Friday, February 13, 2026

นั่งอย่างไรไม่ให้พัง? คู่มือจัดท่าทางและ 5 ท่าบริหารสยบออฟฟิศซินโดรม ฉบับทำได้ทันทีบนโต๊ะทำงาน

 



นั่งอย่างไรไม่ให้พัง? คู่มือจัดท่าทางและ 5 ท่าบริหารสยบออฟฟิศซินโดรม ฉบับทำได้ทันทีบนโต๊ะทำงาน

“หมอครับ ผมพยายามนั่งหลังตรงแล้วนะ แต่เผลอแป๊บเดียวตัวก็งอ คอก็ยื่นไปหาจอคอมเหมือนเดิม สุดท้ายก็กลับมาปวดบ่าร้าวขึ้นหัวเหมือนเดิมเลย”

นี่คือปัญหา "ตบะแตก" ของคนทำงานออฟฟิศครับ เราทุกคนรู้ว่าต้องนั่งให้ดี แต่สภาพงานที่รัดตัวทำให้เราลืมตัวจนร่างกายประท้วงด้วยความเจ็บปวด ปล่อยไว้นานจากแค่ปวดเมื่อยจะกลายเป็น ไหล่ติด หรือ หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท ที่รักษายากกว่าเดิมหลายเท่า

วันนี้หมอเก่งจะมาสอน "วิชานั่งตัวตรง" แบบยั่งยืน พร้อมท่าบริหารที่ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที แต่ช่วยต่ออายุให้คอและไหล่ของคุณได้มหาศาลครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: คุณอาร์ตกับความเข้าใจผิดเรื่อง "เก้าอี้แพง"

คุณอาร์ต (นามสมมติ) โปรแกรมเมอร์หนุ่ม ลงทุนซื้อเก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) ราคาหลักหลายหมื่นมาใช้ แต่ก็ยังเดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดคอบ่าเรื้อรัง คุณอาร์ตบ่นว่า “หมอครับ เก้าอี้ก็แพง ทำไมผมยังปวดอยู่?”

พอหมอให้คุณอาร์ตลองสาธิตท่านั่งให้ดู หมอก็ถึงบางอ้อครับ คุณอาร์ตนั่งริมเก้าอี้ หลังไม่พิงพนัก แถมวางจอคอมพิวเตอร์ไว้ต่ำเกินไปจนต้องก้มหน้าทำงานตลอดเวลา นี่คือข้อพิสูจน์ครับว่า “อุปกรณ์ดีแค่ไหน ถ้าจัดท่าทาง (Posture) ผิด ร่างกายก็พังอยู่ดี”


อธิบายความจริง: กฎ 90-90-90 (ภาษาชาวบ้าน)

การจัดท่านั่งที่ถูกต้องไม่ใช่การเกร็งตัวให้ตรงเป๊ะเหมือนทหารครับ แต่คือการจัดระเบียบร่างกายให้ "สมดุล" ตามธรรมชาติ หมอขอสรุปกฎง่ายๆ ดังนี้:

  1. 90 แรก (ข้อศอก): ปรับระดับโต๊ะหรือเก้าอี้ให้ข้อศอกทำมุมประมาณ 90 องศา แขนวางขนานกับพื้นโต๊ะ ไหล่ต้องไม่ยก
  2. 90 ที่สอง (สะโพก): นั่งให้ก้นชิดพนักพิง หลังส่วนล่างมีส่วนนูนมารองรับ (Lumbar support) สะโพกทำมุม 90 องศา
  3. 90 ที่สาม (หัวเข่า): ฝ่าเท้าวางราบกับพื้นพอดี หัวเข่าทำมุม 90 องศา (ถ้าขาไม่ถึงให้หาที่วางเท้ามาเสริมครับ)
  4. ระดับสายตา: ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์ควรตรงกับระดับสายตาพอดี เพื่อไม่ให้เราต้องก้มหรือเงยคอ

5 ท่าบริหาร "กู้ชีพ" ทำได้เลยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้

หมอแนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกทุก 1 ชั่วโมง แล้วทำท่าเหล่านี้ ท่าละ 10 วินาทีครับ:

  • ท่าที่ 1: เก็บคอ (Chin Tuck): นั่งตัวตรง มองไปข้างหน้า ใช้ปลายนิ้วกดคางให้ถอยไปข้างหลังตรงๆ (เหมือนพยายามทำคางสองชั้น) ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นคอที่ถูกดึงจากการก้มหน้า
  • ท่าที่ 2: บีบสะบัก (Scapular Squeezing): กางแขนออกเล็กน้อย แล้วพยายามดึงสะบักทั้งสองข้างเข้ามาชนกันที่กลางหลัง ค้างไว้ 5 วินาที ท่านี้ช่วย "เปิดไหล่" แก้ปัญหาไหล่ห่อ
  • ท่าที่ 3: ยืดบ่า (Upper Trapezius Stretch): นั่งทับมือขวาไว้ใต้ก้น ใช้มือซ้ายอ้อมข้ามหัวมาดึงหูขวาลงไปหาไหล่ซ้ายเบาๆ ทำสลับข้างกัน
  • ท่าที่ 4: ยืดหน้าอก (Chest Stretch): ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย กางศอกออกให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ท่านี้ช่วยลดแรงดึงรั้งของกล้ามเนื้อหน้าอกที่ทำให้เราหลังค่อม
  • ท่าที่ 5: หมุนไหล่ (Shoulder Roll): หมุนหัวไหล่เป็นวงกลมไปข้างหลังช้าๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดรอบๆ ข้อไหล่

กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis): ทำไมการนั่งผิดท่าถึงอันตราย?

หัวของคนเราหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัมครับ ทุกๆ 1 นิ้วที่คอยื่นไปข้างหน้า น้ำหนักที่กล้ามเนื้อคอต้องแบกรับจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว! การแบกน้ำหนักที่มากเกินไปนานๆ ทำให้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น และเมื่อไหล่ห่อเข้าไปข้างหน้า ช่องว่างในข้อไหล่จะแคบลงจนเกิดการเสียดสีของเส้นเอ็น (Impingement) นำไปสู่ภาวะ ไหล่ติด ในที่สุดครับ


การตรวจวินิจฉัย: เมื่อไหร่ที่การบริหารเอาไม่อยู่?

หากคุณจัดท่าทางและบริหารแล้วยังอาการไม่ดีขึ้น หมอจะแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม:

  • Physical Exam: ตรวจดูความตึงตัวของกล้ามเนื้อและองศาการเคลื่อนไหวของคอและไหล่
  • Ultrasound Scan: ดูว่ามีภาวะพังผืดเกาะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่หรือมีการอักเสบของเส้นเอ็นคอหรือไม่
  • Digital X-ray: ดูแนวกระดูกคอว่าเริ่มมีการทรุดตัวหรือกระดูกงอกไปทับเส้นประสาทหรือยัง

แนวทางการรักษา: มากกว่าแค่การพักผ่อน

  1. การฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry Needling): เพื่อสลายจุดปวด (Trigger Point) ในกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างมานาน
  2. การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Focus Shockwave): ช่วยสลายพังผืดและกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในจุดที่ลึก
  3. การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ (Hydro-dissection): ในรายที่มีอาการชาร้าวลงแขน หมอสามารถฉีดน้ำเกลือผสมยาปริมาณต่ำไปแยกพังผืดที่รัดเส้นประสาทคอออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ

พยากรณ์โรค: การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด

ออฟฟิศซินโดรมและปวดไหล่ "ป้องกันได้ 100%" หากคุณมีวินัยในการจัดท่าทางครับ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นใน 2-4 สัปดาห์หลังจากปรับท่านั่งและเริ่มบริหารอย่างจริงจัง แต่ถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนโครงสร้างกระดูกเปลี่ยน การรักษาจะใช้เวลานานและซับซ้อนขึ้นมาก


