Friday, March 6, 2026

ไหล่ติด ยกแขนไม่สุด ปวดทนไม่ไหว... แค่เส้นตึงหรือข้อติดกันแน่?

 



ไหล่ติด ยกแขนไม่สุด ปวดทนไม่ไหว... แค่เส้นตึงหรือข้อติดกันแน่?

คุณเคยเจอความรู้สึกนี้ไหมครับ? ตื่นเช้ามาจะเอื้อมมือไปหยิบของบนชั้น หรือแค่อยากจะสวมเสื้อยืดตามปกติ แต่จู่ๆ ไหล่ก็เกิดอาการแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาล็อคไว้ พยายามจะยกแขนขึ้นก็ปวดจี๊ดจนต้องร้องไท้ ยิ่งตอนนอนตะแคงทับไหล่ข้างที่ปวด ยิ่งทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึกจนพักผ่อนไม่เพียงพอ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ "ไหล่" ไม่ยอมขยับตามใจสั่ง

ผมอยากเล่าเรื่องของ คุณป้าพร (นามสมมติ) อายุ 55 ปี เป็นแม่บ้านที่ดูแลครอบครัวอย่างขยันขันแข็งมาตลอด คุณป้ามาหาผมด้วยสีหน้ากังวลมาก บอกว่า "หมอคะ ป้าเอื้อมมือไปรูดซิปชุดข้างหลังไม่ได้เลย แถมเวลาจะหยิบจานบนตู้สูงๆ ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ด"

คุณป้าเล่าว่าทีแรกนึกว่าแค่ "ไหล่เคล็ด" จากการยกของหนัก เลยไปซื้อยาหม่องมาทา ไปนวดแผนโบราณมาหลายครั้ง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น แถมยิ่งนวดแรงไหล่ก็ยิ่งปวดกว่าเดิม จนสุดท้ายขยับแขนแทบไม่ได้เลยครับ


เข้าใจโรค "ไหล่ติด" แบบง่ายๆ

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพ ผมอยากให้ลองนึกถึง "บานพับประตู" ครับ ปกติบานพับที่หล่อลื่นดีจะเปิดปิดได้ลื่นไหล แต่ถ้าบานพับนั้นเกิดสนิมเกาะหนาเตอะ หรือมีกาวเหนียวๆ ไปหยอดไว้จนแข็งตัว บานพับนั้นก็ขยับไม่ได้

ในข้อไหล่ของเราจะมี "ถุงหุ้มข้อต่อ" ซึ่งปกติจะยืดหยุ่นได้ดีเหมือนผ้ายืด แต่พอเกิดภาวะไหล่ติด ถุงหุ้มข้อนี้จะเกิดการอักเสบ หนาตัวขึ้น และหดรั้งจนตึงเปรี๊ยะ เหมือนเราใส่เสื้อไซส์เล็กเกินไปจนยกแขนไม่ขึ้นนั่นเองครับ


โรคไหล่ติดคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

โรคไหล่ติด คือภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุข้อไหล่และถุงหุ้มข้อไหล่ ทำให้เกิดพังผืดมายึดเกาะ ส่งผลให้พื้นที่ภายในข้อไหล่ลดลง การเคลื่อนไหวของข้อจึงติดขัดและตามมาด้วยอาการปวดอย่างรุนแรง

อาการมักจะค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจาก ระยะปวด (ปวดมากแต่ยังพอขยับได้) ไปสู่ ระยะติด (ปวดน้อยลงแต่ขยับแขนแทบไม่ได้เลย) และสุดท้ายคือ ระยะเริ่มคลายตัว ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นปีถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีครับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไหล่ติด

  1. อายุและการใช้งาน: มักพบในคนวัย 40-60 ปีขึ้นไป จากความเสื่อมตามวัย
  2. โรคเบาหวาน: คนเป็นเบาหวานมีโอกาสไหล่ติดสูงกว่าคนปกติถึง 2-3 เท่า
  3. การบาดเจ็บ: เช่น เคยหกล้มแขนกระแทก หรือผ่าตัดบริเวณหน้าอกและไหล่
  4. การพักใช้งานไหล่นานเกินไป: เช่น แขนหักแล้วต้องใส่เฝือกนานๆ จนข้อแข็ง
  5. โรคประจำตัวอื่นๆ: เช่น โรคไทรอยด์ หรือโรคหัวใจ

การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์

เมื่อมาพบหมอ ขั้นตอนการตรวจจะเริ่มจาก:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะลองขยับแขนของคนไข้ดูว่าติดขัดในท่าไหนบ้าง (หมอจับขยับเอง) เทียบกับการที่คนไข้ยกแขนเอง
  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีกระดูกงอกหรือข้อไหล่เสื่อมร่วมด้วยไหม
  • การตรวจด้วย ultrasound เพื่อประเมินสภาพของเส้นเอ็น ได้รวดเร็ว ว่ามีการฉีกขาด การเสื่อมสภาพ ของเส้นเอ็นหรือไม่
  • MRI: ในกรณีที่สงสัยว่ามีเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดร่วมด้วย เพื่อให้เห็นภาพพังผืดและเส้นเอ็นชัดเจน
  • การตรวจเลือด: เพื่อคัดกรองโรคเบาหวานหรือโรคพุ่มพวงที่อาจส่งผลต่อข้อ

แนวทางการรักษา: ขยับช้าๆ แต่สม่ำเสมอ

ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ โดยเราจะเรียงลำดับการรักษาดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรมและท่าบริหาร: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด หมอจะสอนท่าแกว่งแขนและยืดเหยียดข้อไหล่ (ท่าไต่กำแพง) เพื่อสลายพังผืด
  2. กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์หรือคลื่นเหนือเสียง (Ultrasound) ร่วมกับการดัดดึงข้อไหล่โดยนักกายภาพ
  3. การใช้ยา: ยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ช่วยลดปวดในระยะแรก
  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อไหล่โดยตรง ช่วยให้คนไข้หายปวดและฝึกบริหารได้ง่ายขึ้นมาก
  5. การผ่าตัดส่องกล้อง: จะใช้ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่เห็นผล เพื่อเข้าไปตัดพังผืดที่รัดข้อไหล่ออก

การบริหารในโรคไหล่ติด (Frozen Shoulder) หัวใจสำคัญคือ "ต้องทำให้ถูกระยะ" ครับ เพราะถ้าเราไปดืนหรือดัดแรงๆ ในช่วงที่อักเสบมาก อาการจะยิ่งแย่ลง แต่ถ้าไม่ยอมขยับเลยในช่วงที่ข้อติด พังผืดก็จะยิ่งหนาตัวขึ้น

หมอสรุปท่าบริหารที่เหมาะสมในแต่ละระยะมาให้แบบละเอียด ดังนี้ครับ


ระยะที่ 1: ระยะปวด (Freezing Phase)

เป้าหมาย: ลดการอักเสบ และคงช่วงการเคลื่อนไหวเท่าที่ทำได้ "ห้ามดัดรุนแรง"

ในระยะนี้คนไข้จะปวดมาก แม้แต่ตอนอยู่นิ่งๆ หรือตอนนอน การบริหารต้องทำแบบเบาๆ เพื่อไม่ให้ข้อไหล่ยึดติดมากขึ้น

1. ท่าแกว่งแขนแบบลูกตุ้มนาฬิกา (Pendulum Exercise)

  • วิธีทำ: ยืนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้มือข้างที่ดีเกาะพนักเก้าอี้หรือโต๊ะเพื่อพยุงตัว ปล่อยแขนข้างที่ปวดลงตามสบายในแนวดิ่ง
  • การเคลื่อนไหว: ค่อยๆ เหวี่ยงแขนเป็นวงกลมเล็กๆ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา หรือเหวี่ยงหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา เบาๆ
  • ความบ่อย: ทำ 10-20 รอบต่อครั้ง วันละ 3-5 รอบ
  • ประโยชน์: ช่วยให้ข้อไหล่มีการเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้แรงกล้ามเนื้อ ลดการเกร็งตัว

ระยะที่ 2: ระยะติด (Frozen Phase)

เป้าหมาย: "ทลายพังผืด" เพื่อเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว ระยะนี้ความปวดจะลดลง แต่ไหล่จะติดแข็งมาก

1. ท่าไต่กำแพง (Wall Crawl)

