Wednesday, May 13, 2026

ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น... ผล MRI บอกว่า "เอ็นฉีก" ต้องรีบผ่าตัดจริงหรือ?

 





ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น... ผล MRI บอกว่า "เอ็นฉีก" ต้องรีบผ่าตัดจริงหรือ?

หลายคนคงเคยมีอาการปวดไหล่ตื้อๆ เวลาจะเอื้อมมือไปหยิบของหลังรถ หรือเวลาสระผมแล้วรู้สึกเสียวแปร๊บจนแขนตก อาการเหล่านี้มักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงแค่กล้ามเนื้ออักเสบจากการทำงานหนัก หรือนอนทับแขนตัวเอง แต่เมื่อความเจ็บปวดเริ่มรบกวนการนอนจนต้องตื่นกลางดึก หรือเริ่มใช้ชีวิตประจำวันลำบาก การตัดสินใจไปพบคุณหมอจึงเกิดขึ้น และคำตอบที่ได้รับจากผล MRI ว่า "เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด" อาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อได้รับคำแนะนำว่า "ควรผ่าตัดทันที" ความเป็นจริงแล้ว เส้นทางสู่การหายปวดอาจไม่ได้มีเพียงแค่ห้องผ่าตัดเสมอไป


เรื่องราวของคุณวิภา: เมื่อความกังวลมาพร้อมกับผลฟิล์มเอกซเรย์

คุณวิภา อายุ 50 ปี เป็นพนักงานบัญชีที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และขยับแขนไปมาตลอดวัน วันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกปวดหนึบๆ ที่หัวไหล่ข้างซ้าย ตอนแรกคิดว่าแค่เมื่อยจากการทำงาน จึงไปพบคุณหมอท่านแรกซึ่งแนะนำให้ทานยาและสังเกตอาการก่อน แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น เธอจึงไปพบคุณหมอท่านที่สองและได้รับการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า MRI

ผลปรากฏว่า "เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด" คุณหมอแนะนำให้เตรียมตัวผ่าตัดโดยเร็วที่สุด คุณวิภารู้สึกตกใจและสับสน เพราะใจหนึ่งก็กลัวการผ่าตัด แต่อีกใจก็ยังเจ็บจนทนไม่ไหว เธอขอกลับมาตั้งหลักและตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ หรือ?"


เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด... เปรียบเสมือนสายเคเบิลที่เริ่มเปื่อย

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองนึกภาพหัวไหล่ของเราเหมือนกับ "เต็นท์หลังใหญ่" ครับ กระดูกหัวไหล่คือเสากลาง ส่วนเส้นเอ็นที่ล้อมรอบหัวไหล่หรือที่เราเรียกว่า กลุ่มเอ็นหมุนหัวไหล่ (Rotator Cuff Tear) คือสายเคเบิลที่คอยดึงและยึดเหนี่ยวให้เสานี้ตั้งตรงและขยับได้อย่างมั่นคง

เมื่อเวลาผ่านไปตามอายุการใช้งาน หรือจากการถูกกระแทก สายเคเบิลเหล่านี้อาจจะเริ่มเปื่อยยุ่ยหรือฉีกขาดทีละนิด การที่เคเบิลขาดไปหนึ่งเส้น ไม่ได้แปลว่าเต็นท์จะถล่มลงมาทันที เพราะยังมีเคเบิลเส้นอื่นและโครงสร้างอื่นที่ช่วยกันประคองไว้ได้ ดังนั้นการที่ผล MRI บอกว่ามีรอยฉีก จึงเปรียบเสมือนการตรวจพบว่าสายเคเบิลเริ่มชำรุด ซึ่งเราต้องมาประเมินกันต่อว่าเราจะซ่อมด้วยการ "เย็บใหม่" หรือจะ "เสริมความแข็งแรง" ของสายที่เหลือให้ทำงานแทนกันได้


ทำความรู้จักกับภาวะเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

ภาวะนี้คือการที่เส้นเอ็นที่ยึดเกาะกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่กับกระดูกหัวไหล่เกิดรอยแยกหรือขาดออกจากกัน สาเหตุหลักมักมาจากความเสื่อมตามวัย ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติที่เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นน้อยลงเมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเกิดจากการใช้งานที่ซ้ำซากเกินกำลัง เช่น การยกของหนักเหนือศีรษะบ่อยๆ และอุบัติเหตุจากการล้มกระแทก

อาการเด่นที่คนไข้มักบ่นให้หมอฟังคือ อาการปวดเสียวลึกๆ ในหัวไหล่ ปวดร้าวลงไปถึงต้นแขน และมักจะปวดมากขึ้นในช่วงเวลากลางคืนขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับ นอกจากนี้คนไข้จะรู้สึกแขนไม่มีแรง ยกแขนขึ้นลำบาก หรือมีเสียงดังกรอบแกรบในไหล่เวลาขยับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดง่ายขึ้น

  • อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเนื่องจากความเสื่อมของเนื้อเยื่อ

  • อาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องยกแขนสูงเหนือศีรษะซ้ำๆ เช่น ช่างทาสี นักกีฬารักบี้ หรือนักแบดมินตัน

  • การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณออกซิเจนในเลือด ทำให้เส้นเอ็นขาดความยืดหยุ่นและหายยาก

  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีประวัติเอ็นฉีกขาดง่าย คุณอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  • อุบัติเหตุจากการหกล้มโดยเอาแขนข้างนั้นเท้าพื้น หรือถูกกระชากไหล่อย่างรุนแรง


การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้รู้ชัดถึงสาเหตุ

เมื่อคุณมาหาหมอ ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการซักประวัติและ การตรวจร่างกายอย่างละเอียด หมอจะทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อแต่ละมัดและดูช่วงของการเคลื่อนไหว จากนั้นอาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ

  • การเอกซเรย์: เพื่อดูว่ามีกระดูกงอกไปเบียดเส้นเอ็นหรือไม่ หรือดูระยะห่างของข้อไหล่ที่อาจจะแคบลง