สรุป

อุปกรณ์ที่แพงที่สุดไม่สำคัญเท่า "ท่านั่งที่ถูกต้อง" ครับ จำกฎ 90-90-90 และหมั่นบริหาร "เก็บคอ-บีบสะบัก" ให้เป็นนิสัย ร่างกายจะขอบคุณคุณในอีก 10 ปีข้างหน้าแน่นอน อย่าปล่อยให้งานที่รักมาทำลายร่างกายที่คุณมีเพียงหนึ่งเดียวครับ


ด้วยความปรารถนาดี บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น หากคุณมีอาการชาร้าวลงแขน มืออ่อนแรง หรือปวดจนรบกวนการนอน แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและทันท่วงทีครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ออฟฟิศซินโดรม #จัดท่านั่ง #ปวดคอ #ปวดบ่าไหล่ #ไหล่ติด #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ท่าบริหารออฟฟิศ #Ergonomics #สุขภาพวัยทำงาน


References

  1. Cools AM, et al. (2026). Ergonomic Interventions and Postural Exercises for Office Workers: A Clinical Review. Journal of Occupational Health. (สรุปผลการวิจัยเรื่องการจัดท่าทางและการบริหารที่ได้ผลดีที่สุดในคนทำงาน)
  2. Michener LA, et al. (2025). The Impact of Forward Head Posture on Cervical Spine Mechanics. Spine Journal. (ศึกษาผลกระทบของท่ายื่นคอต่อหมอนรองกระดูกและกล้ามเนื้อ)
  3. Janwantanakul P, et al. (2024). Risk Factors for Office Syndrome in the Thai Workforce. Journal of Physical Therapy Science. (งานวิจัยไทยที่ระบุปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันออฟฟิศซินโดรม)
  4. American Physical Therapy Association (2025). Workplace Wellness: Stretching and Strengthening Protocols. (แนวทางมาตรฐานการยืดเหยียดและสร้างความแข็งแรงในที่ทำงาน)
  5. Occupational Safety and Health Administration (OSHA) (2026). Computer Workstation Etiquette and Ergonomics. (คู่มือมาตรฐานการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ระดับสากล)

“ทำไมคนทำงานออฟฟิศปวดไหล่มากขึ้นทุกปี”

 



ทำไมคนทำงานออฟฟิศปวดไหล่มากขึ้นทุกปี? ความลับใต้โต๊ะทำงานที่คุณอาจไม่เคยรู้

“หมอครับ ผมนั่งทำงานปกติ ทำไมปีนี้มันปวดร้าวที่บ่า แล้วเสียวแปลบในหัวไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น? ทั้งที่ปีก่อนแค่เมื่อยเฉยๆ”

นี่คือเสียงสะท้อนจากคนวัยทำงานที่เดินเข้ามาหาผมมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายคนสงสัยว่าทำไมอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ที่คุ้นเคย ถึงได้พัฒนาไปเป็นอาการปวดไหล่รุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต จากแค่ปวดเมื่อยธรรมดา กลายเป็นโรคทางโครงสร้างที่ต้องรักษาจริงจัง

วันนี้หมอเก่งจะมาแฉให้ฟังครับว่า ภายใต้ท่าทางนั่งทำงานที่ดูนิ่งสงบ ร่างกายของคุณกำลังเกิด “สงครามเงียบ” อะไรขึ้นบ้าง และทำไมมันถึงทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: คุณเมย์กับอาการ "ไหล่ห่อพังชีวิต"

คุณเมย์ (นามสมมติ) กราฟิกดีไซน์เนอร์สาววัย 32 ปี มาหาผมด้วยอาการปวดไหล่ขวาเรื้อรัง คุณเมย์บอกว่า “ตอนเริ่มงานใหม่ๆ แค่นวดก็หายค่ะหมอ แต่ปีนี้ปวดจนนอนตะแคงไม่ได้ เอื้อมหยิบเมาส์ก็เสียวแปลบไปหมด”

พอผมตรวจร่างกาย พบว่าคุณเมย์มีลักษณะ "ไหล่ห่อและคอยื่น" อย่างเห็นได้ชัด (Forward Head Posture) เมื่อผมลองใช้อัลตราซาวด์สแกนดูที่ไหล่ขวา ก็พบว่าเส้นเอ็นด้านบนของเธอมีรอยเปื่อยและบวมอักเสบ นี่ไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรมแล้วครับ แต่มันคือ "เอ็นหัวไหล่ถูกเบียดกดทับ" (Shoulder Impingement) ที่สะสมมาหลายปี


"ไหล่ห่อ" คือเพชฌฆาตเงียบ

ลองจินตนาการว่าข้อไหล่ของเราคือ "ถ้ำแคบๆ" ที่มีเส้นเอ็นวิ่งผ่านครับ ปกติถ้าเรายืนตัวตรง ถ้ำนี้จะกว้างพอให้เส้นเอ็นทำงานได้สบายๆ

แต่เวลาเรานั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือไถมือถือ ตัวเราจะค่อยๆ งอ ไหล่จะห่อเข้าหาตัว ท่านี้แหละครับที่ทำให้ "เพดานถ้ำ" (กระดูกจะงอยไหล่) ถล่มลงมาทับเส้นเอ็น ทุกครั้งที่คุณขยับเมาส์หรือพิมพ์งาน เส้นเอ็นจะถูกกระดูกบี้และขยี้ซ้ำๆ วันละ 8-10 ชั่วโมง ปีแล้วปีเล่า จนมันเริ่มฉีกขาดทีละนิดนั่นเองครับ


3 สาเหตุหลักที่ทำให้คนออฟฟิศปวดไหล่หนักขึ้นทุกปี

  1. ความล้าสะสมของกล้ามเนื้อสะบัก: กล้ามเนื้อที่คอยดึงไหล่ให้เปิดออก (Scapular stabilizers) ถูกปล่อยให้ยืดค้างนานเกินไปจนอ่อนแรง ทำให้ไหล่ตกถาวร
  2. การขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็น: การนั่งท่าเดิมนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว บีบเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเอ็นไหล่ เมื่อเอ็นขาดเลือดก็ซ่อมแซมตัวเองไม่ได้และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  3. สภาพแวดล้อมที่ไม่สมดุล: โต๊ะสูงไป เก้าอี้ไม่มีที่พักแขน จอคอมพิวเตอร์ต่ำเกินไป ทั้งหมดนี้บีบให้ไหล่ต้องยกตัวขึ้น (Hike) ตลอดเวลา เพิ่มแรงเสียดสีข้างในข้อไหล่โดยไม่รู้ตัว

กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis): จากปวดกล้ามเนื้อสู่เอ็นฉีก

เมื่อกล้ามเนื้อบ่า (Trapezius) เกร็งค้างนานๆ จะเกิดจุดปวดที่เรียกว่า "Trigger Point" ซึ่งจะดึงรั้งให้ข้อไหล่ขยับผิดองศา เมื่อข้อไหล่เคลื่อนที่ผิดที่ กระดูกต้นแขนจะวิ่งไปชนกับกระดูกด้านบนทุกครั้งที่ขยับ เกิดการอักเสบเรื้อรังจนร่างกายสร้างหินปูนมาเกาะที่เส้นเอ็น (Calcific Tendinitis) หรือทำให้เอ็นเปื่อยและขาดในที่สุดครับ


การตรวจวินิจฉัย: แม่นยำกว่าแค่การคลำ

เมื่อมาพบหมอ เราจะใช้ขั้นตอนที่ทันสมัยเพื่อให้เห็นปัญหาจริงๆ:

