันหนึ่งเริ่มรู้สึกปวดตื้อๆ ที่ไหล่ซ้ายเวลายกแขน ตอนแรกคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เลยปล่อยไว้

แต่ผ่านไปหลายเดือน อาการกลับเป็นมากขึ้น ยกแขนหวีผมก็ลำบาก ตากผ้าราวสูงก็เสียว นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นไม่ได้เลย ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ "การยกแขน" แต่คือการได้อุ้มหลาน การทำงานบ้านที่เคยทำเอง และการนอนหลับสนิททั้งคืน

คุณมาลีลังเลอยู่นาน เพราะกลัวว่าถ้าไปหาหมอ คงต้องผ่าตัด จนสุดท้ายตัดสินใจมาตรวจ เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนสักที

ที่จริงแล้วไหล่ของเรากำลังเกิดอะไรขึ้น

หลายคนไม่รู้ว่า อาการปวดไหล่ที่เป็นๆ หายๆ มาเป็นเดือน จริงๆ แล้วมีกลไกซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเมื่อเข้าใจแล้ว จะเห็นว่าทำไมการรักษาส่วนใหญ่จึงไม่ต้องเริ่มที่การผ่าตัด

ลองนึกภาพว่ารอบๆ ข้อไหล่ของเรามี "เชือกเอ็น" หลายเส้นคอยพยุงและช่วยหมุนแขน เราเรียกกลุ่มเอ็นนี้ว่าเอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) เชือกพวกนี้ทำงานทุกครั้งที่เรายกแขนหรือหมุนไหล่ พออายุมากขึ้น บวกกับการใช้งานยกแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เป็นปีๆ เนื้อเอ็นจะค่อยๆ เปื่อยและเสื่อมลง เหมือนเชือกเก่าที่ใช้นานจนเริ่มเป็นขุย นี่คือจุดเริ่มต้น

ทีนี้ เหนือเส้นเอ็นพวกนี้มีกระดูกเป็นเหมือนหลังคาคลุมอยู่ ถ้าหลังคานี้มีรูปร่างที่ลาดเอียงลงมาหรือมีเดือยกระดูกเล็กๆ งอกออกมา ช่องว่างที่เอ็นลอดผ่านจะแคบลง พอเรายกแขนขึ้นแต่ละครั้ง เอ็นก็จะถูกหนีบและเสียดสีกับกระดูก เราเรียกภาวะนี้ว่าการเสียดสีของเอ็น (impingement) ยิ่งเสียดสีนานเข้า เส้นใยเอ็นบางส่วนก็จะเริ่มขาด กลายเป็น "เอ็นฉีกบางส่วน" ซึ่งต่างจากเอ็นขาดทั้งเส้นมาก

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า "ทำไมปวดตอนกลางคืน หรือเวลานอนทับ" คำตอบคือ เวลานอนตะแคงทับ น้ำหนักตัวจะกดลงบนเอ็นที่อักเสบโดยตรง และตอนกลางคืนที่เราไม่ได้ขยับ การไหลเวียนรอบเอ็นจะลดลง ทำให้อาการอักเสบเด่นชัดขึ้น ส่วนอาการ "ยกแขนระดับหัวไหล่แล้วปวด แต่ยกสูงกว่านั้นกลับค่อยยังชั่ว" ก็เพราะช่วงองศานั้นเป็นช่วงที่เอ็นถูกหนีบมากที่สุดพอดี

และในบางคน เยื่อหุ้มข้อไหล่จะอักเสบและหนาตัวขึ้นจนข้อเริ่มฝืดและติด เหมือนยางรัดที่ตึงขึ้นเรื่อยๆ เราเรียกว่าข้อไหล่ติด (frozen shoulder หรือ adhesive capsulitis) ทำให้ขยับไหล่ได้น้อยลงและปวด ซึ่งภาวะนี้ก็มักดีขึ้นได้ด้วยการดูแลที่ถูกต้องเช่นกัน

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

อาการปวดไหล่แบบนี้มักรวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งเอ็นเสื่อม เอ็นฉีกบางส่วน การเสียดสีของเอ็น ถุงน้ำรองเอ็นอักเสบ และบางครั้งมีข้อไหล่ติดร่วมด้วย

อาการที่พบบ่อย มีดังนี้

• ปวดบริเวณด้านนอกหรือด้านบนของไหล่ บางครั้งร้าวลงต้นแขน

• ปวดมากขึ้นเวลายกแขน โดยเฉพาะยกเหนือศีรษะ

• ปวดตอนกลางคืน นอนทับข้างที่เป็นไม่ได้

• รู้สึกแขนอ่อนแรงเล็กน้อย หรือยกได้ไม่สุดเหมือนเดิม

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น

• อายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะเอ็นเริ่มเสื่อมตามวัย

• งานหรือกิจกรรมที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เช่น ตากผ้า ทาสี ยกของขึ้นที่สูง กีฬาที่ใช้ไหล่มาก

• ท่าทางที่ไหล่ห่อ หลังค่อม ทำให้ช่องเอ็นแคบลง

• เคยบาดเจ็บที่ไหล่มาก่อน

• มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไทรอยด์ ซึ่งเพิ่มโอกาสข้อไหล่ติด