  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีที่เห็นรอยฉีกขาดของเส้นเอ็นได้ชัดเจนที่สุด รวมถึงบอกขนาดและตำแหน่งของรอยฉีกได้แม่นยำ

  • การอัลตราซาวด์: เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และสามารถเห็นการทำงานของเอ็นขณะขยับไหล่ได้ทันที


แนวทางการรักษา: ทางเลือกที่มากกว่าการผ่าตัด

หมอขอย้ำให้มั่นใจว่า คนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดส่วนใหญ่ สามารถหายปวดและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยไม่ต้องผ่าตัดครับโดยเราจะมีขั้นตอนการดูแลรักษาดังนี้

การเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ การปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด เราต้องกำจัดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การยกของหนักเหนือศีรษะ และเริ่มฝึกกล้ามเนื้อมัดรอบข้างให้แข็งแรงขึ้นมาช่วยทำงานแทนเอ็นส่วนที่ขาดไป นักกายภาพบำบัดจะช่วยสอนท่าบริหารเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและกำลังแขนอย่างถูกวิธีครับ

ในระยะที่ยังปวดมาก การใช้ยาลดอักเสบ จะช่วยให้คนไข้สบายตัวขึ้นและสามารถทำกายภาพได้ดีขึ้น หากอาการยังไม่ดีขึ้น การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง เป็นเทคโนโลยีที่หมอใช้บ่อยมากในปัจจุบัน เพราะช่วยให้เราส่งยาเข้าไปลดอักเสบที่ตำแหน่งรอบๆ เอ็นที่ฉีกขาดได้แม่นยำ ปลอดภัย และลดความเจ็บปวดได้เห็นผลชัดเจนโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดใหญ่

สำหรับ การผ่าตัด หมอจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่รอยฉีกขาดมีขนาดใหญ่มากจนแขนไม่มีแรงเลย หรือคนไข้ผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่มานานหลายเดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือในคนไข้กลุ่มวัยรุ่นที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงและต้องใช้แขนนักกีฬาครับ โดยปัจจุบันมักใช้การผ่าตัดส่องกล้องซึ่งแผลเล็กและฟื้นตัวได้ไว


พยากรณ์โรค: โอกาสในการหายและความยั่งยืน

อาการปวดไหล่จากเอ็นฉีกขาดมักจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องครับ โดยทั่วไปการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายในเวลาไม่กี่เดือน โรคนี้มีโอกาสกลับมาปวดซ้ำได้หากเรากลับไปใช้งานแขนผิดวิธีหรือกล้ามเนื้อกลับมาอ่อนแรงอีกครั้ง ดังนั้นการบริหารไหล่อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้หัวไหล่มั่นคงไปตลอดชีวิตครับ


ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล

หากมีรอยฉีกขาดรุนแรงแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะ ข้อไหล่ติด ซึ่งจะทำให้ขยับแขนไม่ได้เลยและปวดทรมานมาก หรือในระยะยาวอาจเกิดภาวะ ข้อไหล่เสื่อมตามมา จากการที่หัวไหล่ขยับไม่สมดุล จนกระดูกเริ่มเบียดสีกันทำให้นำไปสู่ความพิการของข้อไหล่ได้ครับ


5 วิธีป้องกันเพื่อถนอมหัวไหล่ให้แข็งแรง

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือหัว หรือการใช้งานแขนซ้ำๆ ในท่าเดิมนานๆ

  • ฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ หัวไหล่และสะบักให้แข็งแรงสม่ำเสมอ

  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าอกและหัวไหล่เป็นประจำ เพื่อลดแรงดึงรั้ง

  • ปรับท่าทางการนั่งทำงาน ไม่ให้นั่งห่อไหล่หรือยื่นคอไปข้างหน้ามากเกินไป

  • สังเกตอาการตัวเอง หากเริ่มปวดไหล่เกินสองสัปดาห์ ควรรีบปรึกษาคุณหมอทันทีครับ


คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

ปวดไหล่แล้วแขนไม่มีแรง อันตรายไหม?

ค่อนข้างอันตรายครับ เพราะอาจบ่งบอกว่าเส้นเอ็นมีการฉีกขาดขนาดใหญ่จนกล้ามเนื้อทำงานไม่ได้ ควรรีบตรวจร่างกายอย่างละเอียดครับ

ถ้าผล MRI บอกว่าเอ็นขาด ต้องผ่าตัดทันทีทุกรายหรือไม่?

ไม่จำเป็นครับ ขนาดของรอยขาดและความสามารถในการใช้งานจริงของแขนเป็นตัวตัดสินใจสำคัญ หลายคนมีรอยขาดแต่ยังแข็งแรงและหายปวดได้ด้วยกายภาพบำบัดและการฉีดยาครับ

ทำกายภาพบำบัดนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นภายในเวลาประมาณสี่ถึงหกสัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนเมื่อทำต่อเนื่องไปจนถึงสามเดือนครับ


สรุปประเด็นสำคัญเพื่อหัวไหล่ที่แข็งแรง

การตรวจพบเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดจาก MRI ไม่ใช่คำตัดสินว่าต้องจบลงด้วยการผ่าตัดเสมอไป

ส่วนใหญ่สามารถหายได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

การรักษาด้วยการฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย

การสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ให้แข็งแรงคือการป้องกันที่ดีที่สุดในระยะยาว

การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ความเจ็บปวดอาจรบกวนชีวิต แต่การเข้าใจและรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยคืนความคล่องตัวให้คุณ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดไหล่ #เอ็นหัวไหล่ฉีก #เอ็นหัวไหล่อักเสบ #ยกแขนไม่ขึ้น #กายภาพบำบัด #ไหล่ติด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #OfficeSyndrome #ปวดแขน #ShoulderPain #RotatorCuffTear #Orthopedics #SportsMedicine #HealthyJoints


Reference 


  1. Sambandam SN, Khanna V, Gul A, Mounasamy V. Rotator cuff tears: an evidence based approach. World J Orthop. 2015 Dec 18;6(11):902–918. doi:10.5312/wjo.v6.i11.902. PMID: 26716086.
    บทความนี้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยด้วยตรวจร่างกายและ MRI/อัลตราซาวนด์ ไปจนถึงการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (ยา กายภาพ การฉีด) และการผ่าตัดแบบต่าง ๆ ช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับอายุ ขนาดรอยฉีก และระดับการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างมีเหตุผล.

