Tuesday, June 2, 2026

3 ท่าฟื้นฟูหัวไหล่ที่บ้าน เมื่อเอ็นฉีกขาดแต่ยังไม่ต้องผ่าตัด

 



หยิบของบนหิ้งสูง แขนยกไม่ค่อยขึ้น นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นทีไร ปวดจนต้องพลิกตัว หวีผม ติดตะขอเสื้อด้านหลัง เริ่มทำไม่ถนัดเหมือนเดิม

คุณลุงสมาน อายุ 62 ปี ตรวจพบว่าเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด หมอที่เคยไปหาบอกว่า "ต้องผ่าตัด" แกเลยทนเจ็บอยู่บ้านมาเป็นปี เพราะกลัวมีดหมอ ภรรยาถามว่า "จะทนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน"

บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดแบบไหน ที่ยังฟื้นฟูได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

3 ท่าฟื้นฟูหัวไหล่ที่บ้าน เมื่อเอ็นฉีกขาดแต่ยังไม่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินคำว่า "เอ็นฉีกขาด" ก็คิดทันทีว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดแน่นอน แต่ความจริงที่งานวิจัยขนาดใหญ่บอกไว้ กลับตรงกันข้าม

มีการศึกษาที่ติดตามคนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดชนิดที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ จำนวนกว่า 400 คน พบว่าประมาณ "3 ใน 4 คน" สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ เมื่อทำการออกกำลังกายฟื้นฟูอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง และเมื่อติดตามไปถึง 10 ปี คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ต้องผ่าตัดอยู่ดี

นั่นแปลว่า สำหรับคนไข้จำนวนมาก หัวไหล่ที่ปวด ไม่จำเป็นต้องจบที่ห้องผ่าตัดเสมอไป

――――

เรื่องของคุณลุงสมาน

คุณลุงสมาน อายุ 62 ปี เคยเป็นคนที่ทำสวนหลังบ้านได้ทั้งวัน ยกบัวรดน้ำต้นไม้ หิ้วของขึ้นรถ ทำได้สบาย

ทุกเช้าแกชอบยกแขนเอื้อมเก็บมะม่วงหน้าบ้านให้หลาน

จนวันหนึ่ง เริ่มยกแขนข้างขวาไม่ขึ้น กลางคืนปวดจนนอนตะแคงทับข้างนั้นไม่ได้

เพราะปวด แกเลยเลิกทำสวน เลิกอุ้มหลาน ค่อยๆถอยห่างจากสิ่งที่เคยรัก

พอไปตรวจแล้วได้ยินว่าเอ็นฉีกขาดและต้องผ่าตัด แกยิ่งกลัว เลยเลือกที่จะทนเจ็บเงียบๆอยู่บ้าน

จนภรรยาทนดูไม่ไหว พามาตรวจอีกครั้ง เพื่อหาทางเลือกอื่น

――――

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดเกิดขึ้นได้อย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการกระแทกรุนแรง แต่ค่อยๆเสื่อมและเปื่อยลงอย่างเงียบๆตามเวลา

รอบหัวไหล่ของเรามีกลุ่มเอ็นและกล้ามเนื้อหุ้มอยู่ เรียกว่า "เอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff)" ทำหน้าที่เหมือนสายโยงที่ช่วยพยุงหัวไหล่ให้อยู่กับที่ และช่วยยกแขน หมุนแขน

ลองนึกถึงเชือกเส้นหนึ่งที่ถูกใช้ลากของหนักทุกวันเป็นสิบๆปี เส้นใยข้างในจะค่อยๆเปื่อย ขุยออกทีละนิด นี่คือสิ่งที่เกิดกับเอ็นหัวไหล่เมื่อเราอายุมากขึ้น ยิ่งบริเวณนี้มีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว เอ็นจึงซ่อมแซมตัวเองได้ช้า

ขั้นแรก เส้นใยจะขาดเพียงบางส่วน เรียกว่า "ฉีกขาดบางส่วน (partial tear)" ตอนนี้เอ็นยังทำงานได้อยู่ แต่ถ้ายังใช้งานหนักซ้ำๆ โดยเฉพาะการยกของเหนือศีรษะ รอยขาดก็อาจลามจนขาดตลอดความหนาของเอ็น เรียกว่า "ฉีกขาดเต็มความหนา (full-thickness tear)" และถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล กล้ามเนื้อรอบๆอาจค่อยๆลีบและมีไขมันเข้ามาแทรก ซึ่งจุดนี้คือจุดที่ฟื้นฟูได้ยากขึ้น

ที่อาการมักปวดตอนกลางคืนหรือเวลานอนทับ เพราะเวลานอนเอ็นที่อักเสบจะถูกกดและขาดการเคลื่อนไหวที่ช่วยลดบวม ส่วนที่ยกแขนไม่ค่อยขึ้นหรือยกของเหนือหัวแล้วเจ็บ เป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกและพยุงหัวไหล่อ่อนแรงลงจากเอ็นที่ขาดนั่นเอง

――――

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

เอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเอ็น 4 มัดที่หุ้มรอบหัวไหล่ ช่วยให้เรายกแขน หมุนแขน และพยุงหัวไหล่ให้มั่นคง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความเสื่อมตามอายุ ส่วนน้อยเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้มเอามือยันพื้น หรือยกของหนักกระชาก