หมอวินิจฉัยอย่างไร

การหาสาเหตุที่แท้จริงสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะรักษาแบบไหน โดยทั่วไปจะทำตามลำดับ

• ซักประวัติ ลักษณะการปวด การใช้งาน

• ตรวจร่างกาย ทดสอบองศาการเคลื่อนไหวและกำลังของเอ็น

• อัลตราซาวด์ (ultrasound) จุดเด่นคือดูเอ็นได้แบบเรียลไทม์ขณะขยับไหล่ ทำให้เห็นการอักเสบและรอยฉีกได้ดี

• เอกซเรย์ ดูรูปร่างกระดูกและเดือยกระดูกที่อาจหนีบเอ็น

• เอ็มอาร์ไอ (MRI) ให้รายละเอียดมากที่สุด บอกระดับการฉีกของเอ็นได้ชัด

แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ตั้งใจดูแลตัวเองและทำกายภาพ มักค่อยๆ กลับมายกแขนหวีผม ตากผ้า และอุ้มหลานได้ภายในไม่กี่เดือน โดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายของการรักษาคือ การให้คุณกลับไปทำสิ่งที่รักและใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นอันดับแรก การรักษาจะไล่จากเบาไปหาหนัก ดังนี้

[1] ปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะที่กระตุ้นอาการ ปรับท่าทางการนั่งและทำงาน

[2] ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อให้พอขยับและทำกายภาพได้

[3] กายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษา (ดูท่าออกกำลังกายด้านล่าง)

[4] การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection) ช่วยให้ฉีดยาได้ตรงตำแหน่งที่อักเสบ เหมาะกับบางรายที่ปวดมากจนทำกายภาพไม่ไหว การฉีดสเตียรอยด์ช่วยลดปวดได้เร็วแต่ผลเป็นเพียงชั่วคราว และการฉีดซ้ำบ่อยเกินไปอาจทำให้เอ็นอ่อนแอลง จึงต้องใช้อย่างเหมาะสม

[5] การผ่าตัด เก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น

ท่าออกกำลังกายที่ทำได้เองที่บ้าน

หลักการสำคัญคือ เริ่มจากเบาๆ ทำในช่วงที่ไม่กระตุ้นให้ปวดมาก แล้วค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย

[1] ท่าแกว่งแขน (pendulum) ก้มตัวเล็กน้อย ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลง แล้วแกว่งเป็นวงกลมเบาๆ ช่วยผ่อนคลายและลดปวดในช่วงแรก

[2] ท่ายืดเพิ่มองศา สำหรับคนที่ไหล่เริ่มฝืดหรือติด เช่น ใช้นิ้วไต่กำแพงขึ้นช้าๆ หรือใช้แขนดีช่วยดึงแขนข้างที่ปวดข้ามลำตัวเพื่อยืดด้านหลังไหล่

[3] ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบัก ดึงสะบักสองข้างเข้าหากันค้างไว้ครู่หนึ่งแล้วปล่อย ช่วยปรับท่าทางและพยุงไหล่

[4] ท่าบริหารเอ็นหุ้มข้อไหล่ด้วยยางยืด หมุนแขนออกด้านนอกและหมุนเข้าด้านในเบาๆ โดยหุบศอกแนบลำตัว เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กลุ่มเอ็น

[5] ข้อควรระวัง ถ้าทำแล้วปวดมากขึ้น ปวดร้าวลงแขน หรือชา ให้หยุดและปรึกษาแพทย์ การออกกำลังกายควรรู้สึกตึงพอประมาณ ไม่ใช่เจ็บแปลบ

แล้วเมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัด

การผ่าตัดมีที่ทางของมัน และจะพิจารณาเมื่อมีเหตุผลชัดเจน เช่น เอ็นฉีกขาดทั้งเส้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ใช้งานไหล่มาก แขนอ่อนแรงชัดเจนจนยกของหรือทำกิจวัตรไม่ได้ หรือกรณีที่ดูแลด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วหลายเดือนแต่อาการยังไม่ดีขึ้น สำหรับเอ็นฉีกเพียงบางส่วนและปวดไม่มากแบบในเรื่องนี้ มักยังไม่ใช่กรณีที่ต้องผ่าตัด

จะหายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

อาการเอ็นฉีกบางส่วนและการเสียดสีของเอ็น ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด มีงานวิจัยขนาดใหญ่ติดตามคนไข้เอ็นไหล่ฉีกชนิดที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุนานถึง 2 ปี พบว่าประมาณ 3 ใน 4 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเลย และเมื่อติดตามต่อถึง 10 ปี ก็ยังมีมากกว่า 7 ใน 10 ที่ไม่ต้องผ่าตัด

โดยทั่วไปใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือนกว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ถ้ามีข้อไหล่ติดร่วมด้วยอาจใช้เวลานานขึ้น บางคนเป็นเดือนจนถึงเป็นปี แต่ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ และอาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ากลับไปใช้งานผิดท่าหรือละเลยการบริหารกล้ามเนื้อ