  2. Keener JD, Galatz LM, Teefey SA, Middleton WD, Steger-May K, Stobbs-Cucchi G, et al. A prospective evaluation of survivorship of asymptomatic degenerative rotator cuff tears. J Bone Joint Surg Am. 2015 Jan 21;97(2):89–98. doi:10.2106/JBJS.N.00099. PMID: 25609434.
    การศึกษานี้ติดตามคนที่ตรวจพบเอ็นหัวไหล่เสื่อมขาดจาก MRI แต่ยังไม่ปวด พบว่าราวครึ่งหนึ่งของรอยฉีกขาดจะขยายใหญ่ขึ้นภายในไม่กี่ปี และเมื่อรอยฉีกใหญ่ขึ้นมักเริ่มมีอาการปวดและกล้ามเนื้อเสื่อมตามมา ทำให้เห็นว่าบางเคสสามารถเฝ้าระวังได้ แต่ต้องติดตามอาการและภาพถ่าย เพราะรอยฉีกอาจค่อย ๆ ลุกลามได้ตามเวลา.

  3. Kuhn JE, Dunn WR, Sanders R, An Q, Baumgarten KM, Bishop JY, et al. Effectiveness of physical therapy in treating nontraumatic full-thickness rotator cuff tears: a multicenter prospective cohort study. J Shoulder Elbow Surg. 2013 Oct;22(10):1371–1379. doi:10.1016/j.jse.2013.01.026. PMID: 23540577.
    งานวิจัยหลายศูนย์นี้ให้คนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกเต็มความหนาที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง ทำกายภาพบำบัดตามโปรโตคอลมาตรฐาน แล้วติดตามผล พบว่าประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยอาการดีขึ้นจนไม่ต้องผ่าตัดภายใน 2 ปี แสดงให้เห็นว่าการกายภาพบำบัดที่ถูกต้องเป็นทางเลือกแรกที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับเอ็นหัวไหล่ฉีกจำนวนมาก.

  4. Edwards P, Ebert J, Joss B, Bhabra G, Ackland T, Wang A. A systematic review of the outcomes of management of rotator cuff tears. J Orthop Sports Phys Ther. 2016 Dec;46(12):1061–1076. doi:10.2519/jospt.2016.5990. PMID: 27686429.
    systematic review นี้รวบรวมผลลัพธ์ของการรักษาเอ็นหัวไหล่ฉีกทั้งแบบไม่ผ่าตัดและแบบผ่าตัดหลายเทคนิค สรุปว่าทั้งการกายภาพและการผ่าตัดล้วนช่วยให้คนไข้ปวดน้อยลงและใช้แขนได้ดีขึ้น แต่การเลือกรูปแบบการรักษาต้องพิจารณาตามอายุ ระดับการใช้งาน ขนาดรอยฉีก และความคาดหวังของผู้ป่วยเป็นสำคัญ.

  5. Littlewood C, Ashton J, Chance-Larsen K, May S, Sturrock B. Exercise for rotator cuff tendinopathy: a systematic review. Physiotherapy. 2012 Jun;98(2):101–109. doi:10.1016/j.physio.2011.08.002. PMID: 22507359.
    บทความนี้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายสำหรับเอ็นหัวไหล่อักเสบเรื้อรัง พบว่าการบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีแรงต้านอย่างเหมาะสมช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการใช้แขนได้จริง แม้รูปแบบท่าและโปรแกรมแต่ละงานจะต่างกันบ้าง แต่ภาพรวมสนับสนุนว่าการออกกำลังกายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาเอ็นหัวไหล่มีปัญหา.



Wednesday, May 6, 2026

ปวดไหล่เรื้อรัง... เมื่อไหร่จะหาย? ทำไมบางคนรักษาแป๊บเดียวดีขึ้น แต่บางคนปวดข้ามปี?

 



ปวดไหล่เรื้อรัง... เมื่อไหร่จะหาย? ทำไมบางคนรักษาแป๊บเดียวดีขึ้น แต่บางคนปวดข้ามปี?

“หมอครับ ผมรักษามาเป็นเดือนแล้ว ทำไมไหล่ยังยกไม่ขึ้นเลย?” “คุณหมอคะ เพื่อนไปฉีดยาเข็มเดียวก็หาย ทำไมของฉันต้องทำกายภาพต่ออีกตั้งนาน?”

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมเจอเกือบทุกวันที่คลินิกครับ เวลาที่เราปวดไหล่ สิ่งที่เราต้องการที่สุดไม่ใช่แค่หายปวด แต่คือการได้รู้ว่า “เมื่อไหร่ฉันจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เสียที” ความอึดอัดใจที่หยิบของหลังรถไม่ได้ สวมเสื้อลำบาก หรือแม้แต่จะนอนตะแคงก็ยังสะดุ้งตื่นเพราะความปวด มันบั่นทอนกำลังใจอย่างมากเลยใช่ไหมครับ

วันนี้ผมอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจครับว่า “นาฬิกาการหาย” ของโรคปวดไหล่ในแต่ละคนทำไมถึงเดินไม่เท่ากัน และปัจจัยอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความล่าช้านั้น เพื่อที่เราจะได้วางแผนการรักษาร่วมกันอย่างมีความหวังและไม่ท้อไปเสียก่อนครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: ปวดเหมือนกัน แต่ทางเดินไม่เหมือนกัน