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

• ปวดหัวไหล่ โดยเฉพาะเวลายกแขนหรือเอื้อมของ

• ปวดมากตอนกลางคืน นอนทับข้างนั้นไม่ได้

• แรงแขนลดลง ยกของหรือยกแขนเหนือศีรษะลำบาก

• บางคนรู้สึกมีเสียงกรอบแกรบในหัวไหล่เวลาขยับ

สิ่งสำคัญคือ ขนาดของรอยขาดที่เห็นในภาพ ไม่ได้บอกความเจ็บปวดเสมอไป บางคนรอยขาดเล็กแต่ปวดมาก บางคนรอยขาดใหญ่แต่ใช้งานได้ดี การวางแผนรักษาจึงต้องดูทั้งอาการและการใช้งานจริง ไม่ใช่ดูแค่ภาพ

――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เอ็นหัวไหล่เสื่อมเร็วขึ้น

• อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยหลัก เอ็นเสื่อมตามธรรมชาติ

• การใช้งานแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เช่น งานช่าง ทาสี ยกของขึ้นที่สูง

• เคยบาดเจ็บที่หัวไหล่มาก่อน

• สูบบุหรี่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงเอ็นน้อยลง เอ็นซ่อมตัวช้า

• โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ที่ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมเร็วขึ้น

――――

การวินิจฉัยทำอย่างไร

การตรวจที่ดีไม่ได้เริ่มที่เครื่องมือ แต่เริ่มที่การพูดคุยและตรวจร่างกาย

[1] ซักประวัติ — ปวดมานานแค่ไหน เริ่มจากอะไร ทำอะไรแล้วปวด กระทบชีวิตประจำวันอย่างไร

[2] ตรวจร่างกาย — ดูช่วงการเคลื่อนไหว ทดสอบแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดรอบหัวไหล่ เพื่อดูว่าเอ็นมัดไหนมีปัญหา

[3] อัลตราซาวด์ (ultrasound) — เป็นเครื่องมือที่ดูเอ็นได้ขณะขยับจริง เห็นรอยขาด เห็นการอักเสบ ทำได้รวดเร็วในห้องตรวจ และใช้นำเข็มได้แม่นยำเวลาต้องฉีดยา

[4] เอกซเรย์ — ช่วยดูกระดูกและข้อต่อ ดูว่ามีหินปูนหรือข้อเสื่อมร่วมด้วยไหม

[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) — ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดของรอยขาด ขนาด และสภาพกล้ามเนื้อก่อนตัดสินใจเรื่องผ่าตัด

――――

แนวทางการรักษา จากเบาไปหนัก

เป้าหมายแรกของการรักษาไม่ใช่แค่ให้หายปวด แต่เพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง กลับไปอุ้มหลาน กลับไปทำสวน กลับไปนอนหลับได้เต็มอิ่ม

สำหรับเอ็นฉีกขาดชนิดเสื่อมที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ การรักษาโดยไม่ผ่าตัดมักเป็นทางเลือกแรกที่ได้ผลดี โดยทำตามลำดับดังนี้

[1] ปรับพฤติกรรม — หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ปวด โดยเฉพาะการยกของหนักเหนือศีรษะ พักการใช้งานที่กระตุ้นอาการ

[2] ยาบรรเทาอาการ — ยาแก้ปวดลดอักเสบ ช่วยให้อาการดีพอที่จะเริ่มออกกำลังกายได้

[3] การออกกำลังกายฟื้นฟู — เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เน้นฟื้นช่วงการเคลื่อนไหว และเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบัก เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ยังดีอยู่มาช่วยทำงานแทนส่วนที่ขาด

[4] การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection) — ในรายที่ปวดมากจนออกกำลังกายไม่ไหว การฉีดยาลดอักเสบเข้าตำแหน่งที่แม่นยำ ช่วยลดปวดให้เริ่มฟื้นฟูได้

[5] การผ่าตัด — พิจารณาเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือในรายที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ รอยขาดใหญ่ หรือคนอายุน้อยที่ใช้งานหัวไหล่หนัก

การดูแลหัวไหล่ตั้งแต่วันนี้ ยังช่วยป้องกันไม่ให้รอยขาดลามมากขึ้นในอนาคตด้วย

――――

3 ท่าออกกำลังกายฟื้นฟูที่ทำได้เองที่บ้าน

ท่าเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ใช้กันในการฟื้นฟูเอ็นหัวไหล่แบบไม่ผ่าตัด ควรทำอย่างนุ่มนวล หลักง่ายๆคือ ขณะทำและหลังทำ ความปวดไม่ควรเกินระดับเล็กน้อย ถ้าปวดมากขึ้นให้หยุดและปรึกษาแพทย์ ที่สำคัญควรให้แพทย์หรือนักกายภาพประเมินก่อนว่าเหมาะกับหัวไหล่ของแต่ละคนไหม

[1] ท่าแกว่งแขน (Pendulum) — ก้มตัวเล็กน้อย ใช้มือข้างดีจับโต๊ะพยุงไว้ ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลงตามสบาย แล้วแกว่งเป็นวงกลมเล็กๆอย่างผ่อนคลาย ท่านี้ช่วยคลายข้อและลดอาการตึง โดยไม่ต้องออกแรงเอ็นที่ขาด

[2] ท่าหุบสะบัก (Scapular retraction) — นั่งหรือยืนหลังตรง ค่อยๆบีบสะบักสองข้างเข้าหากันเหมือนจะหนีบดินสอไว้กลางหลัง ค้างไว้สักครู่แล้วผ่อน ท่านี้เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะบัก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงให้หัวไหล่ทำงานได้ดีขึ้น

[3] ท่าหมุนแขนออกด้านนอกด้วยยางยืด (External rotation) — หนีบข้อศอกแนบลำตัวงอ 90 องศา มือจับปลายยางยืดที่ผูกไว้กับที่ยึด แล้วค่อยๆหมุนปลายแขนออกด้านนอกช้าๆ แล้วกลับเข้าที่เดิม ท่านี้เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้านหลังของหัวไหล่ ที่ช่วยพยุงและหมุนแขน