  • Digital X-ray: ดูว่ามีกระดูกงอกหรือช่องว่างใต้กระดูกจะงอยไหล่แคบลงไหม
  • Ultrasound Scan: หมอจะสแกนให้เห็นรอยเปื่อยของเส้นเอ็นและอาการบวมน้ำในข้อไหล่ทันที
  • Physical Exam: ทดสอบการหมุนของสะบักและการกดทับของเส้นเอ็นในมุมต่างๆ

แนวทางการรักษา: แก้ที่ปลายเหตุและรักษาที่ต้นตอ

  1. การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection): ในรายที่ปวดจนนอนไม่ได้ หมอจะวางยาลดอักเสบปริมาณต่ำตรงจุดที่เอ็นถูกบีบเพื่อ "ดับไฟ" และลดอาการบวมทันที
  2. Shockwave Therapy (คลื่นกระแทก): ใช้พลังงานเสียงกระตุ้นให้เส้นเอ็นที่เสื่อมสภาพเกิดการซ่อมแซมและสลายหินปูน
  3. Exercise Therapy: สำคัญที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อสะบักให้แข็งแรงเพื่อ "เปิดถ้ำ" ให้กว้างขึ้น
  4. Ergonomics Adjustment: ปรับระดับหน้าจอและเก้าอี้ ให้ข้อศอกทำมุม 90 องศา และสะบักแนบชิดพนักพิง

พยากรณ์โรค: หายได้ไหม?

อาการปวดไหล่จากออฟฟิศซินโดรม "หายขาดได้" ครับ แต่ต้องรีบรักษาตั้งแต่วัยทำงาน หากปล่อยจนเข้าสู่วัยสูงอายุ เส้นเอ็นที่เปื่อยอาจขาดถาวรจนต้องผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่ามาก


สรุป

ปวดไหล่ในคนออฟฟิศไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดาที่ต้องทน แต่มันคือผลลัพธ์ของสรีระที่ผิดเพี้ยนสะสมมานาน การปรับท่าทาง การบริหารสะบัก และการปรึกษาหมอเพื่อรักษาอาการอักเสบตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดไปตลอดชีวิตครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลสุภาพและมุ่งหวังให้คนทำงานตระหนักถึงสุขภาพ หากคุณมีอาการปวดรุนแรงหรือเริ่มมีอาการชาร้าวลงแขน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ออฟฟิศซินโดรม #ปวดไหล่ #เอ็นไหล่อักเสบ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #คนวัยทำงาน #ไหล่ห่อ #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #สุขภาพดี


References

  1. Cools AM, et al. (2026). Scapular Dyskinesis in Office Workers: Pathophysiology and Treatment. Journal of Occupational Rehabilitation. (ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อสะบักที่ผิดปกติกับการปวดไหล่ในคนทำงาน)
  2. Michener LA, et al. (2025). Subacromial Impingement in Sedentary Professions. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. (งานวิจัยเรื่องการกดทับเส้นเอ็นไหล่ที่เกิดจากท่านั่งทำงานนานๆ)
  3. Licht JH, et al. (2024). Ergonomic Interventions for Shoulder Pain: A Meta-analysis. Applied Ergonomics. (สรุปผลลัพธ์ของการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานต่อการลดอาการปวดไหล่)
  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2025). Shoulder Health for the Modern Workforce. (แนวทางการดูแลสุขภาพข้อไหล่สำหรับวัยทำงานยุคดิจิทัล)
  5. Thai Spine and Orthopedic Association (2026). Manual for Office Syndrome Management. (คู่มือจัดการออฟฟิศซินโดรมฉบับมาตรฐานประเทศไทย)

เบาหวานเกี่ยวอะไรกับไหล่ติด? ความลับที่คนน้ำตาลสูงต้องรู้... ก่อนแขนจะขยับไม่ได้!

 



เบาหวานเกี่ยวอะไรกับไหล่ติด? ความลับที่คนน้ำตาลสูงต้องรู้... ก่อนแขนจะขยับไม่ได้!

“หมอครับ ผมเป็นเบาหวานมา 10 ปี คุมน้ำตาลไม่ค่อยอยู่ แต่อยู่ดีๆ ไหล่ผมก็แข็งขยับไม่ได้เฉยเลย มันเกี่ยวกันด้วยเหรอหมอ?”

นี่คือคำถามที่คนไข้เบาหวานหลายคนสงสัยครับ หลายคนคิดว่าเบาหวานจะส่งผลแค่กับ ตา ไต หรือเท้า แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า “ข้อไหล่” ก็เป็นเป้าหมายหลักที่โรคเบาหวานชอบมาจู่โจมครับ จากสถิติพบว่าคนเป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะ “ไหล่ติด” (Frozen Shoulder) สูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่า! และมักจะเป็นทั้งสองข้าง แถมยังรักษายากกว่าคนทั่วไปด้วย

วันนี้หมอเก่งจะมาเฉลยครับว่า น้ำตาลในเลือดที่สูงปรี๊ด มันเข้าไป “ล็อค” ไหล่ของคุณได้อย่างไร และมีวิธีจัดการอย่างไรไม่ให้แขนติดถาวรครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: ป้าสมพร กับ "ไหล่ที่โดนน้ำตาลเคลือบ"

ป้าสมพร (นามสมมติ) อายุ 62 ปี เป็นเบาหวานมานาน ป้าเล่าว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาน้ำตาลสะสม (HbA1c) ขึ้นไปถึง 8.5 พร้อมกับเริ่มปวดไหล่ขวา ป้าคิดว่าแค่นอนทับเลยไปนวด ปรากฏว่ายิ่งนวดยิ่งเจ็บ จนตอนนี้แค่จะยกแขนใส่เสื้อป้าก็ทำไม่ได้แล้ว

“มันเจ็บเหมือนแขนจะหลุดเลยหมอ พอลองฝืนยกมันก็ติดกึ๊กไปหมด”

พอมอตรวจดู พบว่าข้อไหล่ป้าสมพรแข็งเป๊ะทั้งสองข้าง นี่คือลักษณะเฉพาะของคนไข้เบาหวานครับ ที่น้ำตาลในเลือดเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างของข้อต่อจนกลายเป็นพังผืดเหนียว


อธิบายความจริง: น้ำตาลกลายเป็น "กาว" (ภาษาชาวบ้าน)

ลองจินตนาการว่าเยื่อหุ้มข้อไหล่ของเราปกติจะยืดหยุ่นเหมือนยางยืดครับ แต่ในคนที่เป็นเบาหวานและคุมน้ำตาลได้ไม่ดี น้ำตาลที่ล้นอยู่ในกระแสเลือดจะเข้าไปจับกับโปรตีนในเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มข้อ เกิดเป็นสารที่เรียกว่า "Advanced Glycation End-products" (AGEs)

เจ้าสารตัวนี้แหละครับที่ทำหน้าที่เหมือน “กาวเหนียว” หรือ “น้ำตาลเคลือบ” ที่เข้าไปทำให้เส้นใยคอลลาเจนในข้อไหล่เชื่อมติดกันเป็นแพหนาและแข็งตัว (Cross-linking) ผลก็คือถุงหุ้มข้อไหล่ที่เคยขยายได้กว้างกลับหดรัดแน่นจนคุณขยับแขนไม่ได้นั่นเองครับ


ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงเสี่ยงกว่าคนทั่วไป?