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร

ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกเพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เอ็นที่ฉีกบางส่วนในบางรายอาจค่อยๆ ขยายจนฉีกมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ถ้ามีข้อไหล่ติดและไม่ได้ขยับ ข้ออาจยิ่งติดแข็งขึ้น และการไม่ได้ใช้งานนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบลง นี่คือเหตุผลที่การดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผลลัพธ์ดีกว่า แต่ย้ำว่าไม่ได้แปลว่าต้องรีบผ่าตัด

วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก

• บริหารกล้ามเนื้อรอบสะบักและไหล่ให้แข็งแรงสม่ำเสมอ

• ปรับท่าทาง ไม่ห่อไหล่ ไม่นั่งหลังค่อมนานๆ

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือยกแขนเหนือศีรษะต่อเนื่องนานๆ

• อบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา

• ดูแลโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ดี

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] ผล MRI บอกว่าเอ็นฉีก ต้องผ่าตัดไหม ไม่เสมอไปครับ โดยเฉพาะเอ็นฉีกบางส่วน ส่วนใหญ่เริ่มด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน

[2] ปวดไม่มาก จำเป็นต้องทำอะไรไหม ควรดูแลและบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้อาการลุกลามและช่วยให้ไหล่แข็งแรงขึ้น

[3] ฉีดยาเข้าไหล่อันตรายไหม ช่วยลดปวดได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรฉีดสเตียรอยด์ซ้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เอ็นอ่อนแอ

[4] ออกกำลังกายเองได้ไหม ต้องระวังอะไร ได้ครับ เริ่มจากเบาๆ ถ้าทำแล้วปวดมากขึ้นหรือปวดร้าวลงแขน ให้หยุดและปรึกษาแพทย์

[5] ข้อไหล่ติดหายเองได้ไหม ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แต่ใช้เวลา และต้องบริหารยืดอย่างสม่ำเสมอ

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ผล MRI ที่ดูน่ากลัว ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด

[2] เอ็นฉีกบางส่วนและปวดไม่มาก เริ่มด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้

[3] กายภาพบำบัดและการบริหารกล้ามเนื้อ คือหัวใจสำคัญที่สุด

[4] การผ่าตัดเก็บไว้สำหรับกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัด เช่น เอ็นขาดทั้งเส้นจากอุบัติเหตุ อ่อนแรงชัด หรือรักษาไม่ผ่าแล้วไม่ดีขึ้น

[5] ยิ่งเข้าใจและดูแลเร็ว ยิ่งกลับไปทำสิ่งที่รักได้เร็ว

อาการปวดไหล่แบบนี้พบได้บ่อยมาก คุณไม่ได้เผชิญอยู่คนเดียว และส่วนใหญ่ดูแลให้ดีขึ้นได้ครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้กลับมาขยับไหล่อย่างสบายอีกครั้ง

――――――――――――――――――――――――

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ Line ID @doctorkeng หรือโทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #ปวดสะบัก #เอ็นข้อไหล่ฉีก #ข้อไหล่ติด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ultrasoundguidedinjection #กายภาพบําบัดไหล่ #ปวดไหล่เรื้อรัง #ธนินนิตย์คลินิก

Saturday, May 30, 2026

ทำไมยกแขนเองไม่ขึ้น แต่หมอบอกว่าเส้นเอ็นไม่ได้ขาด

 



ยกแขนเองไม่ขึ้น หวีผมไม่ได้

เอื้อมหยิบของบนหิ้งไม่ถึง

ใส่เสื้อ สอดแขนเข้าแขนเสื้อ เจ็บจี๊ดทุกครั้ง

คุณลุงสมบูรณ์ อายุ 72 ปี

ยกแขนข้างขวาไม่ขึ้นมา 3 เดือน

ลูกหลานบอกว่า "เอ็นไหล่ขาดแน่ ๆ ต้องผ่าตัด"

แต่พอมาตรวจจริง กลับไม่ใช่อย่างที่คิด

บทความนี้จะอธิบายว่า "ยกแขนไม่ขึ้น" แบบไหนที่ไม่ใช่เอ็นขาด และยังรักษาให้กลับมาขยับได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมยกแขนเองไม่ขึ้น แต่หมอบอกว่าเส้นเอ็นไม่ได้ขาด

――――――――――――――――――――――――

เวลาใครสักคนยกแขนไม่ขึ้น คนรอบตัวมักคิดทันทีว่า "เส้นเอ็นไหล่ขาดแล้ว ต้องผ่าตัด" ความคิดนี้ไม่ผิดทั้งหมด เพราะเอ็นไหล่ฉีกขาดก็ทำให้ยกแขนไม่ขึ้นได้จริง

แต่มีอีกโรคหนึ่งที่อาการเหมือนกันมาก จนหลายคนแยกไม่ออก นั่นคือโรค "ไหล่ติด" หรือที่เรียกว่าข้อไหล่ยึดติด (Frozen Shoulder)

ความต่างที่สำคัญคือ ถ้าเอ็นขาด แขนมักจะยกขึ้นได้บางทิศทาง แต่ไม่มีแรง ส่วนไหล่ติด ข้อไหล่จะ "ขยับไม่ได้ทุกทิศทาง" ทั้งเวลาเราออกแรงยกเอง และเวลาคนอื่นช่วยจับยกให้ ก็ยังตึงและขยับไม่ได้เหมือนกัน