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนัก การทำเบาๆแต่ทำทุกวัน ได้ผลดีกว่าการหักโหมเป็นครั้งคราว

――――

หายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ข่าวดีคือ คนไข้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดชนิดเสื่อมจำนวนมากอาการดีขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย โดยมักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือนแรก

งานวิจัยพบว่า ถ้าจะตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด มักเห็นผลในช่วงประมาณ 6 ถึง 12 สัปดาห์แรก ส่วนคนที่ทำเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้นในช่วงนี้ ค่อยมาคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นต่อไป

สิ่งที่ช่วยให้ผลดีคือ รอยขาดไม่ใหญ่มาก เป็นชนิดเสื่อมไม่ใช่จากอุบัติเหตุ กล้ามเนื้อยังไม่ลีบมาก และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นและความตั้งใจของคนไข้เองว่าการออกกำลังกายจะช่วยได้ เพราะมีงานวิจัยพบว่าคนที่เชื่อมั่นในการกายภาพ มีโอกาสหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้มากกว่า

――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร

พูดกันตามตรงโดยไม่ขู่ เอ็นที่ขาดอยู่แล้วมักไม่กลับมาเชื่อมติดเองตามธรรมชาติ และในบางราย รอยขาดอาจค่อยๆลามใหญ่ขึ้นตามเวลา

เมื่อรอยขาดใหญ่ขึ้นและทิ้งไว้นาน กล้ามเนื้ออาจลีบและมีไขมันแทรก ซึ่งทำให้การฟื้นฟูในภายหลังยากขึ้น และถ้าถึงจุดที่ต้องผ่าตัด ผลก็อาจไม่ดีเท่าตอนที่กล้ามเนื้อยังแข็งแรง

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับหัวไหล่ของเรา

――――

วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้แย่ลง

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะซ้ำๆ ปรับวิธีทำงานให้ลดภาระหัวไหล่

• ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบักอย่างสม่ำเสมอ

• ปรับท่านอน ใช้หมอนหนุนแขนข้างที่ปวด ลดการนอนทับ

• งดสูบบุหรี่ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเอ็นได้ดีขึ้น

• ดูแลโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ดี

――――

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] เอ็นขาดแล้วออกกำลังกาย จะทำให้ขาดมากขึ้นไหม

ถ้าทำถูกท่าและนุ่มนวลภายใต้คำแนะนำ จะไม่ทำให้แย่ลง ตรงกันข้ามกลับช่วยให้กล้ามเนื้อรอบๆแข็งแรงขึ้นมาช่วยพยุง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการหักโหมหรือยกของหนักเหนือศีรษะ

[2] ไม่ผ่าตัด แล้วเอ็นจะติดกลับเองไหม

โดยทั่วไปเอ็นที่ขาดไม่ได้เชื่อมติดเอง แต่เป้าหมายของการไม่ผ่าตัดคือทำให้หายปวดและกลับมาใช้งานได้ ไม่ใช่การทำให้เอ็นติดกลับ ซึ่งคนจำนวนมากใช้ชีวิตได้ดีแม้เอ็นยังขาดอยู่

[3] ต้องออกกำลังกายไปนานแค่ไหน

ช่วงแรกควรทำต่อเนื่องอย่างน้อยหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และเมื่อดีขึ้นแล้วควรทำต่อเป็นนิสัย เพื่อรักษาความแข็งแรงไว้ระยะยาว

[4] รู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องผ่าตัด

เมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วยังปวดมากหรือใช้งานไม่ได้ หรือในรายที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ รอยขาดใหญ่ หรือเป็นคนอายุน้อยที่ใช้งานหนัก แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป

――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป โดยเฉพาะชนิดที่เสื่อมตามอายุ

[2] คนไข้ส่วนใหญ่ราว 3 ใน 4 หลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ด้วยการออกกำลังกายฟื้นฟูที่ถูกวิธี

[3] หัวใจของการรักษาคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่และสะบัก

[4] เริ่มดูแลเร็ว ผลยิ่งดี เพราะป้องกันไม่ให้รอยขาดลามและกล้ามเนื้อลีบ

[5] คุณไม่ได้สู้กับอาการนี้คนเดียว การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยเลือกทางที่เหมาะกับหัวไหล่ของคุณจริงๆ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อกลับไปทำสิ่งที่รักและอยู่กับคนที่เรารักได้นานๆ

――――――――――――――――――――――――

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด #ปวดไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ออกกำลังกายหัวไหล่ #กายภาพบำบัด #ปวดหัวไหล่กลางคืน #อัลตราซาวด์ #ดูแลหัวไหล่ #สุขภาพกระดูกและข้อ

ไหล่ติด ยิ่งฝืนยืดแรง ยิ่งหายช้า ออกกำลังกายให้ถูกจังหวะคือกุญแจสำคัญ

 



เดินไปหยิบของบนชั้นสูง แล้วยกแขนไม่ขึ้น

หวีผมด้านหลังไม่ได้ ติดเสื้อชั้นในเองไม่ไหว

กลางคืนพลิกตัวทับไหล่ที ปวดจนสะดุ้งตื่น

คุณสมชาย อายุ 54 ปี เป็นเบาหวานมาหลายปี

วันหนึ่งไหล่เริ่มตึง คิดว่าแค่เมื่อย เลยพยายามดึงยืดแรงๆ ทุกเช้า

ยิ่งฝืน ไหล่ยิ่งปวด ยิ่งขยับได้น้อยลง

จนเอื้อมหยิบกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋ากางเกงด้านหลังยังไม่ได้

ภรรยาถามว่า "จะทนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน"