ลองนึกถึงเคสของคุณสมพร (นามสมมติ) อายุ 55 ปีครับ คุณสมพรมาหาผมด้วยอาการปวดไหล่ข้างขวามา 3 เดือนแล้ว อาการเริ่มจากปวดจี๊ดๆ เวลาเอื้อมมือไปหยิบของที่เบาะหลังรถ จนหลังๆ เริ่มใส่เสื้อลำบาก ติดกระดุมเสื้อในไม่ได้ และที่ทรมานที่สุดคือปวดตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับ

คุณสมพรเล่าว่า “หมอคะ เพื่อนที่ทำงานก็เป็นแบบนี้ ไปนวดสองครั้งก็หายแล้ว ทำไมของฉันยิ่งนวดยิ่งเจ็บ แถมแขนยังเริ่มแข็งขยับไม่ได้อีก”

นี่คือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดที่พบบ่อยครับ อาการ “ปวดไหล่” เหมือนกัน แต่ “สาเหตุ” อาจต่างกันคนละเรื่องเลย เคสของคุณสมพรไม่ได้เป็นแค่กล้ามเนื้อเมื่อยล้าจากการทำงาน แต่เธอกำลังเผชิญกับภาวะ เส้นเอ็นไหล่อักเสบเรื้อรัง ที่เริ่มมี ภาวะข้อไหล่ติด แทรกซ้อนเข้ามา ซึ่งการรักษาและระยะเวลาในการหายย่อมแตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปอย่างสิ้นเชิงครับ


ทำไมข้อไหล่ถึงรักษายากกว่าข้ออื่น? (กลไกที่ชวนให้คิดตาม)

ผมอยากให้ลองเปรียบเทียบข้อไหล่ของเราเหมือนกับ “ข้อต่อของบานพับประตู” ครับ แต่บานพับนี้พิเศษกว่าที่อื่น เพราะมันไม่ได้ขยับได้แค่เปิด-ปิด แต่มันหมุนได้เกือบรอบทิศทาง 360 องศา เพื่อให้เราใช้งานได้สารพัดประโยชน์

โครงสร้างของไหล่จะมี “หัวกระดูกแขน” ที่วางอยู่ใน “เบ้าไหล่” ที่ค่อนข้างตื้น สิ่งที่ทำให้มันคงรูปและขยับได้คือ กลุ่มเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ (Rotator Cuff) ซึ่งเปรียบเสมือนสายรั้งที่คอยประคองให้หัวกระดูกอยู่ในเบ้าตลอดเวลา ถ้าเส้นเอ็นเหล่านี้เปื่อย อักเสบ หรือฉีกขาด บานพับนี้ก็จะเริ่มรวนครับ

นอกจากเส้นเอ็นแล้ว ยังมี ปลอกหุ้มข้อต่อ ที่เหมือนกับเนื้อฟิล์มบางๆ หุ้มรอบข้อไว้ ถ้าปลอกนี้อักเสบจนหนาตัวและหดรั้ง ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า “ข้อไหล่ติด” เหมือนมีกาวลาเท็กซ์ไปทาไว้ในข้อ ทำให้ขยับไม่ได้และเจ็บปวดอย่างยิ่งครับ


เจาะลึก 5 สาเหตุหลักของอาการปวดไหล่

เมื่อเราพูดถึงอาการปวดไหล่ (Shoulder Pain) เรามักจะพบสาเหตุหลักๆ ดังนี้ครับ:

  1. กลุ่มอาการเส้นเอ็นรอบข้อไหล่อักเสบหรือฉีกขาด (Rotator Cuff Disorders): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ หรือความเสื่อมตามวัย เปรียบเสมือนเชือกที่ใช้งานมานานจนเริ่มรุ่ย

  2. ภาวะข้อไหล่ติด (Adhesive Capsulitis / Frozen Shoulder): ปลอกหุ้มข้อไหล่อักเสบและหนาตัวขึ้นจนหดรั้ง ทำให้ขยับแขนได้น้อยลงมาก มักพบในวัยกลางคนและผู้ป่วยเบาหวาน

  3. เส้นเอ็นไหล่มีหินปูนเกาะ (Calcific Tendonitis): อยู่ดีๆ ก็มีหินปูนไปสะสมในเส้นเอ็น ทำให้ปวดรุนแรงแบบเฉียบพลันจนแทบขยับไม่ได้

  4. กลุ่มอาการช่องใต้กระดูกไหล่แคบ (Shoulder Impingement Syndrome): เกิดจากกระดูกงอกหรือโครงสร้างไหล่ที่ไปเบียดทับเส้นเอ็นเวลาเรายกแขน

  5. ข้อไหล่เสื่อม (Shoulder Osteoarthritis): พบในผู้สูงอายุ เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ ทำให้กระดูกเสียดสีกันเวลาขยับ


5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า “เมื่อไหร่จะหาย?”

นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมระยะเวลาการรักษาของแต่ละคนถึงไม่เท่ากันครับ:

  • ระดับความรุนแรงของโรค: เส้นเอ็นที่แค่ “อักเสบ” กับเส้นเอ็นที่ “ฉีกขาดขาดออกจากกัน” ใช้เวลาซ่อมแซมต่างกันแน่นอนครับ อักเสบอาจใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ แต่ถ้าฉีกขาดอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนขึ้นไป

  • ระยะเวลาที่เป็นมา: ยิ่งปล่อยไว้นาน โรคยิ่งซับซ้อนครับ เช่น เริ่มต้นจากเอ็นอักเสบ แต่พอเจ็บแล้วไม่ยอมขยับ นานเข้ากลายเป็นข้อไหล่ติดร่วมด้วย ทำให้ต้องรักษาทั้งสองอย่างพร้อมกัน ระยะเวลาก็จะคูณสองไปครับ