เคสคุณลุงสมบูรณ์ที่เล่าไปข้างต้น เมื่อตรวจร่างกายและใช้อัลตราซาวด์ดู พบว่าเส้นเอ็นไหล่ยังดีอยู่ ไม่ได้ขาด ปัญหาแท้จริงคือเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบและหดรัดจนข้อติด นี่คือเหตุผลที่ "ยกแขนไม่ขึ้น" แต่ "เส้นเอ็นไม่ได้ขาด"

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ติดเกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย

หลายคนเป็นไหล่ติดมานานโดยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดจากอะไร และบางคนก็เพิ่งรู้ว่าโรคนี้รักษาได้ ไม่ต้องทนปวดไปตลอด

ลองนึกภาพข้อไหล่ของเรา มีถุงเยื่อบาง ๆ หุ้มรอบข้อไว้ เปรียบเหมือนถุงผ้ายืดที่ห่อหุ้มข้อต่อ ปกติถุงนี้จะนิ่มและยืดหยุ่น ทำให้เราหมุนแขนได้รอบทิศ

"ทำไมถึงเกิด" — จุดเริ่มต้นคือเยื่อหุ้มข้อเกิดการอักเสบขึ้นมา อาจเกิดเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หรือเกิดหลังจากไม่ได้ขยับไหล่นาน ๆ เช่น หลังเจ็บแขน หลังผ่าตัด หรือในคนที่เป็นเบาหวานและไทรอยด์

"เกิดทีละขั้นอย่างไร" — เมื่ออักเสบไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะสร้างพังผืดมาแทนที่เนื้อเยื่อปกติ เยื่อหุ้มข้อที่เคยนิ่มจะค่อย ๆ หนาตัวขึ้นและหดรัดเข้าหากัน เหมือนเสื้อยืดที่ซักน้ำร้อนแล้วหดจนเล็กลง พอเยื่อหุ้มหดรัด ข้อไหล่ก็ถูกบีบให้แคบลง ขยับได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ "ติด"

"ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้" — ช่วงแรกที่อักเสบมาก จะปวดมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน เพราะการอักเสบยังรุนแรง นอนทับก็เจ็บ พลิกตัวก็ปวด พอเข้าระยะที่พังผืดหดรัดเต็มที่ อาการปวดจะลดลง แต่กลับ "แข็งและขยับไม่ได้" แทน และเหตุที่ขยับไม่ได้ทุกทิศ เพราะพังผืดรัดรอบข้อทั้งหมด ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง ต่างจากเอ็นขาดที่เสียหายเฉพาะเส้น

――――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานเรื่องไหล่ติด

ไหล่ติด คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบแล้วกลายเป็นพังผืดหดรัด ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลงทุกทิศทาง ทั้งการยกแขน กางแขน และหมุนแขน

สาเหตุแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

• เกิดเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน พบบ่อยในช่วงอายุ 40 ถึง 65 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

• เกิดตามหลังปัญหาอื่น เช่น เคยเจ็บไหล่ เคยผ่าตัด หรือต้องใส่เฝือกตรึงแขนไว้นาน ทำให้ไม่ได้ขยับไหล่

อาการหลักที่พบ คือ ปวดไหล่ที่ค่อย ๆ มากขึ้น ปวดมากตอนกลางคืน และขยับไหล่ได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนทำกิจวัตรประจำวันลำบาก เช่น หวีผม ใส่เสื้อ เอื้อมหยิบของ หรือเกาหลัง

――――――――――――――――――――――――

ใครเสี่ยงเป็นไหล่ติดบ้าง

[1] คนที่เป็นโรคเบาหวาน มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และมักหายช้ากว่า

[2] คนที่เป็นโรคไทรอยด์

[3] คนที่ไม่ได้ขยับไหล่นาน เช่น หลังเจ็บแขน หลังผ่าตัด หรือใส่เฝือก

[4] ผู้หญิงในช่วงอายุ 40 ถึง 65 ปี

[5] คนที่เคยเป็นไหล่ติดมาก่อน มีโอกาสเป็นที่ไหล่อีกข้างได้

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ติดวินิจฉัยได้อย่างไร

การตรวจวินิจฉัยไหล่ติด ไม่ได้ดูแค่ว่ายกแขนขึ้นหรือไม่ แต่ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นไหล่ติด หรือเป็นเอ็นไหล่ขาด เพราะการรักษาต่างกันมาก

[1] ซักประวัติ สอบถามอาการปวด ระยะเวลา และกิจวัตรที่ทำไม่ได้

[2] ตรวจร่างกาย จุดสำคัญที่สุดคือ เมื่อให้คนไข้ยกแขนเองไม่ได้ แล้วหมอลองช่วยจับยกให้ ถ้าเป็นไหล่ติด แขนก็ยังขยับไม่ได้และตึงเหมือนกัน นี่คือจุดที่ช่วยแยกจากเอ็นขาด

[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ใช้ดูว่าเส้นเอ็นไหล่ยังดีอยู่หรือขาด และดูการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บและเห็นภาพได้ทันที

[4] เอกซเรย์ ใช้ดูว่ามีปัญหากระดูกหรือข้อเสื่อมร่วมด้วยหรือไม่

[5] เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือสงสัยปัญหาอื่นซ่อนอยู่