บทความนี้จะอธิบายว่า ไหล่ติด แต่ละระยะควรออกกำลังกายแบบไหน และทำไมการ "ออกให้ถูกจังหวะ" ถึงสำคัญกว่าการออกแรงเยอะ ครับ

――――――――――――――――――――――――

ไหล่ติด ยิ่งฝืนยืดแรง ยิ่งหายช้า ออกกำลังกายให้ถูกจังหวะคือกุญแจสำคัญ

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอไหล่เริ่มตึง ก็รีบดึงรีบยืดให้แรงที่สุด ด้วยความเชื่อว่า "ยิ่งฝืน ยิ่งหายเร็ว" แต่ในความเป็นจริง การออกกำลังกายผิดจังหวะ กลับทำให้ไหล่ติดแย่ลงและหายช้ากว่าเดิมได้ครับ

ภาวะไหล่ติด หรือที่เรียกว่า "ข้อไหล่ติดแข็ง" (Frozen Shoulder / Adhesive Capsulitis) คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบ แล้วค่อยๆ หนาตัวและหดรั้งจนข้อไหล่ขยับได้น้อยลง

ลองนึกภาพข้อไหล่เหมือนลูกบอลที่อยู่ในถุงผ้านุ่มๆ ปกติถุงผ้านี้ยืดหยุ่นดี ทำให้แขนหมุนได้ทุกทิศ แต่เมื่อเกิดการอักเสบ ถุงผ้าจะค่อยๆ กลายเป็น "แผลเป็น" หดแข็งเหมือนผ้าที่ถูกดึงให้ตึงจนรูดไม่ออก แขนจึงขยับไม่ได้

ทำไมถึงเกิด คนส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่มักเริ่มจากการอักเสบเล็กๆ ในเยื่อหุ้มข้อ ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างพังผืดมากเกินไป โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวานหรือไทรอยด์ผิดปกติ ที่มีการอักเสบในร่างกายอยู่เป็นทุนเดิม

เกิดทีละขั้นอย่างไร เริ่มจากระยะแรกที่ "ปวดเด่น" เยื่อหุ้มข้ออักเสบ ทำให้ปวดมากแม้ไม่ได้ขยับ โดยเฉพาะตอนกลางคืน จากนั้นเข้าสู่ระยะ "ติดแข็ง" ความปวดลดลงแต่ขยับได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะพังผืดหดรั้งเต็มที่ และสุดท้ายคือระยะ "คลายตัว" ที่ข้อไหล่ค่อยๆ กลับมาขยับได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายต้องดูระยะ ในระยะที่ยังอักเสบและปวดมาก ถ้าฝืนยืดแรงๆ เท่ากับไปกระตุ้นการอักเสบให้มากขึ้น ร่างกายยิ่งสร้างพังผืดเพิ่ม อาการจึงแย่ลง ส่วนระยะที่คลายตัวแล้ว ถ้าออกเบาเกินไปก็ฟื้นช้า การ "จับจังหวะให้ถูก" จึงสำคัญที่สุดครับ

――――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานเรื่องไหล่ติด

ไหล่ติดเป็นภาวะที่พบบ่อยในคนอายุ 40 ถึง 60 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบบ่อยเป็นพิเศษในคนที่เป็นเบาหวาน

อาการเด่นมี 3 อย่าง คือ ปวดไหล่ลึกๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ขยับไหล่ได้น้อยลงทั้งเวลายกเองและเวลาให้คนอื่นช่วยขยับ และที่เป็นเอกลักษณ์คือ การหมุนแขนออกด้านนอก (เช่น เอื้อมหยิบของจากเบาะหลังรถ) จะติดมากที่สุด

โรคนี้มักดำเนินไปตาม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะปวด ระยะติดแข็ง และระยะคลายตัว แต่ละคนใช้เวลาในแต่ละระยะไม่เท่ากัน

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

• โรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด คนเป็นเบาหวานมีโอกาสไหล่ติดสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

• โรคไทรอยด์ ทั้งไทรอยด์เป็นพิษและไทรอยด์ต่ำ

• อายุ 40 ถึง 60 ปี และเพศหญิง

• การไม่ได้ขยับไหล่เป็นเวลานาน เช่น หลังใส่เฝือก หลังผ่าตัด หรือหลังบาดเจ็บ

• เคยมีไหล่ติดข้างหนึ่งมาก่อน อีกข้างมีโอกาสเป็นได้

――――――――――――――――――――――――

การวินิจฉัยทำอย่างไร

[1] ซักประวัติ อาการปวด ระยะเวลา และโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน

[2] ตรวจร่างกาย วัดมุมการขยับไหล่ จุดสังเกตสำคัญคือ ทั้งการยกเองและการให้แพทย์ช่วยขยับ จะติดพอๆ กัน โดยเฉพาะการหมุนออกด้านนอก

[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยดูเยื่อหุ้มข้อและแยกโรคอื่น เช่น เอ็นข้อไหล่ฉีกขาด

[4] เอกซเรย์ ส่วนใหญ่ปกติ ใช้เพื่อแยกข้อเสื่อมหรือสาเหตุอื่น

[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) ใช้เฉพาะกรณีที่วินิจฉัยไม่ชัด หรือสงสัยพยาธิสภาพอื่นร่วมด้วย

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษาและโปรแกรมออกกำลังกายตามระยะ

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่แค่ลดปวด แต่คือการให้คุณกลับไปทำสิ่งที่รักได้ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มหลาน เล่นกีฬา หรือทำงานบ้านได้ตามปกติ การรักษาเริ่มจากเบาไปหนัก ดังนี้ครับ

ขั้นที่ 1 ให้ความรู้และปรับพฤติกรรม เข้าใจว่าโรคนี้ดีขึ้นได้ และเรียนรู้ว่าควรขยับแค่ไหนในแต่ละระยะ