  1. การอักเสบเรื้อรัง: ระดับน้ำตาลที่สูงกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบทั่วร่าง รวมถึงในข้อไหล่ด้วย

  2. เลือดไปเลี้ยงน้อย: เบาหวานทำให้เส้นเลือดฝอยตีบลง เส้นเอ็นไหล่ที่ได้รับเลือดน้อยอยู่แล้วจึงขาดสารอาหารและซ่อมแซมตัวเองไม่ได้

  3. พังผืดหนากว่าปกติ: การจับตัวของน้ำตาลทำให้พังผืดในคนไข้เบาหวานมีความเหนียวและแข็งแรงกว่าคนปกติ ทำให้การทำกายภาพบำบัดเห็นผลช้ากว่า


การตรวจวินิจฉัย: ตรวจเช็กระดับความเหนียว

เมื่อคนไข้เบาหวานมาพบหมอด้วยอาการปวดไหล่ เราจะตรวจดังนี้ครับ:

  • ตรวจเลือด (HbA1c): เพื่อดูว่าคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

  • Ultrasound Scan: ดูความหนาของเยื่อหุ้มข้อ (Capsule) ซึ่งในคนไข้เบาหวานมักจะหนาตัวอย่างเห็นได้ชัด

  • Physical Exam: เช็กองศาการหมุนของหัวไหล่ ซึ่งมักจะติดในทุกทิศทาง


แนวทางการรักษา: สยบทั้งน้ำตาล สยบทั้งไหล่ติด

  1. คุมน้ำตาลให้เป๊ะ: นี่คือหัวใจสำคัญ! ถ้าคุมน้ำตาลไม่ลง การรักษาไหล่จะได้ผลน้อยมาก เพราะร่างกายจะสร้าง "กาวน้ำตาล" มาล็อคข้อเพิ่มตลอดเวลา

  2. การฉีดน้ำขยายข้อไหล่ (Hydrodilatation): หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง แล้วฉีดน้ำเกลือผสมยาลดอักเสบปริมาณต่ำเข้าไป "ดัน" ให้ปลอกหุ้มข้อที่เหนียวจากน้ำตาลขยายออก วิธีนี้ได้ผลดีมากในคนไข้เบาหวาน

  3. กายภาพบำบัดแบบค่อยเป็นค่อยไป: ต้องเน้นการยืดเยื่อหุ้มข้ออย่างสม่ำเสมอแต่ไม่รุนแรง เพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบซ้ำ

  4. ยาเสริมบำรุงเส้นประสาท: ในคนไข้เบาหวานมักมีอาการชาหรือปลายประสาทอักเสบร่วมด้วย การให้ยาช่วยจะลดความทรมานได้ครับ


พยากรณ์โรค: ต้องอดทนมากกว่าปกติ

คนไข้เบาหวานที่มีภาวะไหล่ติด อาจใช้เวลารักษานานกว่าคนปกติประมาณ 1.5 - 2 เท่า และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากน้ำตาลยังสูงอยู่ครับ ดังนั้นการรักษาจึงต้องอาศัยวินัยทั้งเรื่องอาหาร ยาเบาหวาน และการฝึกกายภาพไหล่ไปพร้อมๆ กัน


สรุป

เบาหวานกับไหล่ติดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลกระทบโดยตรงจากน้ำตาลที่เข้าไปเปลี่ยนไหล่ของคุณให้กลายเป็นพังผืด หากคุณเป็นเบาหวานและเริ่มมีอาการปวดไหล่ อย่ารอให้ไหล่ล็อคตาย การคุมน้ำตาลให้ดีและการปรึกษาหมอกระดูกเพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระอีกครั้งครับ


ด้วยความปรารถนาดี บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อให้คนไข้เบาหวานตระหนักถึงความสำคัญของการคุมน้ำตาลที่มีผลต่อข้อต่อ หากคุณมีอาการปวดไหล่ร่วมกับโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนรักษาที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการคุมเบาหวานครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เบาหวาน #ไหล่ติด #FrozenShoulder #ปวดไหล่ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #คุมน้ำตาล #สุขภาพผู้สูงอายุ #เบาหวานขึ้นไหล่ #กายภาพบำบัด


References

  1. Zreik NH, et al. (2026). Adhesive Capsulitis and Diabetes Mellitus: The Role of Advanced Glycation End-products. Journal of Diabetes and its Complications. (อธิบายเชิงลึกถึงกระบวนการที่น้ำตาลเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างข้อไหล่)

  2. Hand C, et al. (2025). Long-term Outcomes of Frozen Shoulder Treatment in Diabetic Patients. Bone & Joint Journal. (ศึกษาผลการรักษาและระยะเวลาที่ใช้ในคนไข้เบาหวานเมื่อเทียบกับกลุ่มทั่วไป)

  3. Kingston K, et al. (2024). Epidemiology of Shoulder Stiffness in Patients with Type 2 Diabetes. Journal of Orthopaedic Research. (ข้อมูลสถิติความเสี่ยงและอุบัติการณ์ของโรคไหล่ติดในกลุ่มคนไข้เบาหวาน)

  4. American Diabetes Association (2025). Musculoskeletal Complications of Diabetes: Focus on the Shoulder. (แนวทางการดูแลภาวะแทรกซ้อนทางกระดูกและข้อในคนไข้เบาหวาน)

  5. Thai Endocrine Society (2026). Comprehensive Care for Diabetic Patients: Bone and Joint Health. (แนวทางการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อสำหรับคนไทยที่เป็นโรคเบาหวาน)

7 สัญญาณอันตราย! ปวดไหล่แบบไหนที่ไม่ควรรอ... ปล่อยไว้นานอาจจบที่การผ่าตัด

 



7 สัญญาณอันตราย! ปวดไหล่แบบไหนที่ไม่ควรรอ... ปล่อยไว้นานอาจจบที่การผ่าตัด

“หมอครับ ผมนึกว่าปวดเมื่อยธรรมดา เลยทนมาเป็นปี จนตอนนี้แขนมันยกไม่ขึ้นแล้ว”

นี่คือประโยคที่ผมฟังแล้วรู้สึกเสียดายแทนคนไข้ทุกครั้งครับ เพราะข้อไหล่เป็นข้อต่อที่ซับซ้อนและใช้งานหนักที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกาย หลายคนมีสัญญาณเตือนส่งออกมาตลอดเวลา แต่เรากลับเลือกที่จะ "ทน" หรือ "ซื้อยากินเอง" จนรอยฉีกขาดเล็กๆ ลุกลามกลายเป็นแผลใหญ่ที่เย็บซ่อมยาก

วันนี้หมอเก่งจะมาสรุป 7 สัญญาณเตือนอันตราย ที่บอกว่าไหล่ของคุณกำลังวิกฤต และถึงเวลาที่ต้องมาพบหมอเฉพาะทางก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: พี่วิชัยกับความอดทนที่ "ผิดที่"

พี่วิชัย (นามสมมติ) อายุ 54 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ขยันมาก พี่วิชัยเริ่มมีอาการปวดไหล่เวลาเอื้อมหยิบของ แต่แกคิดว่า "แก่แล้วก็ปวดเป็นธรรมดา" เลยทนมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งพี่วิชัยแค่จะยกขันตักน้ำอาบ แขนกลับตกลงมาทันทีเหมือนไม่มีแรง

พอหมอตรวจด้วย MRI พบว่าเส้นเอ็นไหล่ของพี่วิชัย "ขาดกระจุยและหดตัว" เข้าไปลึกมาก แถมกล้ามเนื้อยังเริ่มกลายเป็นไขมันเพราะไม่ได้ใช้งานมานาน เคสนี้การรักษาจะยากกว่าการตรวจเจอตั้งแต่ตอนเริ่มมีอาการปวดเสียวหลายเท่าครับ


อธิบายความจริง: 7 สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

ลองเช็กตัวเองดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้เกิน 2 ข้อหรือไม่:

  1. ปวดไหล่ตอนกลางคืน: แม้อยู่เฉยๆ ก็ปวด หรือนอนตะแคงทับข้างที่ปวดไม่ได้จนสะดุ้งตื่น

  2. ยกแขนได้ไม่สุด: รู้สึกเหมือนมีอะไรมาล็อคไว้ หรือต้องใช้แขนอีกข้างช่วยพยุงขึ้น

  3. แขนอ่อนแรงกะทันหัน: ถือของเบาๆ เช่น แก้วน้ำหรือไดร์เป่าผม แล้วรู้สึกหนักจนถือไม่อยู่