――――――――――――――――――――――――

แนวทางรักษาไหล่ติดในแต่ละระยะ

ข่าวดีคือ ไหล่ติดส่วนใหญ่รักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายของการรักษาคือ ให้คนไข้กลับมาหวีผม ใส่เสื้อ และใช้ชีวิตได้ตามปกติ และป้องกันไม่ให้ข้อยึดติดถาวร โดยการรักษาจะปรับตามระยะของโรค

ระยะที่ 1 ระยะปวด เป็นช่วงที่อักเสบและปวดมากที่สุด โดยเฉพาะกลางคืน เป้าหมายช่วงนี้คือ "ลดปวด" เป็นหลัก

• ใช้ยาลดปวดลดอักเสบ

• ประคบและปรับท่าทางการนอนให้ไหล่ไม่ถูกกดทับ

• การฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อไหล่ภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection) ช่วยลดปวดได้เร็วในระยะนี้ และทำให้เริ่มทำกายภาพได้ การฉีดโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยให้ยาเข้าตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำ

ระยะที่ 2 ระยะติดแข็ง ช่วงนี้ปวดน้อยลง แต่ไหล่แข็งและขยับไม่ได้ เป้าหมายคือ "คืนการเคลื่อนไหว"

• ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค่อย ๆ ยืดเยื่อหุ้มข้อที่หดรัด

• ยืดเหยียดไหล่ด้วยท่าที่หมอหรือนักกายภาพแนะนำ ทำต่อเนื่องที่บ้าน

• ในรายที่ติดมาก อาจใช้การฉีดน้ำเข้าไปขยายข้อไหล่ (Hydrodilatation) เพื่อช่วยให้เยื่อหุ้มข้อที่หดรัดคลายตัวและขยับได้มากขึ้น

ระยะที่ 3 ระยะคลายตัว อาการค่อย ๆ ดีขึ้นเอง ไหล่เริ่มขยับได้มากขึ้น เป้าหมายคือ "ฟื้นฟูให้กลับมาเต็มที่"

• ทำกายภาพต่อเนื่องเพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวและความแข็งแรง

• กลับไปทำกิจวัตรและกิจกรรมที่ชอบได้ตามปกติ

ในรายที่รักษาด้วยวิธีข้างต้นเต็มที่แล้วอย่างน้อย 3 เดือน แต่ยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการดัดข้อไหล่ หรือการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อเลาะพังผืด ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับส่วนน้อยเท่านั้น

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ติดหายได้ไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ไหล่ติดเป็นโรคที่ค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่ใช้เวลานาน ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจใช้เวลาเป็นปี กว่าจะกลับมาขยับได้ และบางรายอาจขยับได้ไม่เต็มที่เท่าเดิม

การรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเจ็บปวด ทำให้กลับมาขยับได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่ข้อจะยึดติดค้างไว้ จึงเป็นเหตุผลที่ควรมาตรวจให้รู้แน่ชัดตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเป็นไหล่ติด ไม่ใช่เอ็นขาด

――――――――――――――――――――――――

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

ในบางราย ไหล่ติดอาจดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ระหว่างนั้นคนไข้ต้องทนปวดและใช้ไหล่ได้ไม่เต็มที่เป็นเวลานาน

ที่ต้องระวังคือ ถ้าปล่อยให้ไหล่ไม่ขยับนานเกินไป กล้ามเนื้อรอบไหล่จะลีบและอ่อนแรงลง และข้ออาจขยับได้ไม่กลับมาเท่าเดิม โดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวานที่มักหายช้ากว่า การดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้ผลการรักษาดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้

――――――――――――――――――――――――

ป้องกันไหล่ติดได้อย่างไร

[1] ขยับไหล่สม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ไหล่อยู่นิ่งนานเกินไป โดยเฉพาะหลังเจ็บแขนหรือหลังผ่าตัด

[2] ถ้าเริ่มปวดไหล่ อย่าหยุดขยับไปเลย ให้ค่อย ๆ ขยับเท่าที่ไหว เพื่อไม่ให้ข้อยึด

[3] ควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีในคนที่เป็นเบาหวาน

[4] ถ้ามีอาการไหล่ติดข้างหนึ่ง ให้ดูแลและขยับไหล่อีกข้างไว้ด้วย

[5] รีบปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มปวดและขยับได้น้อยลง อย่ารอจนติดแข็ง

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ไหล่ติดกับเอ็นไหล่ขาด ต่างกันอย่างไร

ตอบ เอ็นขาดมักยกแขนได้บางทิศแต่ไม่มีแรง ส่วนไหล่ติดจะขยับไม่ได้ทุกทิศ ทั้งตอนยกเองและตอนให้คนอื่นช่วยจับยก การตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ช่วยแยกได้

ถาม ไหล่ติดต้องผ่าตัดไหม

ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด รักษาด้วยยา การฉีดยาลดอักเสบ และกายภาพบำบัดก็ดีขึ้นได้ การผ่าตัดเป็นทางเลือกสำหรับรายที่รักษาเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น

ถาม ปวดไหล่มากจนนอนไม่ได้ ควรทำอย่างไร

ตอบ ช่วงที่ปวดมากคือระยะอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อลดปวด การฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อภายใต้อัลตราซาวด์ช่วยลดปวดได้เร็วในระยะนี้