ขั้นที่ 2 ยาบรรเทาปวดและลดการอักเสบ ตามที่แพทย์พิจารณา

ขั้นที่ 3 การฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อไหล่ภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Corticosteroid Injection) ช่วยลดปวดและการอักเสบได้ชัดเจนในช่วง 4 ถึง 6 สัปดาห์แรก ทำให้ออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น

ขั้นที่ 4 กายภาพบำบัดและออกกำลังกายตามระยะ คือหัวใจของการฟื้นตัว

ขั้นที่ 5 การดัดข้อไหล่หรือผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น

หลักทองของการออกกำลังกายไหล่ติด คือ "ยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ" ถ้าปวดค้างหลังออกกำลังกายหรือปวดมากขึ้นตอนกลางคืน แปลว่าหนักเกินไป ต้องเบาลง

ระยะที่ 1 ระยะปวด เน้นบ่อยแต่เบา

• ท่าแกว่งแขน (Pendulum) โน้มตัวไปข้างหน้า ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลง แล้วแกว่งเป็นวงกลมเล็กๆ ทำวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละไม่นาน

• ขยับเบาๆ ในช่วงที่ไม่เจ็บ ประคบอุ่นก่อนออกกำลังกาย

• ห้ามฝืนดึงยืดแรงๆ ในระยะนี้เด็ดขาด เพราะจะกระตุ้นการอักเสบให้แย่ลง

ระยะที่ 2 ระยะติดแข็ง เพิ่มการยืดอย่างค่อยเป็นค่อยไป

• ท่าไต่ผนัง ใช้นิ้วไต่ผนังขึ้นไปช้าๆ เท่าที่ทำได้

• ท่ายืดด้วยผ้าขนหนูหรือไม้เท้า ช่วยยืดการหมุนแขนออกด้านนอก

• ท่าดึงแขนข้ามลำตัว ยืดด้านหลังของไหล่

• ยืดค้างไว้ 15 ถึง 30 วินาที ทำสม่ำเสมอทุกวัน ร่วมกับการให้นักกายภาพช่วยขยับข้อ

ระยะที่ 3 ระยะคลายตัว เริ่มเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

• ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหุ้มข้อไหล่ (Rotator Cuff) ด้วยยางยืด หมุนแขนเข้าและออก

• ฝึกกล้ามเนื้อรอบสะบักให้มั่นคง

• ฝึกการเคลื่อนไหวที่ใช้ในชีวิตจริง เช่น ยกของ เอื้อมหยิบของ ทำประมาณ 3 ถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

――――――――――――――――――――――――

พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน

ข่าวดีคือ ไหล่ติดส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แม้จะต้องใช้เวลา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 ปี กว่าจะกลับมาขยับได้ใกล้เคียงปกติ

มีการศึกษาติดตามคนไข้ระยะยาว พบว่าประมาณ 4 ใน 10 คนยังมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยที่ไม่รบกวนชีวิต มีเพียงส่วนน้อยที่อาการรุนแรง โดยคนที่อาการหนักมากตั้งแต่ต้น มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า

ไหล่ข้างที่เคยเป็นแล้ว มักไม่กลับมาเป็นซ้ำ แต่ไหล่อีกข้างมีโอกาสเป็นได้ ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน มักหายช้ากว่าและตอบสนองต่อการรักษายากกว่า จึงควรดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ

――――――――――――――――――――――――

ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

• ข้อไหล่อาจติดแข็งอยู่นานขึ้น กว่าจะคลายตัวเอง

• กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบลงจากการไม่ได้ใช้งาน

• การนอนหลับและคุณภาพชีวิตได้รับผลกระทบจากอาการปวดกลางคืน

• การพยายามขยับชดเชยด้วยส่วนอื่น อาจทำให้ปวดคอหรือปวดสะบักตามมา

――――――――――――――――――――――――

วิธีป้องกัน

[1] ขยับไหล่ให้ครบทุกทิศทางอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ไหล่อยู่นิ่งนานๆ

[2] ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี สำหรับผู้เป็นเบาหวาน

[3] หลังบาดเจ็บหรือผ่าตัดบริเวณแขนและไหล่ ควรเริ่มขยับตามที่แพทย์แนะนำ ไม่หยุดนิ่งนานเกินไป

[4] เมื่อเริ่มรู้สึกไหล่ตึงหรือขยับได้น้อยลง ควรปรึกษาแพทย์เร็ว ไม่รอจนติดแข็ง

[5] ออกกำลังกายยืดเหยียดไหล่เป็นประจำ

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ไหล่ติดต้องผ่าตัดไหม ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ คนไข้ส่วนมากดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดหรือการดัดข้อพิจารณาเฉพาะรายที่รักษาเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น

ถาม ออกกำลังกายแล้วเจ็บ ควรทนทำต่อไหม ตอบ ไม่ควรครับ หลักคือยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ ถ้าปวดค้างหลังทำหรือปวดมากขึ้นตอนกลางคืน แปลว่าหนักเกินไป ให้เบาลง

ถาม ทำไมหมอไม่ให้ยืดแรงๆ ตั้งแต่แรก ตอบ เพราะในระยะที่ยังอักเสบและปวดมาก การฝืนยืดแรงจะกระตุ้นการอักเสบและพังผืดให้แย่ลง การออกกำลังกายต้องเลือกให้เหมาะกับระยะของโรค

ถาม การฉีดยาเข้าข้อช่วยอะไร ตอบ ช่วยลดปวดและการอักเสบในช่วงแรกได้ชัดเจน ทำให้ออกกำลังกายและยืดข้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจของการฟื้นตัว