  • โรคประจำตัว (ปัจจัยที่สำคัญมาก): โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลสูง จะมีกระบวนการอักเสบในร่างกายที่รุนแรงกว่าปกติ และมักเกิดภาวะข้อไหล่ติดได้ง่ายกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า แถมยังหายช้ากว่าด้วยครับ

  • ความสม่ำเสมอในการบริหาร: การรักษาโรคไหล่ 70% อยู่ที่การทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองที่บ้านครับ ถ้าหมอช่วยลดปวดให้แล้วแต่คนไข้ไม่ยอมบริหารยืดเหยียดต่อ ข้อไหล่ก็จะกลับมาติดซ้ำได้อีก

  • อายุและการซ่อมแซมร่างกาย: เมื่ออายุมากขึ้น การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นไหล่จะลดลงตามธรรมชาติ ทำให้การสมานตัวของแผลภายในทำได้ช้าลงกว่าวัยหนุ่มสาวครับ


การตรวจวินิจฉัย: กุญแจสู่การรักษาที่ตรงจุด

เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าเรากำลังสู้กับอะไร หมอจะใช้เครื่องมือดังนี้ครับ:

  1. การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: หมอจะทดสอบการขยับแขนในท่าต่างๆ เพื่อแยกแยะว่าปัญหาอยู่ที่เส้นเอ็น หรืออยู่ที่ข้อต่อ

  2. เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูว่ามีกระดูกงอกหรือข้อเสื่อมไหม

  3. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เครื่องมือนี้สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะช่วยให้หมอเห็นเส้นเอ็นที่อักเสบหรือฉีกขาดได้ทันทีในห้องตรวจ โดยไม่ต้องรอคิวนาน

  4. MRI (การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นขนาดใหญ่ หรือเพื่อวางแผนก่อนการผ่าตัด


แนวทางการรักษา: จากเบาไปหาหนัก

ส่วนใหญ่กว่า 90% ของผู้ป่วยปวดไหล่ สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเรียงลำดับดังนี้:

  • การปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานในท่าที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการสะพายกระเป๋าหนักๆ ข้างเดียว

  • กายภาพบำบัด: การฝึกท่าบริหารยืดเหยียด (Stretching) และเสริมความแข็งแรง (Strengthening) เป็นหัวใจสำคัญที่สุด

  • การใช้ยา: ยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการในระยะแรก

  • การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง: วิธีนี้แม่นยำมากครับ หมอจะเห็นปลายเข็มและตำแหน่งที่อักเสบชัดเจน ช่วยลดการอักเสบได้ตรงจุดและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะ

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง: จะพิจารณาเฉพาะในเคสที่เส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นเต็มที่แล้ว 6 เดือนไม่เห็นผล


พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นอีกไหม?

โรคปวดไหล่ส่วนใหญ่ “หายได้” ครับ แต่ต้องใช้ความอดทน ระยะเวลาเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 3-6 เดือนสำหรับเคสทั่วไป และ 1-2 ปีสำหรับภาวะข้อไหล่ติดรุนแรง สิ่งสำคัญคือเมื่อหายแล้วต้องไม่ลืมการบริหารสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสื่อมกลับมาถามหาอีกรอบครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา หรือรักษาไม่ถูกวิธี อาจนำไปสู่:

  • กล้ามเนื้อลีบฝ่อ: เนื่องจากไม่ได้ใช้งานแขนข้างนั้นเป็นเวลานาน

  • ข้อไหล่ติดถาวร: ทำให้สูญเสียพิสัยการเคลื่อนไหวอย่างถาวร

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: จากการเกร็งกล้ามเนื้อคอและบ่ามาชดเชยอาการปวดไหล่


5 วิธีป้องกันให้ไหล่แข็งแรงไปนานๆ

  1. ยืดเหยียดบ่อยๆ: โดยเฉพาะคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรลุกขึ้นบิดขี้เกียจและหมุนไหล่ทุก 1 ชั่วโมง

  2. จัดระเบียบร่างกาย: นั่งหลังตรง ไม่ห่อไหล่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เส้นเอ็นไหล่ขยับได้สะดวก

  3. ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง: เน้นกล้ามเนื้อรอบสะบักและหัวไหล่แบบเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

  4. หลีกเลี่ยงท่าทางที่เสี่ยง: เช่น การเอื้อมมือไปหยิบของหนักที่เบาะหลังรถ หรือการโหนรถเมล์ด้วยแขนข้างเดียว

  5. คุมน้ำตาลให้ดี: สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน การคุมระดับน้ำตาลส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเส้นเอ็นครับ


Q&A Section: เรื่องที่คนไข้อยากรู้

Q: ปวดไหล่ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายร่วมกับอัลตราซาวด์ก็เพียงพอที่จะวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้แล้ว MRI จะทำเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น หรือสงสัยเส้นเอ็นฉีกขาดที่ต้องผ่าตัดครับ

Q: นวดแผนไทยช่วยให้หายปวดไหล่ได้ไหม? A: การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ครับ แต่ถ้าเป็นเส้นเอ็นฉีกขาดหรืออักเสบรุนแรง การนวดกระแทกหรือการดัดดึงที่รุนแรงอาจทำให้เส้นเอ็นฉีกมากขึ้นได้ ดังนั้นควรได้รับการวินิจฉัยจากหมอก่อนไปนวดครับ

Q: นานแค่ไหนที่เรียกว่าปวดจนต้องมาพบแพทย์? A: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 1-2 สัปดาห์โดยที่ไม่ดีขึ้นหลังจากพัก หรือมีอาการปวดจนนอนไม่หลับ ยกแขนไม่ขึ้น ชาแขน หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบมาพบหมอทันทีครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. อาการปวดไหล่มีหลายสาเหตุ แต่ละสาเหตุใช้ระยะเวลาในการหายไม่เท่ากัน

  2. โรคประจำตัวอย่างเบาหวานและอายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หายช้าลง

  3. การวินิจฉัยที่แม่นยำด้วยการตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ ช่วยให้เลือกวิธีรักษาที่ตรงจุดที่สุด

  4. กายภาพบำบัดและการยืดเหยียดคือ "ยาวิเศษ" ที่ต้องทำสม่ำเสมอด้วยตัวเอง

  5. ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดไหล่ #ข้อไหล่ติด #เอ็นไหล่อักเสบ #ไหล่ติด #ปวดแขน #ยกแขนไม่ขึ้น #เบาหวานกับปวดไหล่ #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #ธนินนิตย์คลินิก #ShoulderPain #FrozenShoulder #RotatorCuff #Orthopedics #HealthTips


References 


  1. Whelton C, Peach CA. Review of diabetic frozen shoulder. Eur J Orthop Surg Traumatol. 2018;28(3):363-371.

  2. Longo UG, Berton A, Ahrens PM, et al. Natural history and nonoperative management of rotator cuff tears. Sports Med Arthrosc Rev. 2013;21(3):158-165.