ถาม ทำกายภาพแล้วเจ็บ ควรหยุดไหม

ตอบ การยืดที่ถูกวิธีอาจตึงได้บ้าง แต่ไม่ควรเจ็บรุนแรง ควรทำตามที่นักกายภาพแนะนำ และแจ้งแพทย์ถ้าเจ็บมากผิดปกติ

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] ยกแขนไม่ขึ้น ไม่ได้แปลว่าเอ็นขาดเสมอไป อาจเป็นโรคไหล่ติดที่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

[2] ไหล่ติดต่างจากเอ็นขาดตรงที่ ขยับไม่ได้ทุกทิศ ทั้งยกเองและให้คนช่วยยก

[3] การรักษาปรับตามระยะ ระยะแรกเน้นลดปวด ระยะติดแข็งเน้นคืนการเคลื่อนไหว

[4] รักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้กลับมาขยับได้เร็วและเต็มที่กว่า

[5] คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้คนเดียว การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญที่ทำให้กลับมาใช้ไหล่ดูแลตัวเองและคนที่รักได้อีกครั้ง

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#ไหล่ติด #ข้อไหล่ยึดติด #ปวดไหล่ #ยกแขนไม่ขึ้น #โรคไหล่ #กายภาพบำบัด #ฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ #เบาหวานกับไหล่ติด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #FrozenShoulder #AdhesiveCapsulitis #ShoulderPain #UltrasoundGuidedInjection #OrthopedicCare

Thursday, May 28, 2026

ไหล่ที่ค่อยๆแข็งจนขยับไม่ได้ เรื่องจริงของโรคข้อไหล่ติดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อย

 



เอื้อมมือไปติดตะขอเสื้อชั้นในด้านหลังไม่ได้ สะบัดผมตอนสระไม่ขึ้น หยิบของบนหิ้งสูงแล้วเสียวแปลบจนต้องร้อง นี่ไม่ใช่แค่ "เมื่อยไหล่" แต่อาจเป็นสัญญาณว่าข้อไหล่ของคุณกำลัง "ติด" ทีละน้อยโดยที่คุณไม่รู้ตัว

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ที่ค่อยๆแข็งจนขยับไม่ได้ เรื่องจริงของโรคข้อไหล่ติดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อย

――――――――――――――――――――――――

อาการแบบไหนที่เรียกว่าข้อไหล่ติด

โรคข้อไหล่ติด หรือที่เรียกว่า "ฟรอเซน โชลเดอร์ (Frozen Shoulder)" คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรั้ง ทำให้ช่องว่างในข้อแคบลง ไหล่จึงทั้งปวดและขยับได้น้อยลงเรื่อยๆ

จุดที่ทำให้คนไข้สับสนคือ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุชัดเจน หลายคนจึงคิดว่าเป็นแค่ปวดเมื่อยธรรมดา จนวันหนึ่งพบว่ายกแขนไม่สุด หวีผมไม่ได้ หรือเอื้อมไปด้านหลังไม่ได้แล้ว

ลักษณะเด่นที่ช่วยแยกโรคนี้ออกจากอาการปวดไหล่ทั่วไปคือ ไหล่จะขยับได้น้อยลงในทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่บางท่า โดยเฉพาะการหมุนแขนออกด้านนอกและการเอื้อมไปด้านหลัง และที่สำคัญคือแม้คนอื่นจะช่วยจับยกแขนให้ ไหล่ก็ยังขยับไม่ได้เท่าเดิม

――――――――――――――――――――――――

ทำไมถึงเป็น และใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ากลุ่มคนบางกลุ่มเสี่ยงเป็นมากกว่าคนทั่วไป

• ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 40 ถึง 60 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

• ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน ในคนทั่วไปพบโรคนี้ประมาณ 2 ถึง 5 คนใน 100 คน แต่ในผู้ป่วยเบาหวานพบสูงขึ้นหลายเท่า และยิ่งคุมน้ำตาลได้ไม่ดีหรือเป็นเบาหวานมานาน ก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

• ผู้ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์ก็พบโรคนี้ได้บ่อยกว่าคนทั่วไป

• คนที่ต้องหยุดขยับไหล่นานๆ เช่น หลังผ่าตัด หลังแขนหัก หรือใส่เฝือกนาน ก็มีโอกาสที่ไหล่จะติดตามมาได้

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ โรคนี้มักเป็นทีละข้าง แต่ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยจะเป็นที่ไหล่อีกข้างตามมาด้วย

――――――――――――――――――――――――

โรคนี้เดินทางผ่าน 3 ระยะ

สิ่งที่ทำให้ข้อไหล่ติดต่างจากอาการปวดอื่น คือมันมีลำดับการดำเนินโรคที่ค่อนข้างชัดเจน แบ่งเป็น 3 ระยะ

[1] ระยะปวด ช่วงนี้ไหล่จะปวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนจนรบกวนการนอน การขยับยังพอทำได้แต่เริ่มเจ็บ ระยะนี้มักกินเวลาหลายเดือน