  • วิธีทำ: ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ใช้นิ้วมือข้างที่ติดค่อยๆ "ไต่" ขึ้นไปบนกำแพงให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • เทคนิค: เมื่อถึงจุดที่ตึงที่สุด ให้ค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วค่อยๆ ไต่ลงมา
  • ท่าต่อเนื่อง: ทำเช่นเดียวกันในท่าหันข้างเข้ากำแพง เพื่อเพิ่มมุมการกางแขนออกทางด้านข้าง

2. ท่าใช้ไม้พลองช่วยดัน (Cane/Stick Exercise)

  • วิธีทำ: ถือไม้พลอง (หรือท่อ PVC/ร่ม) ด้วยมือทั้งสองข้าง
  • การเคลื่อนไหว: ใช้มือข้างที่ดี "ออกแรงดัน" ไม้พลองเพื่อให้แขนข้างที่ติดยกขึ้นทางด้านหน้า หรือดันออกไปทางด้านข้าง
  • จุดสำคัญ: แขนข้างที่ติดไม่ต้องออกแรงยกเอง ให้แขนข้างที่ดีเป็นตัวนำทางและออกแรงดันไปจนรู้สึกตึง ค้างไว้ 10-15 วินาที

3. ท่าไขว้หลังดึงผ้าขนหนู (Towel Stretch)

  • วิธีทำ: พาดผ้าขนหนูไว้ที่บ่าข้างดี แล้วอ้อมมือข้างที่ติดไปจับปลายผ้าด้านหลัง (ท่าเหมือนจะถูหลัง)
  • การเคลื่อนไหว: ใช้มือข้างดีดึงผ้าขึ้นด้านบน เพื่อให้แขนข้างที่ติดถูกดึงขึ้นมาด้านหลัง
  • ประโยชน์: เพิ่มมุมการหมุนไหล่เข้าด้านใน ซึ่งเป็นท่าที่คนไหล่ติดมักทำไม่ได้ (เช่น ท่ารูดซิปหลัง)

ระยะที่ 3: ระยะคลายตัว (Thawing Phase)

เป้าหมาย: คืนความยืดหยุ่นให้สุดมุม และ "เริ่มสร้างความแข็งแรง"

ในระยะนี้ไหล่จะเริ่มขยับได้มากขึ้น หมอจะเน้นการยืดให้สุดช่วง และเริ่มออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่

1. ท่ายืดข้ามไหล่ (Cross-body Stretch)

  • วิธีทำ: ยกแขนข้างที่เคยติดพาดข้ามหน้าอกไปทางไหล่อีกข้าง
  • การเคลื่อนไหว: ใช้มืออีกข้างกดบริเวณข้อศอก ดันแขนเข้าหาตัวให้รู้สึกตึงที่หัวไหล่ด้านหลัง ค้างไว้ 20 วินาที

2. การสร้างความแข็งแรงด้วยแรงต้าน (Isometric/Resistance Exercise)

  • วิธีทำ: ใช้ยางยืดออกกำลังกาย หรือแรงต้านจากกำแพง
  • การเคลื่อนไหว: ฝึกออกแรงดันแขนไปข้างหน้า ข้างหลัง หรือกางออก โดยที่แขนอยู่นิ่งๆ (เกร็งกล้ามเนื้อสู้แรงต้าน)
  • ประโยชน์: ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานมานานกลับมาแข็งแรง ป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ

คำแนะนำเพิ่มเติมจากหมอเก่ง

  • ประคบอุ่นก่อนบริหาร: จะช่วยให้พังผืดยืดหยุ่นตัวได้ดีขึ้น
  • อย่าฝืนจนเจ็บปวดรุนแรง: การยืดที่ถูกต้องคือรู้สึก "ตึงและเจ็บนิดๆ" แต่ไม่ใช่เจ็บจนหน้ามืด
  • ทำสม่ำเสมอ: การบริหารเพียง 5 นาทีแต่ทำทุกวัน ได้ผลดีกว่าการทำหนักๆ เพียงวันเดียวครับ

โรคนี้หายไหม? จะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า?