  3. Page MJ, Green S, Kramer S, et al. Manual therapy and exercise for adhesive capsulitis (frozen shoulder). Cochrane Database Syst Rev. 2014;2014(8):CD011275.

Tuesday, May 5, 2026

ปวดไหล่เรื้อรัง... แค่ "เอ็นอักเสบ" หรือ "เอ็นขาด" ไปแล้ว? เจาะลึกทางออกสำหรับวัย 50+ ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย

 



ปวดไหล่เรื้อรัง... แค่ "เอ็นอักเสบ" หรือ "เอ็นขาด" ไปแล้ว? เจาะลึกทางออกสำหรับวัย 50+ ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย

“ยกแขนไม่ขึ้น เอื้อมมือไปหยิบของหลังรถก็ปวดจี๊ด จะใส่เสื้อในก็ลำบาก หรือแม้แต่ตอนนอนตะแคงก็ปวดจนสะดุ้งตื่น...” อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเสื่อมตามวัยธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นเอ็นภายในข้อไหล่ของคุณกำลังมีปัญหาใหญ่ หลายคนพยายามนวด กินยา หรือทำกายภาพมานานนับปี แต่อาการกลับทรงๆ ทรุดๆ เหมือนวนอยู่ในอ่างน้ำที่หาทางออกไม่เจอ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับว่า ทำไมการรักษาแบบเดิมๆ ถึงอาจไม่เพียงพอสำหรับคุณ

เมื่อ "พี่มะลิ" ต้องสู้กับอาการปวดไหล่ที่ไม่มีวันจบสิ้น

ขออนุญาตเล่าเรื่องของคนไข้สมมติท่านหนึ่งชื่อ “พี่มะลิ” อายุ 55 ปี พี่มะลิเป็นคนขยัน ทำงานบ้านเองทุกอย่าง และยังต้องดูแลหลานตัวน้อยอีกคน เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว พี่มะลิเริ่มมีอาการปวดไหล่ขวา ตอนแรกคิดว่าแค่เมื่อยจากการอุ้มหลาน เลยไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง แต่อาการก็ไม่หายขาด

พี่มะลิตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลตรวจ MRI ยืนยันชัดเจนว่า “เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด” พี่มะลิพยายามรักษาสุขภาพอย่างดี ไปทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ ทั้งอัลตราซาวด์ ช็อกเวฟ ประคบร้อนประคบเย็นตามที่นักกายภาพแนะนำ หมดเงินไปกับคอร์สกายภาพไม่น้อย แต่อาการปวดกลับวนเวียนอยู่แบบนี้ ปวดมากบ้าง น้อยบ้าง จนเริ่มรู้สึกท้อและกังวลว่า “หรือเราต้องทนปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิต?” หรือ “สุดท้ายต้องจบลงที่การผ่าตัดจริงๆ หรือ?”


ทำความเข้าใจ "เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด" แบบง่ายๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้คุณลองนึกถึง “เชือกดึงกระโดด” ที่แข็งแรงมากเส้นหนึ่ง ข้อไหล่ของเราทำงานได้เพราะมีเส้นเอ็นกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า เส้นเอ็นหมุนข้อไหล่ (Rotator Cuff) ทำหน้าที่เหมือนเชือกที่คอยดึงและประคองหัวกระดูกแขนให้อยู่ในเบ้า และช่วยให้เรายกแขน หมุนแขนไปมาได้

เมื่อเราใช้งานหนักมานาน หรือมีอายุที่มากขึ้น เชือกเส้นนี้จะเริ่มเปื่อยและบางลง จนวันหนึ่งมันอาจจะ “ฉีกขาด” เหมือนเส้นด้ายที่เริ่มรุ่ย ถ้าขาดเพียงเล็กน้อย เชือกยังพอทำงานได้แต่จะปวดมาก แต่ถ้าขาดจนเกือบหมด หรือขาดกระจุย เชือกก็จะไม่สามารถดึงแขนให้ยกขึ้นได้ตามปกติ

ปัญหาของพี่มะลิและอีกหลายๆ ท่านคือ เมื่อเชือกมันขาดไปแล้ว การทำกายภาพบำบัดเหมือนการพยายามฝึกให้ “กล้ามเนื้อมัดอื่น” รอบๆ มาช่วยทำงานแทนเชือกเส้นที่ขาด ซึ่งช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ แต่ถ้าตัว “รอยขาด” นั้นยังมีการอักเสบเรื้อรัง หรือรอยขาดกว้างขึ้น การรักษาเพียงแค่ภายนอกอย่างการประคบหรือทำเครื่องมือทั่วไป อาจไม่สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอภายในข้อได้


รู้จักโรคเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีดขาด (Rotator Cuff Tear)

โรคเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีดขาด คือ ภาวะที่เส้นเอ็นซึ่งยึดระหว่างกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่กับกระดูกแขนเกิดการฉีกขาด ไม่ว่าจะขาดบางส่วนหรือขาดทะลุทั้งเส้น ส่งผลให้ความมั่นคงของข้อไหล่เสียไปและเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง

สาเหตุหลักที่พบบ่อย:

  • ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุเกิน 40-50 ปี เลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็นจะลดลง ทำให้เอ็นซ่อมแซมตัวเองได้ยากขึ้น

  • การใช้งานซ้ำๆ: การทำงานที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะบ่อยๆ เช่น พนักงานทำความสะอาด ช่างทาสี หรือแม้แต่แม่บ้านที่เช็ดกระจกบ่อยๆ

  • อุบัติเหตุ: การล้มลุกคลุกคลาน หรือการใช้แขนยันพื้นอย่างรุนแรง

  • โครงสร้างกระดูก: บางคนมีกระดูกงอกที่บริเวณใต้จะงอยไหล่ ซึ่งจะไปเสียดสีกับเส้นเอ็นทุกครั้งที่เรายกแขน (เหมือนเอากรรไกรไปขลิบเชือกทีละนิด)

อาการที่ควรเฝ้าระวัง:

  1. ปวดลึกๆ ในไหล่ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือตอนนอนตะแคงทับ

  2. แขนลีบลง หรือรู้สึกว่าแขนไม่มีแรงยก

  3. มีเสียง "กรุบกรับ" ภายในข้อไหล่ขณะเคลื่อนไหว

  4. ปวดรุนแรงเมื่อพยายามเอื้อมมือไปด้านหลัง


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณเสี่ยงเอ็นไหล่ขาด

  1. อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นยิ่งลดลง

  2. อาชีพหรืองานอดิเรก: งานที่ต้องใช้ไหล่มากเกินกำลัง

  3. การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นน้อยลง ทำให้เอ็นเสื่อมเร็วและหายช้า

  4. พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวมีประวัติเอ็นไหล่ขาด คุณอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  5. ภาวะอ้วนหรือโรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อขบวนการอักเสบและการซ่อมแซมแผลภายในร่างกาย


การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจได้อย่างไรว่าขาดจริง?

การรักษาที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่แม่นยำครับ หมอจะเริ่มจาก:

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อแต่ละมัดในมุมต่างๆ เพื่อคาดการณ์ว่าเส้นมัดไหนที่มีปัญหา

  • เอ็กซเรย์ (X-ray): ดูว่ามีกระดูกงอกไปทับเส้นเอ็นไหม หรือหัวกระดูกแขนเริ่มเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งหรือยัง

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และเห็นเส้นเอ็นได้ในขณะที่คนไข้ขยับแขน ช่วยให้หมอเห็นรอยฉีกขาดได้ทันที

  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ช่วยบอกขนาดของรอยขาด สภาพของกล้ามเนื้อว่าเหี่ยวฝ่อไปหรือยัง เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาที่ซับซ้อน


แนวทางการรักษา: เมื่อกายภาพอย่างเดียวเอาไม่อยู่

สำหรับเคสที่รักษามานาน 1 ปีแล้วอาการยังทรงๆ แบบนี้ หมอมักจะพิจารณาการรักษาแบบเป็นลำดับขั้นครับ

1. การปรับพฤติกรรม: สิ่งสำคัญคือต้องหยุดการใช้งานที่ทำลายเส้นเอ็นเพิ่ม เช่น งดการยกของหนักเหนือศีรษะ แต่ไม่ใช่การหยุดนิ่งจนไหล่ติดนะครับ ต้องขยับในมุมที่ปลอดภัย

2. กายภาพบำบัดเชิงลึก: หากการทำอัลตราซาวด์หรือช็อกเวฟแบบเดิมไม่ได้ผล อาจต้องปรับโปรแกรมเพื่อเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบัก ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของข้อไหล่

3. การใช้ยา: ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดปวดได้ชั่วคราว แต่ไม่แนะนำให้กินติดต่อกันนานเกินไปเพราะมีผลต่อไตและกระเพาะอาหาร

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง: นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญครับ สมัยก่อนการฉีดอาจจะใช้การคลำตำแหน่ง ซึ่งอาจไม่แม่นยำ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นเส้นเอ็นและรอยฉีกขาดได้แบบ Real-time หมอสามารถส่งยา หรือสารสกัดเข้มข้น (เช่น PRP หรือสารกระตุ้นการซ่อมแซม) เข้าไปที่ "รอยฉีดขาด" ได้โดยตรง ช่วยลดการอักเสบเรื้อรังและกระตุ้นการสมานตัวได้ดีกว่าเดิมมาก

5. การผ่าตัดผ่านกล้อง: หากรอยขาดมีขนาดใหญ่มาก (Full-thickness tear) และการรักษาโดยวิธีอื่นไม่ได้ผลนานกว่า 6-12 เดือน การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อเย็บซ่อมเส้นเอ็นก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ ปัจจุบันแผลเล็กมาก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว


คำถามที่อยู่ในใจ: โรคนี้จะหายไหม?

คำตอบคือ "หายได้ครับ" แต่คำว่าหายของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางคนอาจจะหายปวด 100% และกลับไปตีกอล์ฟได้ บางคนอาจจะหายปวดแต่ความแข็งแรงอาจจะไม่เท่าเดิม 100% ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยขาดและการดูแลตัวเองหลังการรักษา ระยะเวลาการรักษาโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากทิ้งไว้นานเกินไป รอยฉีกขาดจะกว้างขึ้นจนกล้ามเนื้อ "ฝ่อลีบ" กลายเป็นไขมัน ซึ่งถึงตอนนั้นแม้จะผ่าตัดเย็บซ่อม เอ็นก็อาจจะไม่มีคุณภาพพอที่จะยึดเกาะได้อีกต่อไป และอาจลามไปสู่ภาวะ "ไหล่ติด" (Frozen Shoulder) ที่ทำให้ปวดทรมานยิ่งกว่าเดิม