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] ไหล่ติดคือเยื่อหุ้มข้ออักเสบแล้วเกิดพังผืดหดรั้ง ทำให้ขยับได้น้อยลง มี 3 ระยะคือ ปวด ติดแข็ง และคลายตัว

[2] การออกกำลังกายต้องเลือกให้ตรงระยะ ระยะปวดเน้นเบาและบ่อย ระยะติดแข็งเพิ่มการยืด ระยะคลายตัวจึงเสริมความแข็งแรง

[3] หลักทองคือ ยืดถึงจุดตึง ไม่ใช่จุดเจ็บ ปวดค้างหลังออกกำลังกายคือสัญญาณว่าหนักเกินไป

[4] ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ

[5] ถ้าไหล่เริ่มตึง อย่ารอ มาตรวจให้แน่ใจก่อนว่าอยู่ระยะไหน เพื่อออกกำลังกายได้ถูกจังหวะ คุณไม่ได้สู้กับอาการนี้คนเดียว และการดูแลไหล่ให้กลับมาแข็งแรง คือการดูแลเพื่อคนที่คุณรักด้วย

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ไหล่ติด #ข้อไหล่ติดแข็ง #ปวดไหล่ #ออกกำลังกายไหล่ #กายภาพไหล่ #ไหล่ติดเบาหวาน #ยกแขนไม่ขึ้น #ปวดไหล่กลางคืน #ดูแลไหล่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #FrozenShoulder #AdhesiveCapsulitis #ShoulderRehab #ShoulderExercise

ทำไมผล MRI ไหล่เขียนยาวเป็นหน้า แต่หมอบอกยังไม่ต้องผ่าตัด

 



ยกแขนหวีผมไม่สุด ต้องเอียงคอเข้าช่วย เอื้อมหยิบของบนตู้ เสียวไหล่ทุกครั้ง นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นไม่ได้ ตื่นกลางดึกเพราะปวด

คุณมาลี อายุ 45 ปี ปวดไหล่ซ้ายมาหลายเดือน ตัดสินใจไปตรวจ MRI ผลออกมาเขียนยาวเต็มหน้า มีทั้งคำว่า "เอ็นฉีก" "เอ็นเสื่อม" และ "ข้อไหล่ติด" อ่านแล้วใจหาย คิดในใจว่า "แบบนี้คงต้องผ่าตัดแน่ๆ"

แต่ความจริง ผล MRI ที่ดูน่ากลัว ไม่ได้แปลว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดเสมอไปครับ ลองอ่านบทความด้านล่างนี้ดูครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมผล MRI ไหล่เขียนยาวเป็นหน้า แต่หมอบอกยังไม่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

พอเห็นคำว่า "เอ็นฉีก" ทุกคนคิดอะไร

หลายคนพอเปิดอ่านผล MRI ไหล่แล้วเจอคำว่า "เอ็นฉีก" ก็ใจหายวาบ คิดทันทีว่าต้องผ่าตัด แต่ในความเป็นจริง คนไข้ที่ปวดไหล่ส่วนใหญ่...ไม่ได้ต้องผ่าตัดเลยครับ โดยเฉพาะคนที่เอ็นฉีกเพียงบางส่วน และอาการปวดยังไม่รุนแรง สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับไหล่ของเรา แล้วดูแลให้ถูกทาง

เรื่องของคุณมาลี

ย้อนกลับไป คุณมาลีเคยเป็นคนที่ใช้แขนคล่องมาก ทำงานบ้าน ตากผ้า ยกของ เล่นกับหลานได้สบาย

วันหนึ่งเริ่มรู้สึกปวดตื้อๆ ที่ไหล่ซ้ายเวลายกแขน ตอนแรกคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เลยปล่อยไว้

แต่ผ่านไปหลายเดือน อาการกลับเป็นมากขึ้น ยกแขนหวีผมก็ลำบาก ตากผ้าราวสูงก็เสียว นอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้นไม่ได้เลย ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ "การยกแขน" แต่คือการได้อุ้มหลาน การทำงานบ้านที่เคยทำเอง และการนอนหลับสนิททั้งคืน

คุณมาลีลังเลอยู่นาน เพราะกลัวว่าถ้าไปหาหมอ คงต้องผ่าตัด จนสุดท้ายตัดสินใจมาตรวจ เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนสักที

ที่จริงแล้วไหล่ของเรากำลังเกิดอะไรขึ้น

หลายคนไม่รู้ว่า อาการปวดไหล่ที่เป็นๆ หายๆ มาเป็นเดือน จริงๆ แล้วมีกลไกซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเมื่อเข้าใจแล้ว จะเห็นว่าทำไมการรักษาส่วนใหญ่จึงไม่ต้องเริ่มที่การผ่าตัด

ลองนึกภาพว่ารอบๆ ข้อไหล่ของเรามี "เชือกเอ็น" หลายเส้นคอยพยุงและช่วยหมุนแขน เราเรียกกลุ่มเอ็นนี้ว่าเอ็นหุ้มข้อไหล่ (rotator cuff) เชือกพวกนี้ทำงานทุกครั้งที่เรายกแขนหรือหมุนไหล่ พออายุมากขึ้น บวกกับการใช้งานยกแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เป็นปีๆ เนื้อเอ็นจะค่อยๆ เปื่อยและเสื่อมลง เหมือนเชือกเก่าที่ใช้นานจนเริ่มเป็นขุย นี่คือจุดเริ่มต้น