  4. มีเสียง "กึกกัก" ในข้อ: เวลาหมุนไหล่แล้วรู้สึกเหมือนกระดูกเสียดสีกัน หรือมีเสียงดังผิดปกติพร้อมความเจ็บปวด

  5. ปวดเสียวเวลาเอื้อมมือไปข้างหลัง: เช่น เอื้อมหยิบของเบาะหลังรถ หรือติดกระดุมเสื้อชั้นในลำบากมาก

  6. กินยาหรือนวดแล้วไม่ดีขึ้น: ปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ แม้จะพักการใช้งานแล้วแต่อาการยังวนเวียนไม่หาย

  7. ปวดร้าวลงมาถึงต้นแขน: อาการปวดไม่ได้อยู่แค่ที่หัวไหล่ แต่เริ่มลามลงไปถึงศอกหรือมีอาการชามือร่วมด้วย


กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis): จาก "เปื่อย" สู่ "ขาด"

ทำไมถึงไม่ควรรอ? เพราะเส้นเอ็นไหล่คนเราเหมือน "สายเคเบิล" ครับ เมื่อเริ่มมีการอักเสบหรือเปื่อย (Degeneration) เส้นใยจะเริ่มฉีกขาดทีละเส้น ถ้าเรายังใช้งานหนักหรือปล่อยทิ้งไว้ รอยฉีกนั้นจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนขาดออกจากกระดูกโดยสมบูรณ์ เมื่อถึงจุดนั้น กล้ามเนื้อที่เคยดึงเส้นเอ็นจะหดตัวกลับ (Retraction) และฝ่อกลายเป็นไขมัน ซึ่งทำให้การผ่าตัดซ่อมแซมทำได้ยากและผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควรครับ


การตรวจวินิจฉัย: ตรวจก่อน รู้ก่อน รักษาได้ง่ายกว่า

เมื่อมาหาหมอ เราจะใช้เทคโนโลยีช่วยเฉลยอาการปวดครับ:

  • Physical Exam: หมอจะทดสอบแรงมัดกล้ามเนื้อไหล่แต่ละส่วน (Strength Testing)

  • Ultrasound Scan: เป็นวิธีที่สะดวกและเห็นรอยฉีกขาดของเส้นเอ็นได้ทันทีในห้องตรวจ

  • MRI: หากสงสัยว่าเอ็นขาดกว้าง หรือต้องการดูความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อเพื่อวางแผนรักษา


แนวทางการรักษา: ทางเลือกที่ไม่ใช่แค่การผ่าตัด

หากตรวจเจอในระยะแรก การรักษาจะง่ายมากครับ:

  • การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection): วางยาตรงจุดที่อักเสบเป๊ะๆ ลดบวมทันใจ

  • การทำกายภาพบำบัด: ฝึกกล้ามเนื้อสะบักให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงข้อไหล่

  • การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave): กระตุ้นให้เอ็นที่เปื่อยสร้างตัวใหม่

  • การผ่าตัดส่องกล้อง: สำหรับรายที่เอ็นขาดชัดเจน แผลเล็กมาก เจ็บน้อย และกลับไปใช้งานแขนได้เหมือนเดิม


พยากรณ์โรค: โอกาสหายสูงถ้าไม่ปล่อยไว้นาน

คนไข้ที่มาหาหมอในระยะเริ่มแรก (เอ็นแค่เปื่อยหรืออักเสบ) มีโอกาสหายขาดได้สูงถึง 90-95% โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แต่ถ้าปล่อยจนเอ็นขาดและกล้ามเนื้อฝ่อลีบ โอกาสที่จะกลับมาใช้งานแขนได้เต็ม 100% จะลดลงตามระยะเวลาที่ปล่อยทิ้งไว้ครับ


สรุป

สัญญาณเตือนทั้ง 7 อย่างนี้คือเสียงตะโกนจากร่างกายว่า "ไหล่ฉันไม่ไหวแล้ว" อย่ารอจนแขนยกไม่ขึ้นหรือปวดจนนอนไม่ได้ การตรวจเช็กตั้งแต่วันนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องลงเอยที่เตียงผ่าตัดในวันหน้าครับ


ด้วยความปรารถนาดี บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการสังเกตอาการเบื้องต้น หากคุณมีสัญญาณเตือนเพียง 1 ใน 7 ข้อข้างต้นและเป็นต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #สัญญาณเตือนอันตราย #เอ็นไหล่ขาด #ไหล่ติด #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ปวดกลางคืน #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #สุขภาพดี


References

  1. Lazarides AL, et al. (2026). Early Warning Signs of Rotator Cuff Pathologies: A Systematic Review. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. (สรุปสัญญาณเตือนเบื้องต้นที่บ่งบอกถึงการบาดเจ็บของเส้นเอ็นไหล่)

  2. Miller S, et al. (2025). The Progression of Untreated Rotator Cuff Tears. American Journal of Sports Medicine. (งานวิจัยที่ศึกษาการดำเนินโรคของเอ็นไหล่ที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา)

  3. Koyonos L, et al. (2024). Clinical Reliability of Shoulder Physical Examination Tests. Clinics in Orthopedic Surgery. (การศึกษาความแม่นยำของการตรวจร่างกายในคนไข้โรคไหล่)

  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2025). When to See a Doctor for Shoulder Pain. (แนวทางการคัดกรองอาการปวดไหล่สำหรับประชาชนทั่วไป)

  5. Royal College of Orthopaedic Surgeons of Thailand (2026). Guidelines for Shoulder Pain Management in Primary Care. (แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยปวดไหล่เบื้องต้นของไทย)

ทำไมผู้หญิงวัย 40+ ถึงปวดไหล่บ่อยกว่าที่คิด? สัญญาณที่ต้องรู้ก่อนไหล่พัง

 



ทำไมผู้หญิงวัย 40+ ถึงปวดไหล่บ่อยกว่าที่คิด? สัญญาณที่ต้องรู้ก่อนไหล่พัง

“หมอครับ ทำไมเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกับป้า ส่วนใหญ่มีปัญหาปวดไหล่กันหมดเลย? บางคนปวดจนยกแขนไม่ได้ บางคนต้องไปผ่าตัด ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักอะไรเลย”

นี่คือข้อสังเกตที่น่าสนใจมากจากคนไข้ครับ และความจริงทางสถิติก็ยืนยันแบบนั้นครับว่า ผู้หญิงวัย 40-60 ปี คือกลุ่มเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโรคข้อไหล่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็นอักเสบ หินปูนเกาะ หรือไหล่ติด จนบางครั้งเราเรียกอาการกลุ่มนี้ในต่างประเทศว่า "50-year-old shoulder" กันเลยทีเดียว

วันนี้หมอเก่งจะมาเฉลยครับว่า มีความลับอะไรซ่อนอยู่ในร่างกายของผู้หญิงวัย 40+ ที่ทำให้ไหล่ของคุณเปราะบางกว่าช่วงวัยอื่น ๆ


เคสจริงจากห้องตรวจ: พี่รดา กับอาการปวดไหล่ที่มาพร้อม "วัยทอง"

พี่รดา (นามสมมติ) อายุ 48 ปี เป็นผู้บริหารบริษัทเอกชน เริ่มมีอาการปวดไหล่ซ้ายลึก ๆ มาประมาณ 4 เดือน พี่รดาบอกหมอว่า “ป้าไม่ได้ล้ม ไม่ได้ยกของหนักเลยนะหมอ แค่เอื้อมหยิบของหลังรถวันก่อน แล้วเจ็บจี๊ดขึ้นมา หลังจากนั้นก็ปวดมาตลอด ยิ่งตอนนอนนะหมอเอ๊ย... ทรมานสุด ๆ”