5 วิธีป้องกัน ไม่ให้ไหล่พังก่อนวัย

  1. วอร์มอัพก่อนใช้งาน: ยืดเหยียดไหล่เบาๆ ก่อนเริ่มทำงานบ้านหรือเล่นกีฬา

  2. สร้างกล้ามเนื้อรอบไหล่: ฝึกท่าออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การใช้ยางยืดช่วยบริหารกล้ามเนื้อสะบัก

  3. จัดระเบียบร่างกาย: นั่งทำงานหลังตรง ไม่ห่อไหล่ เพื่อเพิ่มช่องว่างภายใต้ข้อไหล่ไม่ให้กดทับเส้นเอ็น

  4. อย่าฝืน: ถ้าปวดให้พัก อย่าคิดว่า "ยิ่งปวดแปลว่ายิ่งดี"

  5. ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ: หากเริ่มมีอาการปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที


Q&A ถาม-ตอบ เรื่องไหล่ๆ

  • Q: ทำกายภาพมานานแล้วไม่หาย เป็นเพราะอะไร?

    • A: อาจเป็นเพราะรอยฉีกขาดนั้นใหญ่เกินกว่าที่การกระตุ้นจากภายนอกจะเข้าถึง หรือกล้ามเนื้อรอบๆ อ่อนแรงเกินกว่าจะช่วยประคองได้ นอกจากนี้ หากยังมีการใช้งานหนักซ้ำเติม ร่างกายก็ซ่อมแซมไม่ทันครับ

  • Q: เส้นเอ็นขาด ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

    • A: ไม่จำเป็นครับ งานวิจัยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาเฉพาะจุดที่แม่นยำและการทำกายภาพที่ถูกต้อง

  • Q: ปวดไหล่ตอนกลางคืน อันตรายไหม?

    • A: เป็นสัญญาณสำคัญของเส้นเอ็นอักเสบหรือฉีกขาดครับ เพราะเวลาเรานอน ความดันในข้อไหล่จะเปลี่ยนไป ทำให้เส้นเอ็นที่อักเสบถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. เส้นเอ็นหัวไหล่ขาดไม่ใช่แค่เรื่องปวดเมื่อย แต่คือความเสียหายของโครงสร้างที่ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

  2. การทำกายภาพบำบัดเป็นพื้นฐานที่ดี แต่อาจไม่เพียงพอหากรอยขาดมีการอักเสบเรื้อรังหรือมีขนาดใหญ่

  3. เทคโนโลยีการฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง ช่วยให้ยาเข้าถึงจุดที่เป็นปัญหาได้แม่นยำ ลดโอกาสต้องผ่าตัด

  4. การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบและรักษาได้ยากขึ้นในอนาคต

  5. การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดไหล่ #เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด #เอ็นไหล่ฉีก #ไหล่ติด #ปวดไหล่เรื้อรัง #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #กายภาพบำบัด #ฉีดยาใต้ซาวด์ #ShoulderPain #RotatorCuffTear #Orthopedics #HealthTips #ChiangMaiMedical


References 


  • Ryösä A, Laimi K, Äärimaa V, Lehtimäki K, Virolainen P, Saltychev M. Surgery or conservative treatment for rotator cuff tear: a meta-analysis. Ann Med. 2017;49(5):372-383.

    • สรุป: วิเคราะห์เปรียบเทียบผ่าตัดกับกายภาพสำหรับเอ็นไหล่ฉีก พบว่าผลเรื่องปวดและการใช้งานไหล่ต่างกันน้อยมากใน 1 ปีแรก จนถือว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นตัวเลือกแรกที่สมเหตุสมผลในคนไข้หลายกลุ่ม.

  • Moosmayer S, Tariq R, Stiris M, Smith HJ. The natural history of asymptomatic rotator cuff tears: a three-year follow-up of fifty cases. J Bone Joint Surg Am. 2013 Jul 17;95(14):1249-1255.

    • สรุป: ติดตามคนไข้ 50 รายที่มีเอ็นไหล่ขาดแต่ไม่ปวด พบว่าประมาณหนึ่งในสามเริ่มมีอาการปวดภายใน 3 ปี และขนาดรอยขาดรวมถึงความเสื่อมของกล้ามเนื้อแย่ลงในกลุ่มที่เริ่มปวด แสดงว่ารอยขาดไม่ได้คงที่ตลอดไป.

  • Jeanfavre M, Hani M, Freehill MT, Boucher HR. Current concepts in nonoperative management of full-thickness rotator cuff tears: a systematic review. Int J Sports Phys Ther. 2018;13(1):72-83.

    • สรุป: ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาเอ็นไหล่ขาดทั้งเส้นแบบไม่ผ่าตัด เช่น กายภาพ โปรแกรมออกกำลัง และการติดตามอาการ พบว่าผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถอยู่ได้ดีโดยไม่ต้องผ่าตัดหากฟื้นฟูอย่างถูกวิธี.

  • Wu T, Song HX, Li JH, Song H, Li YS. Ultrasound-guided injections for rotator cuff disorders: a systematic review and meta-analysis. J Clin Med. 2023;12(14):4746.

    • สรุป: รวมผลการศึกษาการฉีดยารอบเอ็นไหล่โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง พบว่าช่วยให้ปลายเข็มอยู่ตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำขึ้น และให้ผลลดปวด/เพิ่มการเคลื่อนไหวที่ดีในหลายงาน โดยมีความปลอดภัยสูง.

  • Boorman RS, More KD, Hollinshead RM, et al. The natural history of chronic rotator cuff tears: what happens to tears that are managed nonoperatively? Bone Joint J. 2018;100-B(8):1073-1077.

    • สรุป: ติดตามผู้ป่วยเอ็นไหล่ขาดเรื้อรังที่เลือกทำกายภาพและดูแลตนเองแทนการผ่าตัด พบว่าประมาณสามในสี่ตอบสนองดีและไม่ต้องไปผ่าตัดในระยะ 2–10 ปี แม้รอยขาดและกล้ามเนื้ออาจค่อย ๆ เสื่อมตามอายุ.