ทีนี้ เหนือเส้นเอ็นพวกนี้มีกระดูกเป็นเหมือนหลังคาคลุมอยู่ ถ้าหลังคานี้มีรูปร่างที่ลาดเอียงลงมาหรือมีเดือยกระดูกเล็กๆ งอกออกมา ช่องว่างที่เอ็นลอดผ่านจะแคบลง พอเรายกแขนขึ้นแต่ละครั้ง เอ็นก็จะถูกหนีบและเสียดสีกับกระดูก เราเรียกภาวะนี้ว่าการเสียดสีของเอ็น (impingement) ยิ่งเสียดสีนานเข้า เส้นใยเอ็นบางส่วนก็จะเริ่มขาด กลายเป็น "เอ็นฉีกบางส่วน" ซึ่งต่างจากเอ็นขาดทั้งเส้นมาก

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า "ทำไมปวดตอนกลางคืน หรือเวลานอนทับ" คำตอบคือ เวลานอนตะแคงทับ น้ำหนักตัวจะกดลงบนเอ็นที่อักเสบโดยตรง และตอนกลางคืนที่เราไม่ได้ขยับ การไหลเวียนรอบเอ็นจะลดลง ทำให้อาการอักเสบเด่นชัดขึ้น ส่วนอาการ "ยกแขนระดับหัวไหล่แล้วปวด แต่ยกสูงกว่านั้นกลับค่อยยังชั่ว" ก็เพราะช่วงองศานั้นเป็นช่วงที่เอ็นถูกหนีบมากที่สุดพอดี

และในบางคน เยื่อหุ้มข้อไหล่จะอักเสบและหนาตัวขึ้นจนข้อเริ่มฝืดและติด เหมือนยางรัดที่ตึงขึ้นเรื่อยๆ เราเรียกว่าข้อไหล่ติด (frozen shoulder หรือ adhesive capsulitis) ทำให้ขยับไหล่ได้น้อยลงและปวด ซึ่งภาวะนี้ก็มักดีขึ้นได้ด้วยการดูแลที่ถูกต้องเช่นกัน

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

อาการปวดไหล่แบบนี้มักรวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งเอ็นเสื่อม เอ็นฉีกบางส่วน การเสียดสีของเอ็น ถุงน้ำรองเอ็นอักเสบ และบางครั้งมีข้อไหล่ติดร่วมด้วย

อาการที่พบบ่อย มีดังนี้

• ปวดบริเวณด้านนอกหรือด้านบนของไหล่ บางครั้งร้าวลงต้นแขน

• ปวดมากขึ้นเวลายกแขน โดยเฉพาะยกเหนือศีรษะ

• ปวดตอนกลางคืน นอนทับข้างที่เป็นไม่ได้

• รู้สึกแขนอ่อนแรงเล็กน้อย หรือยกได้ไม่สุดเหมือนเดิม

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น

• อายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะเอ็นเริ่มเสื่อมตามวัย

• งานหรือกิจกรรมที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะซ้ำๆ เช่น ตากผ้า ทาสี ยกของขึ้นที่สูง กีฬาที่ใช้ไหล่มาก

• ท่าทางที่ไหล่ห่อ หลังค่อม ทำให้ช่องเอ็นแคบลง

• เคยบาดเจ็บที่ไหล่มาก่อน

• มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไทรอยด์ ซึ่งเพิ่มโอกาสข้อไหล่ติด

หมอวินิจฉัยอย่างไร

การหาสาเหตุที่แท้จริงสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะรักษาแบบไหน โดยทั่วไปจะทำตามลำดับ

• ซักประวัติ ลักษณะการปวด การใช้งาน

• ตรวจร่างกาย ทดสอบองศาการเคลื่อนไหวและกำลังของเอ็น

• อัลตราซาวด์ (ultrasound) จุดเด่นคือดูเอ็นได้แบบเรียลไทม์ขณะขยับไหล่ ทำให้เห็นการอักเสบและรอยฉีกได้ดี

• เอกซเรย์ ดูรูปร่างกระดูกและเดือยกระดูกที่อาจหนีบเอ็น

• เอ็มอาร์ไอ (MRI) ให้รายละเอียดมากที่สุด บอกระดับการฉีกของเอ็นได้ชัด

แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ตั้งใจดูแลตัวเองและทำกายภาพ มักค่อยๆ กลับมายกแขนหวีผม ตากผ้า และอุ้มหลานได้ภายในไม่กี่เดือน โดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายของการรักษาคือ การให้คุณกลับไปทำสิ่งที่รักและใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นอันดับแรก การรักษาจะไล่จากเบาไปหาหนัก ดังนี้

[1] ปรับพฤติกรรมและพักการใช้งาน หลีกเลี่ยงท่ายกแขนเหนือศีรษะที่กระตุ้นอาการ ปรับท่าทางการนั่งและทำงาน

[2] ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อให้พอขยับและทำกายภาพได้

[3] กายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษา (ดูท่าออกกำลังกายด้านล่าง)

[4] การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection) ช่วยให้ฉีดยาได้ตรงตำแหน่งที่อักเสบ เหมาะกับบางรายที่ปวดมากจนทำกายภาพไม่ไหว การฉีดสเตียรอยด์ช่วยลดปวดได้เร็วแต่ผลเป็นเพียงชั่วคราว และการฉีดซ้ำบ่อยเกินไปอาจทำให้เอ็นอ่อนแอลง จึงต้องใช้อย่างเหมาะสม

[5] การผ่าตัด เก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น

ท่าออกกำลังกายที่ทำได้เองที่บ้าน

หลักการสำคัญคือ เริ่มจากเบาๆ ทำในช่วงที่ไม่กระตุ้นให้ปวดมาก แล้วค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย

[1] ท่าแกว่งแขน (pendulum) ก้มตัวเล็กน้อย ปล่อยแขนข้างที่ปวดห้อยลง แล้วแกว่งเป็นวงกลมเบาๆ ช่วยผ่อนคลายและลดปวดในช่วงแรก