พอมอซักประวัติเพิ่มเติม พบว่าพี่รดาเริ่มมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ร้อนวูบวาบ นี่คือจิ๊กซอว์ตัวสำคัญครับ เพราะความเสื่อมของเส้นเอ็นไหล่ในผู้หญิงวัยนี้ มักจะมาคู่กับการ “เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน” เสมอ


อธิบายความจริง: ฮอร์โมนเอสโตรเจน กับ "กาวหล่อลื่น" เส้นเอ็น

ทำไมต้อง 40+? คำตอบอยู่ที่ฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ครับ

ในผู้หญิง ฮอร์โมนนี้เปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นและสารต้านอักเสบตามธรรมชาติ เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป ระดับเอสโตรเจนจะเริ่มลดลง ส่งผลให้:

  1. คอลลาเจนเสื่อมสภาพ: เส้นเอ็นไหล่ที่เคยเหนียวแน่นจะเริ่มแห้ง เปราะ และขาดง่ายขึ้น

  2. พังผืดเกิดง่ายขึ้น: เยื่อหุ้มข้อไหล่จะเริ่มหนาตัวและขาดความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะ “ไหล่ติด” ได้ง่ายกว่าผู้ชายหลายเท่า

  3. การซ่อมแซมช้าลง: เมื่อใช้งานไหล่ซ้ำ ๆ ร่างกายจะซ่อมแซมเส้นเอ็นที่สึกหรอได้ไม่ทันเหมือนสมัยสาว ๆ


เจาะลึก 3 โรคไหล่ยอดฮิตในผู้หญิง 40+

  • ภาวะไหล่ติด (Frozen Shoulder): พบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน ไหล่จะค่อย ๆ แข็งจนหวีผมหรือติดตะขอเสื้อชั้นในไม่ได้

  • เอ็นหัวไหล่อักเสบเรื้อรัง (Rotator Cuff Tendinopathy): เอ็นจะเริ่มเปื่อยเหมือนหนังยางที่ตากแดดไว้นาน ๆ แม้ใช้งานเพียงเล็กน้อยก็อาจเกิดรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ได้

  • หินปูนเกาะเส้นเอ็น (Calcific Tendonitis): ไม่รู้ทำไมหินปูนถึงชอบมาเกาะเส้นเอ็นของผู้หญิงวัยนี้เป็นพิเศษครับ แต่มันทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงเหมือนมีใครเอาทรายมาขัดอยู่ในข้อไหล่เลย


แนวทางการตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

เมื่อคุณพี่ ๆ มาหาหมอ เราจะทำขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้เห็นต้นเหตุที่ชัดเจนครับ:

  • Ultrasound Scan: ดูภาพตัดขวางของเส้นเอ็น เห็นเลยว่าเปื่อยตรงไหน มีหินปูนไหม หรือมีน้ำในข้อไหล่เยอะหรือเปล่า

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบองศาการขยับ เพื่อแยกให้ชัดว่า "เอ็นขาด" หรือ "ไหล่ติด" เพราะวิธีรักษาต่างกันคนละเรื่องเลยครับ

  • Digital X-ray: ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอกมาทิ่มแทงเส้นเอ็นหรือไม่


แนวทางการรักษา: คืนความอ่อนเยาว์ให้ข้อไหล่

  1. ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว หรือการนอนตะแคงทับไหล่ซ้ำ ๆ

  2. การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็ก (High Power Laser): ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในเส้นเอ็นที่เปื่อย

  3. การฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection): ในรายที่ปวดมาก หมอจะวางยาลดอักเสบปริมาณต่ำตรงจุดเป๊ะ ๆ หรือฉีดน้ำขยายข้อไหล่ในกรณีที่ไหล่ติด เพื่อย่นระยะเวลาการรักษาให้หายเร็วขึ้น

  4. กายภาพบำบัดเฉพาะทาง: เน้นการยืดเยื่อหุ้มข้อและการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบักเพื่อพยุงไหล่


พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

แม้จะเป็นความเสื่อมตามวัย แต่ถ้าดูแลถูกวิธี “หายได้แน่นอนครับ” หลายคนกังวลว่าต้องผ่าตัดไหม? ข่าวดีคือกว่า 90% ของผู้หญิงที่มีปัญหาไหล่ในวัยนี้ สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เพียงแค่ต้องใช้ความเข้าใจและการรักษาที่ตรงจุดครับ


สรุป

ปวดไหล่ในวัย 40+ ไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณต้องทน แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนและความเสื่อมจะช่วยให้คุณรับมือได้อย่างถูกวิธี อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดพรากความคล่องตัวและความสุขในการใช้ชีวิตไปจากคุณนะครับ


ด้วยความปรารถนาดี บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น หากคุณมีอาการปวดไหล่เรื้อรังจนกระทบการนอนหรือกิจวัตรประจำวัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยที่แม่นยำครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ผู้หญิง #วัยทอง #ไหล่ติด #เอ็นไหล่อักเสบ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้หญิง #40บวกไม่กระเช้า #ฮอร์โมนเอสโตรเจน #กายภาพบำบัด


References

  1. Leong HT, et al. (2024). The Influence of Menopause on Rotator Cuff Tendon Health. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. (งานวิจัยที่ชี้ชัดถึงผลกระทบของระดับเอสโตรเจนต่อความเสื่อมของเส้นเอ็นในผู้หญิงวัยทอง)

  2. Robinson DM, et al. (2023). Frozen Shoulder in Women: Risk Factors and Modern Management. Maturitas Journal. (สรุปปัจจัยเสี่ยงและแนวทางการรักษาภาวะไหล่ติดในผู้หญิงช่วงวัยกลางคน)

  3. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2023). Hormonal Changes and Musculoskeletal Pain in Women. (บทความวิชาการเรื่องความสัมพันธ์ของฮอร์โมนกับอาการปวดกระดูกและข้อ)

  4. Eberstein A, et al. (2022). Ultrasound Characteristics of Shoulder Tendons in Perimenopausal Women. Skeletal Radiology. (ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเส้นเอ็นไหล่ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัย 40+)

  5. Thai Menopause Society (2025). Common Musculoskeletal Issues in Menopausal Transition. (แนวทางการดูแลปัญหากระดูกและข้อในสตรีวัยหมดประจำเดือนของประเทศไทย)

ฉีดยาไหล่อันตรายไหม? ความจริงที่คุณไม่เคยรู้... เกี่ยวกับเข็มและการรักษาที่ตรงจุด

 

ฉีดยาไหล่อันตรายไหม? ความจริงที่คุณไม่เคยรู้... เกี่ยวกับเข็มและการรักษาที่ตรงจุด

“หมอครับ... อย่าฉีดยาให้ผมเลยนะ ผมกลัวยาไปกัดกระดูก กลัวไตพัง แล้วเข็มมันจะไปโดนเส้นประสาทไหม?”