โรคไหล่ติด สามารถรักษาให้หายขาดได้ ครับ แต่อาจต้องใช้เวลาและความอดทนในการทำกายภาพสม่ำเสมอ ประมาณ 3-6 เดือน ส่วนโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำในข้างเดิมนั้นค่อนข้างน้อย แต่มีโอกาสที่จะเกิดกับไหล่อีกข้างหนึ่งได้ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองให้ดี


ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยทิ้งไว้

หากปล่อยให้ไหล่ติดนานๆ โดยไม่รักษา อาจทำให้ กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ฝ่อลีบ เนื่องจากการไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน และอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ รวมถึงทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัวหรือการอาบน้ำ กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก


5 วิธีป้องกันไหล่ติด

  1. บริหารไหล่สม่ำเสมอ: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อไหล่บ่อยๆ โดยเฉพาะวัยทำงาน
  2. คุมระดับน้ำตาล: หากเป็นเบาหวาน ต้องควบคุมน้ำตาลให้คงที่
  3. ระวังอุบัติเหตุ: หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่าหรือกระชากแขนแรงๆ
  4. ไม่ปล่อยให้ไหล่นิ่งนานๆ: หากเจ็บไหล่เพียงเล็กน้อย ควรขยับเบาๆ อย่าพันแขนไว้เฉยๆ
  5. สังเกตอาการ: หากเริ่มปวดไหล่เกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์

Q&A Section: เรื่องที่คนไข้มักถามหมอ

Q: ไหล่ติดต้องนวดคลายเส้นแรงๆ ไหม? A: หมอไม่แนะนำให้นวดแรงๆ หรือกระชากข้อครับ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการอักเสบซ้ำเติมพังผืดให้หนากว่าเดิม ควรเน้นการยืดเหยียดเบาๆ แต่บ่อยครั้งครับ

Q: ต้องทำ MRI ทุกเคสไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายโดยละเอียดก็เพียงพอในการวินิจฉัย แต่ถ้าทำกายภาพแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจสั่งตรวจเพื่อดูว่ามีเอ็นฉีกร่วมด้วยหรือไม่

Q: ปวดไหล่นานแค่ไหนควรมาพบหมอ? A: หากปวดเกิน 1-2 สัปดาห์ โดยที่พักแล้วไม่หาย หรือเริ่มขยับแขนลำบาก ควรมาตรวจเพื่อรักษาตั้งแต่ระยะแรกครับ


สรุป

โรคไหล่ติดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและรักษาให้หายได้ครับ หัวใจสำคัญคือการ "ไม่หยุดนิ่ง" ยิ่งติดยิ่งต้องยืด (ภายใต้ความดูแลของหมอ) การรักษาด้วยการฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เป็นวิธีที่เห็นผลไวและช่วยให้คนไข้กลับไปบริหารร่างกายได้เร็วขึ้น เพื่อให้ข้อไหล่กลับมาเคลื่อนไหวได้ 360 องศาเหมือนเดิมครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ไหล่ติด #ปวดไหล่ #ข้อไหล่ติด #กายภาพบำบัด #รักษาโรคไหล่ติด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #FrozenShoulder #ออฟฟิศซินโดรม #ชามือ #ปวดหลัง


References 

  1. Robinson CM, Seabrouck K, Anderson NH, Jenkins PJ. Frozen shoulder. J Bone Joint Surg Br. 2012;94(1):1-9.(อธิบายภาพรวมของโรคไหล่ติด กลไกการเกิด และแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานสากล)
  2. Wong CK, Levine WN, Deo K, et al. Natural history of frozen shoulder: fact or fiction? A systematic review. Physiotherapy. 2017;103(1):40-47. (งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับระยะเวลาของโรคและโอกาสในการหายเองของคนไข้ไหล่ติด)
  3. Page MJ, Green S, Kramer S, et al. Manual therapy and exercise for frozen shoulder (adhesive capsulitis). Cochrane Database Syst Rev. 2014;(8):CD011275. (การศึกษาประสิทธิภาพของการทำกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายในการรักษาไหล่ติด)
  4. Sun Y, Zhang P, Liu S, et al. Intra-articular corticosteroid injection and social support for patients with frozen shoulder. JAMA Netw Open. 2021;4(10):e2127183. (ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อไหล่เพื่อลดปวดและเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว)
  5. Fields BK, Skalski MR, Patel DB, et al. Adhesive capsulitis: review of imaging findings, pathophysiology, and current concepts. AJR Am J Roentgenol. 2019;213(6):1185-1194. (บทความวิชาการที่อธิบายภาพเอกซเรย์และ MRI เพื่อการวินิจฉัยโรคไหล่ติดอย่างแม่นยำ)

No comments:

Post a Comment