[2] ท่ายืดเพิ่มองศา สำหรับคนที่ไหล่เริ่มฝืดหรือติด เช่น ใช้นิ้วไต่กำแพงขึ้นช้าๆ หรือใช้แขนดีช่วยดึงแขนข้างที่ปวดข้ามลำตัวเพื่อยืดด้านหลังไหล่

[3] ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบัก ดึงสะบักสองข้างเข้าหากันค้างไว้ครู่หนึ่งแล้วปล่อย ช่วยปรับท่าทางและพยุงไหล่

[4] ท่าบริหารเอ็นหุ้มข้อไหล่ด้วยยางยืด หมุนแขนออกด้านนอกและหมุนเข้าด้านในเบาๆ โดยหุบศอกแนบลำตัว เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กลุ่มเอ็น

[5] ข้อควรระวัง ถ้าทำแล้วปวดมากขึ้น ปวดร้าวลงแขน หรือชา ให้หยุดและปรึกษาแพทย์ การออกกำลังกายควรรู้สึกตึงพอประมาณ ไม่ใช่เจ็บแปลบ

แล้วเมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัด

การผ่าตัดมีที่ทางของมัน และจะพิจารณาเมื่อมีเหตุผลชัดเจน เช่น เอ็นฉีกขาดทั้งเส้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ใช้งานไหล่มาก แขนอ่อนแรงชัดเจนจนยกของหรือทำกิจวัตรไม่ได้ หรือกรณีที่ดูแลด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วหลายเดือนแต่อาการยังไม่ดีขึ้น สำหรับเอ็นฉีกเพียงบางส่วนและปวดไม่มากแบบในเรื่องนี้ มักยังไม่ใช่กรณีที่ต้องผ่าตัด

จะหายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

อาการเอ็นฉีกบางส่วนและการเสียดสีของเอ็น ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด มีงานวิจัยขนาดใหญ่ติดตามคนไข้เอ็นไหล่ฉีกชนิดที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุนานถึง 2 ปี พบว่าประมาณ 3 ใน 4 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเลย และเมื่อติดตามต่อถึง 10 ปี ก็ยังมีมากกว่า 7 ใน 10 ที่ไม่ต้องผ่าตัด

โดยทั่วไปใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือนกว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ถ้ามีข้อไหล่ติดร่วมด้วยอาจใช้เวลานานขึ้น บางคนเป็นเดือนจนถึงเป็นปี แต่ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ และอาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้ากลับไปใช้งานผิดท่าหรือละเลยการบริหารกล้ามเนื้อ

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร

ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกเพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เอ็นที่ฉีกบางส่วนในบางรายอาจค่อยๆ ขยายจนฉีกมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ถ้ามีข้อไหล่ติดและไม่ได้ขยับ ข้ออาจยิ่งติดแข็งขึ้น และการไม่ได้ใช้งานนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่ลีบลง นี่คือเหตุผลที่การดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผลลัพธ์ดีกว่า แต่ย้ำว่าไม่ได้แปลว่าต้องรีบผ่าตัด

วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก

• บริหารกล้ามเนื้อรอบสะบักและไหล่ให้แข็งแรงสม่ำเสมอ

• ปรับท่าทาง ไม่ห่อไหล่ ไม่นั่งหลังค่อมนานๆ

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือยกแขนเหนือศีรษะต่อเนื่องนานๆ

• อบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา

• ดูแลโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ดี

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] ผล MRI บอกว่าเอ็นฉีก ต้องผ่าตัดไหม ไม่เสมอไปครับ โดยเฉพาะเอ็นฉีกบางส่วน ส่วนใหญ่เริ่มด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน

[2] ปวดไม่มาก จำเป็นต้องทำอะไรไหม ควรดูแลและบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้อาการลุกลามและช่วยให้ไหล่แข็งแรงขึ้น

[3] ฉีดยาเข้าไหล่อันตรายไหม ช่วยลดปวดได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรฉีดสเตียรอยด์ซ้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เอ็นอ่อนแอ

[4] ออกกำลังกายเองได้ไหม ต้องระวังอะไร ได้ครับ เริ่มจากเบาๆ ถ้าทำแล้วปวดมากขึ้นหรือปวดร้าวลงแขน ให้หยุดและปรึกษาแพทย์

[5] ข้อไหล่ติดหายเองได้ไหม ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แต่ใช้เวลา และต้องบริหารยืดอย่างสม่ำเสมอ

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ผล MRI ที่ดูน่ากลัว ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด

[2] เอ็นฉีกบางส่วนและปวดไม่มาก เริ่มด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้

[3] กายภาพบำบัดและการบริหารกล้ามเนื้อ คือหัวใจสำคัญที่สุด

[4] การผ่าตัดเก็บไว้สำหรับกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัด เช่น เอ็นขาดทั้งเส้นจากอุบัติเหตุ อ่อนแรงชัด หรือรักษาไม่ผ่าแล้วไม่ดีขึ้น

[5] ยิ่งเข้าใจและดูแลเร็ว ยิ่งกลับไปทำสิ่งที่รักได้เร็ว

อาการปวดไหล่แบบนี้พบได้บ่อยมาก คุณไม่ได้เผชิญอยู่คนเดียว และส่วนใหญ่ดูแลให้ดีขึ้นได้ครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้กลับมาขยับไหล่อย่างสบายอีกครั้ง

――――――――――――――――――――――――

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ Line ID @doctorkeng หรือโทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#ปวดไหล่ #ปวดสะบัก #เอ็นข้อไหล่ฉีก #ข้อไหล่ติด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ultrasoundguidedinjection #กายภาพบําบัดไหล่ #ปวดไหล่เรื้อรัง #ธนินนิตย์คลินิก