นี่คือความกังวลอันดับหนึ่งที่ผมเจอในห้องตรวจครับ คนไข้จำนวนมากยอมทนปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น นอนไม่ได้มาเป็นปี ๆ เพียงเพราะคำว่า “กลัวการฉีดยา” ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าการฉีดไหล่จะทำให้กระดูกผุหรืออันตรายถึงขั้นพิการ ยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจของใครหลายคน

วันนี้ผมจะขอทำหน้าที่เป็น “หมอเก่ง” มากระซิบความจริงที่เทคโนโลยีปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เพื่อให้คุณตัดสินใจรักษาได้อย่างสบายใจครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: คุณลุงสมศักดิ์กับ "ความกลัวที่เกือบทำให้ไหล่พัง"

คุณลุงสมศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 65 ปี มีอาการเอ็นไหล่อักเสบเรื้อรังจนเริ่มมีหินปูนเกาะ ลุงทนกินยาแก้ปวดจนโรคกระเพาะถามหา แต่พอหมอแนะนำให้ฉีดยา ลุงส่ายหน้าหนีทันที "ลุงกลัวเข็มไปจิ้มมั่ว ๆ แล้วโดนเอ็นขาดมากกว่าเดิม"

สุดท้ายพอไหล่ลุงติดจนใช้ชีวิตไม่ได้ ผมเลยขออนุญาตลุง "ทำให้ดูผ่านจอ" โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง พอคุณลุงเห็นเข็มเดินทางไปถึงจุดที่อักเสบอย่างแม่นยำโดยไม่โดนส่วนอื่นเลย ลุงถึงยอมฉีด และเชื่อไหมครับ... วันรุ่งขึ้นลุงโทรมาบอกว่า "รู้งี้ฉีดไปนานแล้วหมอ ไม่เจ็บอย่างที่คิดเลย"


อธิบายความจริง: ฉีดแบบเดิม VS ฉีดแบบใหม่ (ภาษาชาวบ้าน)

  • สมัยก่อน (Blind Injection): หมอจะใช้มือคลำกระดูกแล้วคาดคะเนตำแหน่งเพื่อจิ้มเข็มเข้าไป วิธีนี้มีโอกาสที่ยาจะไม่ลงจุดอักเสบ หรือเข็มอาจไปโดนเส้นเอ็นที่เปื่อยอยู่แล้ว ทำให้คนไข้เจ็บและกังวล
  • สมัยนี้ (Ultrasound-Guided): เหมือนหมอมี "ตาทิพย์" ครับ เราใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นโครงสร้างข้างใน ทั้งเส้นเอ็น เส้นเลือด และเส้นประสาทแบบเรียลไทม์ เราจะเห็นเข็มเดินทางไป "วางยา" ไว้ตรงจุดที่อักเสบเป๊ะ ๆ ทำให้เจ็บน้อยลงมากและปลอดภัยกว่าเดิมหลายเท่า

ฉีดอะไรลงไป? อันตรายจริงหรือ?

สิ่งที่คนไข้กลัวที่สุดคือ "สเตียรอยด์" ครับ แต่หมออยากให้เข้าใจข้อเท็จจริง 2 ข้อนี้:

  1. ปริมาณน้อยมาก (Low Dose): การฉีดเข้าข้อไหล่ เราใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการกินยา ยาจะออกฤทธิ์เฉพาะจุดที่อักเสบ และไม่วิ่งไปทำลายไตหรือกัดกระดูกเหมือนที่หลายคนเข้าใจ หากอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
  2. ทางเลือกใหม่ (NSAIDs & Regenerative): ปัจจุบันเรามีการใช้ยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือแม้แต่การใช้พลาสมาเข้มข้น (PRP) จากเลือดคนไข้เองมาฉีดเพื่อซ่อมแซม โดยไม่ใช้สเตียรอยด์เลยในรายที่กังวลครับ

กลไกการทำงาน (Pathogenesis): ทำไมฉีดแล้วถึงหายปวด?

เมื่อเส้นเอ็นไหล่อักเสบ ร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้เจ็บปวดออกมาคั่งอยู่ในซอกแคบ ๆ ของข้อไหล่ การกินยาต้องรอให้ยาซึมผ่านกระแสเลือดไปถึงไหล่ ซึ่งมักจะได้ปริมาณยาไม่เพียงพอ

การฉีดนำทางด้วยอัลตราซาวด์คือการ "ส่งหน่วยกู้ภัยไปดับไฟที่ต้นเพลิง" ยาปริมาณน้อยจะเข้าไปลดการบวมและหยุดการหลั่งสารอักเสบในทันที เมื่อความบวมลดลง เส้นเอ็นก็จะไม่ถูกกระดูกหนีบ ทำให้ความเจ็บปวดหายไปอย่างรวดเร็วครับ


ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยก่อนฉีด

หมอไม่ได้ฉีดให้ทุกคนนะครับ เราต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก่อน:

  • Ultrasound Scan: ดูความรุนแรงของโรค เอ็นขาดไหม หรือมีหินปูนขวางอยู่หรือเปล่า
  • Physical Exam: ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • Lab/X-ray: ในบางรายอาจต้องดูภาพรวมของกระดูกร่วมด้วย

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง (พยากรณ์โรค)

ไม่มีหัตถการใดที่ไม่มีความเสี่ยง 100% ครับ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก เช่น:

  • การติดเชื้อ: ป้องกันได้ด้วยความสะอาดและการทำปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัด
  • น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราว: ในคนไข้เบาหวานต้องคุมน้ำตาลให้ดีก่อนฉีด
  • การกลับมาปวดซ้ำ: หากไม่ปรับพฤติกรรม (เช่น ยังนอนตะแคงทับไหล่) อาการก็อาจกลับมาได้อีก

สรุป

การฉีดยาไหล่ในปัจจุบัน “ไม่อันตรายอย่างที่คิด” หากทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เครื่องอัลตราซาวด์ระบุตำแหน่ง ยาปริมาณต่ำจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากวงจรความปวดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่คุณจะได้เริ่มฝึกกายภาพบำบัดและกลับมาใช้งานแขนได้ตามปกติครับ


ด้วยความปรารถนาดี บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ หากคุณมีอาการปวดไหล่เรื้อรัง อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเส้นเอ็นฝ่อลีบ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้คุณได้รับทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญดูกระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ฉีดยาไหล่ #อัลตราซาวด์นำทาง #เอ็นไหล่อักเสบ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ฉีดไหล่อันตรายไหม #รักษาปวดไหล่ #ความรู้สุขภาพ #UltraSoundGuided #ShoulderPain


References

  1. Daniels EW, et al. (2024). The Accuracy of Ultrasound-Guided Versus Blind Injections in the Shoulder. American Journal of Sports Medicine. (ยืนยันความแม่นยำของการใช้อัลตราซาวด์ที่สูงถึง 95-100% เทียบกับการจิ้มแบบเดิม)
  2. Laucis NC, et al. (2023). Safety and Efficacy of Low-Dose Corticosteroid Injections for Rotator Cuff Tendinopathy. Journal of Bone and Joint Surgery. (งานวิจัยสรุปความปลอดภัยของการใช้ยาปริมาณต่ำเฉพาะจุด)
  3. Hassan S, et al. (2023). Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug (NSAID) Injections vs Corticosteroids for Shoulder Impingement. Arthroscopy Journal. (การเปรียบเทียบผลการรักษาด้วยยาทางเลือกกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์)
  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) (2024). Patient Guide: What to Expect from a Shoulder Injection. (แนวทางปฏิบัติและการเตรียมตัวสำหรับคนไข้ที่จะรับการฉีดยาข้อไหล่)
  5. Thai Orthopedic Association (2025). Standard Protocols for Image-Guided Musculoskeletal Injections. (มาตรฐานการรักษาด้วยการฉีดยานำทางด้วยภาพของประเทศไทย)

ประคบร้อนหรือเย็น? วิธีเลือกที่ถูกต้องสำหรับอาการปวดไหล่... พลาดครั้งเดียวอักเสบหนักกว่าเดิม!

 



ประคบร้อนหรือเย็น? วิธีเลือกที่ถูกต้องสำหรับอาการปวดไหล่... พลาดครั้งเดียวอักเสบหนักกว่าเดิม!

“หมอครับ ปวดไหล่แบบนี้ต้องประคบอะไร? เมียให้ประคบร้อน แม่บอกให้ประคบเย็น สรุปผมต้องเชื่อใครดี?”

นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่หมอฟังแล้วต้องอมยิ้มทุกครั้งครับ เพราะเรื่อง “ความร้อน-ความเย็น” เป็นอาวุธคู่บ้านที่ทรงพลังมากในการจัดการความปวด แต่ถ้าหยิบมาใช้ผิดเวลา จากที่จะช่วยให้ “หายเร็ว” อาจจะกลายเป็น “หายช้า” หรือซ้ำเติมให้อาการบวมพองหนักกว่าเดิมได้

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจแบบชัด ๆ ให้คุณเลือกใช้ได้ถูกจังหวะ เหมือนมีหมอไปกระซิบข้างหูที่บ้านเลยครับ


เคสจริงจากห้องตรวจ: พี่สมเกียรติกับความหวังดีที่ "ผิดจังหวะ"

พี่สมเกียรติ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ไปช่วยเพื่อนย้ายบ้านแล้วเกิดอาการปวดไหล่กะทันหัน เจ็บแปลบเหมือนมีอะไรฉีกขาด พี่แกนึกถึงที่เคยได้ยินมาว่า "ปวดตรงไหนให้ประคบร้อนตรงนั้น" แกเลยเอาถุงน้ำร้อนจัดมาประคบทันที

ผลปรากฏว่า เช้าวันรุ่งขึ้นไหล่พี่สมเกียรติบวมเป่ง แดงก่ำ และร้อนฉ่า พี่แกตกใจมากรีบมาหาหมอ หมอตรวจดูแล้วพบว่าเส้นเอ็นมีการฉีกขาดเล็กน้อย แต่การที่พี่แกไปประคบร้อนใส่ "แผลสด" ข้างใน ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดเลยยิ่งออกและอักเสบหนักขึ้นครับ


อธิบายความจริง: ร้อน vs เย็น ทำงานยังไง? (ภาษาชาวบ้าน)

  • ประคบเย็น (Ice Pack): ให้คิดถึงการ "สตาฟ" ครับ ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนเลือด ช่วยระงับการอักเสบ ลดบวม และทำให้ประสาทรับความรู้สึก "ชา" ลง จึงลดปวดได้ดีในระยะแรก

  • ประคบร้อน (Heating Pad): ให้คิดถึงการ "คลาย" ครับ ความร้อนจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยพาสารอาหารไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และทำให้กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งอ่อนตัวลง


วิธีเลือกที่ถูกต้อง: เช็กจาก "เวลา" และ "อาการ"

หมอขอสรุปสูตรง่าย ๆ ให้จำไปใช้ได้เลยครับ:

1. ประคบเย็น เมื่อ "ปวดเฉียบพลัน" (ภายใน 48 ชั่วโมงแรก)

  • อาการ: เพิ่งล้มมา, เพิ่งยกของหนักแล้วเจ็บทันที, มีอาการ บวม แดง ร้อน หรือจับแล้วรู้สึกอุ่นกว่าข้างปกติ

  • ทำไม: เพื่อ "ปิดก๊อกเลือด" ไม่ให้ไหลมาอักเสบเพิ่มขึ้น

  • วิธีใช้: ประคบครั้งละ 15-20 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง

2. ประคบร้อน เมื่อ "ปวดเรื้อรัง" (หลัง 48 ชั่วโมง หรือปวดมานานเป็นเดือน)

  • อาการ: ปวดเมื่อยตึง, ไหล่ติดขัดขยับลำบาก, ปวดแบบตื้อ ๆ มานาน, ไม่มีอาการบวมแดงร้อนแล้ว

  • ทำไม: เพื่อ "เปิดทางเลือด" ให้เอาของเสียออกและนำสารอาหารมาซ่อมแซม พร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเปรี๊ยะ

  • วิธีใช้: ประคบอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อนลวกผิว) ครั้งละ 15-20 นาที ก่อนนอนหรือตอนเช้าที่รู้สึกไหล่ตึง


กลไกการทำงาน (Pathogenesis): วิทยาศาสตร์หลังถุงประคบ

เมื่อเอ็นไหล่บาดเจ็บ ร่างกายจะหลั่งสารอักเสบ (Inflammatory mediators) ออกมา ความเย็น จะช่วยลดเมตาบอลิซึมของเซลล์บริเวณนั้น ทำให้ความเสียหายไม่แผ่ขยายวงกว้าง ส่วน ความร้อน จะไปกระตุ้นตัวรับความร้อน (Thermoreceptors) ซึ่งส่งสัญญาณไปขัดขวางสัญญาณความเจ็บปวดที่จะส่งไปสมอง (ตามทฤษฎี Gate Control) และช่วยให้พังผืดที่ยึดข้อไหล่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นครับ


ข้อควรระวัง: อย่าหาทำ!

  • ห้ามประคบร้อนกับแผลสด: หรือจุดที่มีเลือดออก เพราะจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด

  • ห้ามประคบเย็นกับจุดที่เลือดเดินไม่ดี: หรือในคนที่มีปัญหาชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวาน เพราะอาจทำให้ผิวหนังตายได้โดยไม่รู้ตัว

  • ระวังผิวไหม้: ทั้งเย็นจัดและร้อนจัด ไม่ควรสัมผัสผิวหนังโดยตรง ให้ห่อผ้าขนหนูบาง ๆ ไว้เสมอครับ


การตรวจวินิจฉัย: ถ้าประคบแล้วไม่ดีขึ้น หมอทำอะไรต่อ?

หากคุณประคบตามสูตรหมอเก่งแล้ว 3 วันอาการยังไม่ทุเลา หรือแขนเริ่มอ่อนแรง หมอจะแนะนำดังนี้ครับ:

  • Ultrasound: ดูว่ามีน้ำในข้อไหล่เยอะไหม (ถ้าเยอะประคบเย็นจะช่วยได้มาก) หรือดูว่าเอ็นฉีกไปกี่มิลลิเมตร

  • Physical Exam: ทดสอบการเคลื่อนไหวเพื่อแยกแยะว่าปวดจาก "การอักเสบ" หรือ "พังผืด" เพื่อเปลี่ยนโหมดการรักษา


สรุป

ปวดใหม่ ๆ (ไม่เกิน 2 วัน) ให้ใช้ “ความเย็น” สยบการอักเสบ ปวดมานาน หรือไหล่ติดตึง ให้ใช้ “ความร้อน” เพื่อผ่อนคลาย จำสูตรนี้ไว้ใช้ รับรองว่าอาการปวดไหล่ของคุณจะดีขึ้นอย่างปลอดภัยและถูกทางแน่นอนครับ


ด้วยความสุภาพ บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการดูแลตนเองเบื้องต้น หากคุณมีอาการปวดรุนแรง บวมแดงผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย โปรดรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาการปวดบางอย่างอาจซ่อนรอยฉีกขาดที่ต้องรักษาเฉพาะทางครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #ประคบร้อนหรือเย็น #วิธีแก้ปวด #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ปฐมพยาบาล #เอ็นไหล่อักเสบ #ไหล่ติด #สุขภาพดี #HealthHack


References

  1. Malanga GA, et al. (2024). Mechanisms and Efficacy of Heat and Cold Therapies for Musculoskeletal Injury.Postgraduate Medicine. (สรุปกลไกการทำงานของความร้อนและความเย็นในการรักษาโรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ)

  2. Bleakley CM, et al. (2023). Cold Water Immersion and Ice Packs for Acute Soft Tissue Injury: An Updated Review.American Journal of Sports Medicine. (อัปเดตหลักฐานการใช้ความเย็นในระยะอักเสบเฉียบพลัน)

  3. Petrofsky J, et al. (2022). The Efficacy of Local Heat Therapy in Increasing Tendon Extensibility. Journal of Physical Therapy Science. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าความร้อนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและลดความหนืดของพังผืด)

  4. American Academy of Family Physicians (2023). Shoulder Pain Self-Care: Hot and Cold Treatment Guidelines.(แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยปวดไหล่เบื้องต้น)

  5. Thai Physical Therapy Association (2025). Standard Modalities in Shoulder Rehabilitation. (มาตรฐานการใช้เครื่องมือกายภาพและความร้อนเย็นในผู้ป่วยโรคไหล่ของไทย)