[2] ระยะติด ความปวดเริ่มลดลง แต่ไหล่กลับแข็งและขยับได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นช่วงที่คนไข้ทำกิจวัตรประจำวันลำบากที่สุด

[3] ระยะคลาย ไหล่ค่อยๆกลับมาขยับได้มากขึ้นทีละน้อย ความแข็งลดลง

แม้หลายคนจะบอกว่าโรคนี้หายเองได้ แต่ความจริงคือมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่อาการยืดเยื้อเป็นปีๆ และบางส่วนไหล่ไม่กลับมาเป็นปกติเต็มที่ การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป

――――――――――――――――――――――――

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยโรคนี้ส่วนใหญ่อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพงเสมอไป

แพทย์จะตรวจดูพิสัยการขยับของไหล่ทั้งแบบที่คนไข้ขยับเอง และแบบที่แพทย์ช่วยจับขยับให้ จุดสำคัญคือถ้าเป็นข้อไหล่ติดจริง แม้แพทย์จะช่วยจับขยับ ไหล่ก็จะยังขยับได้จำกัดอยู่ดี ซึ่งช่วยแยกออกจากอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อ

การตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มักใช้เพื่อตัดโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออกไป เช่น ข้อไหล่เสื่อม หรือหินปูนเกาะเส้นเอ็น มากกว่าจะใช้ยืนยันโรคโดยตรง

นอกจากนี้แพทย์มักแนะนำให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เพราะผู้ป่วยข้อไหล่ติดจำนวนหนึ่งตรวจพบเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวานที่ยังไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา

ข่าวดีคือผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แนวทางการรักษาจะปรับให้เหมาะกับระยะของโรคและความรุนแรงของอาการในแต่ละคน

• การทำกายภาพบำบัด เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา การยืดและขยับไหล่อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอช่วยให้ไหล่ค่อยๆกลับมาขยับได้ แต่ต้องทำให้เหมาะกับระยะของโรค ถ้าฝืนยืดแรงเกินไปในช่วงที่กำลังปวดมาก อาจยิ่งทำให้อักเสบหนักขึ้น

• การกินยาลดปวดและลดการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการในช่วงที่ปวดมาก ทำให้คนไข้ทนทำกายภาพได้ดีขึ้น

• การฉีดยาเข้าข้อไหล่ เป็นวิธีที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าช่วยลดปวดและเพิ่มการขยับได้ดี โดยเฉพาะถ้าทำในระยะที่ยังปวดอยู่ ปัจจุบันการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) นำทางขณะฉีด ช่วยให้ยาเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำขึ้น

• สำหรับผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาด้วยวิธีข้างต้นอย่างเต็มที่ แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การขยายข้อด้วยน้ำ หรือการผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร

สิ่งที่ช่วยได้คือ อย่าหยุดขยับไหล่ไปเลยเพราะกลัวเจ็บ การไม่ขยับเลยจะยิ่งทำให้ไหล่ติดเร็วขึ้น ควรขยับไหล่เบาๆในระดับที่พอทนได้เป็นประจำ ประคบอุ่นก่อนขยับเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว และถ้าเป็นผู้ป่วยเบาหวาน การคุมระดับน้ำตาลให้ดีก็มีส่วนช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น

แต่ถ้าอาการปวดรบกวนการนอน หรือไหล่เริ่มขยับได้น้อยลงจนกระทบกิจวัตรประจำวัน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดและเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ผลการรักษามักยิ่งดี

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ อาการปวดไหล่มีได้จากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์โดยตรง

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

สอบถามหรือปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ หมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line OA @doctorkeng

――――――――――――――――――――――――

#ข้อไหล่ติด #ปวดไหล่ #FrozenShoulder #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #อัลตราซาวด์ #ปวดไหล่เรื้อรัง #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #กระดูกและข้อ #เบาหวาน

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงไหล่ติดง่ายกว่าคนทั่วไป และทำไมหลายคนปล่อยไว้จนยกแขนไม่ขึ้น

 


เอื้อมหยิบของบนชั้นไม่ได้ ติดตะขอเสื้อด้านหลังไม่ได้ หวีผมด้านหลังก็ยกแขนไม่ขึ้น และตอนกลางคืนพอเผลอนอนทับไหล่ข้างนั้นทีไร เจ็บจนสะดุ้งตื่น ถ้าคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้วมีอาการแบบนี้ ไหล่ของคุณอาจกำลัง "ติด" โดยที่ไม่ได้เกิดจากการยกของหนักหรือหกล้มเลย

――――――――――――――――――――――――

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงไหล่ติดง่ายกว่าคนทั่วไป และทำไมหลายคนปล่อยไว้จนยกแขนไม่ขึ้น

――――――――――――――――――――――――

มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการคล้ายกัน คือปวดไหล่มาหลายเดือน ตอนแรกคิดว่าแค่เคล็ดธรรมดา นวดแล้วก็ไม่หาย จนวันหนึ่งเริ่มยกแขนไม่ขึ้น ใส่เสื้อเองลำบาก สางผมด้านหลังไม่ได้ พอถามประวัติถึงรู้ว่าเป็นเบาหวานมาหลายปี

อาการแบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ข้อไหล่ติด" หรือที่หลายคนได้ยินในชื่อ ไหล่แข็ง (Frozen Shoulder)

เกิดอะไรขึ้นกับไหล่

ปกติข้อไหล่ของเราถูกหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ คล้ายถุงที่ยืดหยุ่นได้ดี ทำให้เราหมุนแขน ยกแขน เอื้อมไปด้านหลังได้คล่อง

พอเป็นข้อไหล่ติด เยื่อหุ้มข้อนี้จะอักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรัดแน่นเหมือนถุงที่ค่อย ๆ ตีบลง ทำให้ข้อไหล่ขยับได้น้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งเจ็บและติด

ทำไมเบาหวานถึงเกี่ยวข้อง

เรื่องนี้มีคำอธิบายทางการแพทย์ครับ คนทั่วไปมีโอกาสเป็นข้อไหล่ติดประมาณ 2 ถึง 5 คนใน 100 คน แต่ในคนที่เป็นเบาหวาน ตัวเลขนี้สูงขึ้นชัดเจน

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลหลายการศึกษาพบว่า คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นข้อไหล่ติดเฉลี่ยราว 13 ถึง 14 คนใน 100 คน และบางการศึกษาพบสูงถึง 30 คนใน 100 คน

สาเหตุหลักเชื่อว่ามาจากน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน น้ำตาลส่วนเกินจะไปเกาะกับเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อยืดหยุ่น เมื่อคอลลาเจนถูกน้ำตาลเกาะ มันจะเหนียวขึ้นและแข็งขึ้น ยืดหยุ่นได้น้อยลง ไหล่จึงค่อย ๆ ตึงและติด

ที่สำคัญคือ ในคนเป็นเบาหวาน อาการมักจะ "หนักกว่า" และ "หายช้ากว่า" คนทั่วไป

สัญญาณที่ควรสังเกต

• ปวดไหล่ลึก ๆ โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุนำมาก่อน

• ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะหรือกางแขนออกด้านข้างได้น้อยลง

• เอื้อมมือไปด้านหลัง เช่น ติดตะขอเสื้อหรือล้วงกระเป๋าหลังลำบาก

• ปวดมากตอนกลางคืน จนนอนทับข้างนั้นไม่ได้

• อาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ คือบางครั้งข้อไหล่ติดเป็น "สัญญาณเตือนล่วงหน้า" ของเบาหวานที่ยังไม่เคยตรวจพบ มีงานศึกษาพบว่า ในกลุ่มคนที่ไหล่ติดเองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มากกว่าหนึ่งในสามตรวจเจอว่าน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติทั้งที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวานมาก่อน ดังนั้นถ้าไหล่ติดโดยไม่มีสาเหตุ การตรวจน้ำตาลในเลือดไปด้วยก็เป็นเรื่องที่ควรทำ

แล้วต้องผ่าตัดไหม

คำตอบคือ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ

ข้อไหล่ติดเป็นภาวะที่ในหลายกรณีดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ปัญหาคือมันใช้เวลานานมาก บางคนนานเป็นปีถึงปีครึ่ง และระหว่างนั้นต้องทนเจ็บกับใช้แขนไม่ได้เต็มที่ ซึ่งกระทบชีวิตประจำวันอย่างมาก

แนวทางรักษาที่ใช้กันมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก

[1] การทำกายภาพบำบัด ยืดและขยับข้อไหล่อย่างถูกวิธี เพื่อค่อย ๆ คืนการเคลื่อนไหว

[2] การใช้ยาลดปวดลดอักเสบ เพื่อให้ขยับและทำกายภาพได้

[3] การฉีดยาเข้าข้อไหล่ในตำแหน่งที่แม่นยำ เพื่อลดการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ

[4] การฉีดน้ำเข้าไปถ่างขยายเยื่อหุ้มข้อที่หดรัด ภายใต้การนำทางด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อช่วยให้ข้อไหล่ขยับได้กว้างขึ้น เรียกว่า การถ่างขยายข้อไหล่ด้วยน้ำภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Hydrodistension)

[5] การผ่าตัด ซึ่งเก็บไว้สำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้นจริง ๆ เท่านั้น

จุดสำคัญของการรักษาสมัยใหม่คือ การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางขณะฉีด ทำให้เห็นตำแหน่งเข็มและโครงสร้างภายในข้อได้ชัดเจน ฉีดได้ตรงจุดที่ต้องการ ลดการฉีดพลาดตำแหน่ง และช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

สิ่งที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้เพิ่ม

เนื่องจากข้อไหล่ติดในคนเบาหวานมักหายช้ากว่าและอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ การคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่สำคัญไม่แพ้การดูแลที่ไหล่โดยตรง

อีกข้อที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน คือยาบางชนิดที่ฉีดเข้าข้ออาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้ในช่วงสั้น ๆ หลังฉีด ดังนั้นการวางแผนร่วมกับแพทย์และการเฝ้าระวังน้ำตาลในช่วงนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ไหล่ติด #ข้อไหล่ติด #ปวดไหล่ #เบาหวาน #ไหล่แข็ง #ยกแขนไม่ขึ้น #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #ฉีดยาข้อไหล่ #ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน #FrozenShoulder #AdhesiveCapsulitis #DiabetesCare #Ultrasound #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก