Tuesday, May 5, 2026

ปวดไหล่เรื้อรัง... แค่ "เอ็นอักเสบ" หรือ "เอ็นขาด" ไปแล้ว? เจาะลึกทางออกสำหรับวัย 50+ ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย

 



ปวดไหล่เรื้อรัง... แค่ "เอ็นอักเสบ" หรือ "เอ็นขาด" ไปแล้ว? เจาะลึกทางออกสำหรับวัย 50+ ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย

“ยกแขนไม่ขึ้น เอื้อมมือไปหยิบของหลังรถก็ปวดจี๊ด จะใส่เสื้อในก็ลำบาก หรือแม้แต่ตอนนอนตะแคงก็ปวดจนสะดุ้งตื่น...” อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเสื่อมตามวัยธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นเอ็นภายในข้อไหล่ของคุณกำลังมีปัญหาใหญ่ หลายคนพยายามนวด กินยา หรือทำกายภาพมานานนับปี แต่อาการกลับทรงๆ ทรุดๆ เหมือนวนอยู่ในอ่างน้ำที่หาทางออกไม่เจอ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับว่า ทำไมการรักษาแบบเดิมๆ ถึงอาจไม่เพียงพอสำหรับคุณ

เมื่อ "พี่มะลิ" ต้องสู้กับอาการปวดไหล่ที่ไม่มีวันจบสิ้น

ขออนุญาตเล่าเรื่องของคนไข้สมมติท่านหนึ่งชื่อ “พี่มะลิ” อายุ 55 ปี พี่มะลิเป็นคนขยัน ทำงานบ้านเองทุกอย่าง และยังต้องดูแลหลานตัวน้อยอีกคน เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว พี่มะลิเริ่มมีอาการปวดไหล่ขวา ตอนแรกคิดว่าแค่เมื่อยจากการอุ้มหลาน เลยไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง แต่อาการก็ไม่หายขาด

พี่มะลิตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลตรวจ MRI ยืนยันชัดเจนว่า “เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด” พี่มะลิพยายามรักษาสุขภาพอย่างดี ไปทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ ทั้งอัลตราซาวด์ ช็อกเวฟ ประคบร้อนประคบเย็นตามที่นักกายภาพแนะนำ หมดเงินไปกับคอร์สกายภาพไม่น้อย แต่อาการปวดกลับวนเวียนอยู่แบบนี้ ปวดมากบ้าง น้อยบ้าง จนเริ่มรู้สึกท้อและกังวลว่า “หรือเราต้องทนปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิต?” หรือ “สุดท้ายต้องจบลงที่การผ่าตัดจริงๆ หรือ?”


ทำความเข้าใจ "เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด" แบบง่ายๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้คุณลองนึกถึง “เชือกดึงกระโดด” ที่แข็งแรงมากเส้นหนึ่ง ข้อไหล่ของเราทำงานได้เพราะมีเส้นเอ็นกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า เส้นเอ็นหมุนข้อไหล่ (Rotator Cuff) ทำหน้าที่เหมือนเชือกที่คอยดึงและประคองหัวกระดูกแขนให้อยู่ในเบ้า และช่วยให้เรายกแขน หมุนแขนไปมาได้

เมื่อเราใช้งานหนักมานาน หรือมีอายุที่มากขึ้น เชือกเส้นนี้จะเริ่มเปื่อยและบางลง จนวันหนึ่งมันอาจจะ “ฉีกขาด” เหมือนเส้นด้ายที่เริ่มรุ่ย ถ้าขาดเพียงเล็กน้อย เชือกยังพอทำงานได้แต่จะปวดมาก แต่ถ้าขาดจนเกือบหมด หรือขาดกระจุย เชือกก็จะไม่สามารถดึงแขนให้ยกขึ้นได้ตามปกติ

ปัญหาของพี่มะลิและอีกหลายๆ ท่านคือ เมื่อเชือกมันขาดไปแล้ว การทำกายภาพบำบัดเหมือนการพยายามฝึกให้ “กล้ามเนื้อมัดอื่น” รอบๆ มาช่วยทำงานแทนเชือกเส้นที่ขาด ซึ่งช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ แต่ถ้าตัว “รอยขาด” นั้นยังมีการอักเสบเรื้อรัง หรือรอยขาดกว้างขึ้น การรักษาเพียงแค่ภายนอกอย่างการประคบหรือทำเครื่องมือทั่วไป อาจไม่สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอภายในข้อได้


รู้จักโรคเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีดขาด (Rotator Cuff Tear)

โรคเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีดขาด คือ ภาวะที่เส้นเอ็นซึ่งยึดระหว่างกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่กับกระดูกแขนเกิดการฉีกขาด ไม่ว่าจะขาดบางส่วนหรือขาดทะลุทั้งเส้น ส่งผลให้ความมั่นคงของข้อไหล่เสียไปและเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง

สาเหตุหลักที่พบบ่อย:

  • ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุเกิน 40-50 ปี เลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็นจะลดลง ทำให้เอ็นซ่อมแซมตัวเองได้ยากขึ้น

  • การใช้งานซ้ำๆ: การทำงานที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะบ่อยๆ เช่น พนักงานทำความสะอาด ช่างทาสี หรือแม้แต่แม่บ้านที่เช็ดกระจกบ่อยๆ

  • อุบัติเหตุ: การล้มลุกคลุกคลาน หรือการใช้แขนยันพื้นอย่างรุนแรง

  • โครงสร้างกระดูก: บางคนมีกระดูกงอกที่บริเวณใต้จะงอยไหล่ ซึ่งจะไปเสียดสีกับเส้นเอ็นทุกครั้งที่เรายกแขน (เหมือนเอากรรไกรไปขลิบเชือกทีละนิด)

อาการที่ควรเฝ้าระวัง:

  1. ปวดลึกๆ ในไหล่ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือตอนนอนตะแคงทับ

  2. แขนลีบลง หรือรู้สึกว่าแขนไม่มีแรงยก

  3. มีเสียง "กรุบกรับ" ภายในข้อไหล่ขณะเคลื่อนไหว

  4. ปวดรุนแรงเมื่อพยายามเอื้อมมือไปด้านหลัง


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณเสี่ยงเอ็นไหล่ขาด

  1. อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นยิ่งลดลง

  2. อาชีพหรืองานอดิเรก: งานที่ต้องใช้ไหล่มากเกินกำลัง

  3. การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็นน้อยลง ทำให้เอ็นเสื่อมเร็วและหายช้า

  4. พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวมีประวัติเอ็นไหล่ขาด คุณอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  5. ภาวะอ้วนหรือโรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อขบวนการอักเสบและการซ่อมแซมแผลภายในร่างกาย


การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจได้อย่างไรว่าขาดจริง?

การรักษาที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่แม่นยำครับ หมอจะเริ่มจาก:

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อแต่ละมัดในมุมต่างๆ เพื่อคาดการณ์ว่าเส้นมัดไหนที่มีปัญหา

  • เอ็กซเรย์ (X-ray): ดูว่ามีกระดูกงอกไปทับเส้นเอ็นไหม หรือหัวกระดูกแขนเริ่มเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งหรือยัง

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และเห็นเส้นเอ็นได้ในขณะที่คนไข้ขยับแขน ช่วยให้หมอเห็นรอยฉีกขาดได้ทันที

  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ช่วยบอกขนาดของรอยขาด สภาพของกล้ามเนื้อว่าเหี่ยวฝ่อไปหรือยัง เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาที่ซับซ้อน


แนวทางการรักษา: เมื่อกายภาพอย่างเดียวเอาไม่อยู่

สำหรับเคสที่รักษามานาน 1 ปีแล้วอาการยังทรงๆ แบบนี้ หมอมักจะพิจารณาการรักษาแบบเป็นลำดับขั้นครับ

1. การปรับพฤติกรรม: สิ่งสำคัญคือต้องหยุดการใช้งานที่ทำลายเส้นเอ็นเพิ่ม เช่น งดการยกของหนักเหนือศีรษะ แต่ไม่ใช่การหยุดนิ่งจนไหล่ติดนะครับ ต้องขยับในมุมที่ปลอดภัย

2. กายภาพบำบัดเชิงลึก: หากการทำอัลตราซาวด์หรือช็อกเวฟแบบเดิมไม่ได้ผล อาจต้องปรับโปรแกรมเพื่อเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบัก ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของข้อไหล่

3. การใช้ยา: ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดปวดได้ชั่วคราว แต่ไม่แนะนำให้กินติดต่อกันนานเกินไปเพราะมีผลต่อไตและกระเพาะอาหาร

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง: นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญครับ สมัยก่อนการฉีดอาจจะใช้การคลำตำแหน่ง ซึ่งอาจไม่แม่นยำ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นเส้นเอ็นและรอยฉีกขาดได้แบบ Real-time หมอสามารถส่งยา หรือสารสกัดเข้มข้น (เช่น PRP หรือสารกระตุ้นการซ่อมแซม) เข้าไปที่ "รอยฉีดขาด" ได้โดยตรง ช่วยลดการอักเสบเรื้อรังและกระตุ้นการสมานตัวได้ดีกว่าเดิมมาก

5. การผ่าตัดผ่านกล้อง: หากรอยขาดมีขนาดใหญ่มาก (Full-thickness tear) และการรักษาโดยวิธีอื่นไม่ได้ผลนานกว่า 6-12 เดือน การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อเย็บซ่อมเส้นเอ็นก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ ปัจจุบันแผลเล็กมาก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว


คำถามที่อยู่ในใจ: โรคนี้จะหายไหม?

คำตอบคือ "หายได้ครับ" แต่คำว่าหายของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางคนอาจจะหายปวด 100% และกลับไปตีกอล์ฟได้ บางคนอาจจะหายปวดแต่ความแข็งแรงอาจจะไม่เท่าเดิม 100% ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยขาดและการดูแลตัวเองหลังการรักษา ระยะเวลาการรักษาโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากทิ้งไว้นานเกินไป รอยฉีกขาดจะกว้างขึ้นจนกล้ามเนื้อ "ฝ่อลีบ" กลายเป็นไขมัน ซึ่งถึงตอนนั้นแม้จะผ่าตัดเย็บซ่อม เอ็นก็อาจจะไม่มีคุณภาพพอที่จะยึดเกาะได้อีกต่อไป และอาจลามไปสู่ภาวะ "ไหล่ติด" (Frozen Shoulder) ที่ทำให้ปวดทรมานยิ่งกว่าเดิม


5 วิธีป้องกัน ไม่ให้ไหล่พังก่อนวัย

  1. วอร์มอัพก่อนใช้งาน: ยืดเหยียดไหล่เบาๆ ก่อนเริ่มทำงานบ้านหรือเล่นกีฬา

  2. สร้างกล้ามเนื้อรอบไหล่: ฝึกท่าออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การใช้ยางยืดช่วยบริหารกล้ามเนื้อสะบัก

  3. จัดระเบียบร่างกาย: นั่งทำงานหลังตรง ไม่ห่อไหล่ เพื่อเพิ่มช่องว่างภายใต้ข้อไหล่ไม่ให้กดทับเส้นเอ็น

  4. อย่าฝืน: ถ้าปวดให้พัก อย่าคิดว่า "ยิ่งปวดแปลว่ายิ่งดี"

  5. ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ: หากเริ่มมีอาการปวดไหล่นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที


Q&A ถาม-ตอบ เรื่องไหล่ๆ

  • Q: ทำกายภาพมานานแล้วไม่หาย เป็นเพราะอะไร?

    • A: อาจเป็นเพราะรอยฉีกขาดนั้นใหญ่เกินกว่าที่การกระตุ้นจากภายนอกจะเข้าถึง หรือกล้ามเนื้อรอบๆ อ่อนแรงเกินกว่าจะช่วยประคองได้ นอกจากนี้ หากยังมีการใช้งานหนักซ้ำเติม ร่างกายก็ซ่อมแซมไม่ทันครับ

  • Q: เส้นเอ็นขาด ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

    • A: ไม่จำเป็นครับ งานวิจัยปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาเฉพาะจุดที่แม่นยำและการทำกายภาพที่ถูกต้อง

  • Q: ปวดไหล่ตอนกลางคืน อันตรายไหม?

    • A: เป็นสัญญาณสำคัญของเส้นเอ็นอักเสบหรือฉีกขาดครับ เพราะเวลาเรานอน ความดันในข้อไหล่จะเปลี่ยนไป ทำให้เส้นเอ็นที่อักเสบถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. เส้นเอ็นหัวไหล่ขาดไม่ใช่แค่เรื่องปวดเมื่อย แต่คือความเสียหายของโครงสร้างที่ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

  2. การทำกายภาพบำบัดเป็นพื้นฐานที่ดี แต่อาจไม่เพียงพอหากรอยขาดมีการอักเสบเรื้อรังหรือมีขนาดใหญ่

  3. เทคโนโลยีการฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง ช่วยให้ยาเข้าถึงจุดที่เป็นปัญหาได้แม่นยำ ลดโอกาสต้องผ่าตัด

  4. การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบและรักษาได้ยากขึ้นในอนาคต

  5. การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดไหล่ #เส้นเอ็นหัวไหล่ขาด #เอ็นไหล่ฉีก #ไหล่ติด #ปวดไหล่เรื้อรัง #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #กายภาพบำบัด #ฉีดยาใต้ซาวด์ #ShoulderPain #RotatorCuffTear #Orthopedics #HealthTips #ChiangMaiMedical


References 


  • Ryösä A, Laimi K, Äärimaa V, Lehtimäki K, Virolainen P, Saltychev M. Surgery or conservative treatment for rotator cuff tear: a meta-analysis. Ann Med. 2017;49(5):372-383.

    • สรุป: วิเคราะห์เปรียบเทียบผ่าตัดกับกายภาพสำหรับเอ็นไหล่ฉีก พบว่าผลเรื่องปวดและการใช้งานไหล่ต่างกันน้อยมากใน 1 ปีแรก จนถือว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นตัวเลือกแรกที่สมเหตุสมผลในคนไข้หลายกลุ่ม.

  • Moosmayer S, Tariq R, Stiris M, Smith HJ. The natural history of asymptomatic rotator cuff tears: a three-year follow-up of fifty cases. J Bone Joint Surg Am. 2013 Jul 17;95(14):1249-1255.

    • สรุป: ติดตามคนไข้ 50 รายที่มีเอ็นไหล่ขาดแต่ไม่ปวด พบว่าประมาณหนึ่งในสามเริ่มมีอาการปวดภายใน 3 ปี และขนาดรอยขาดรวมถึงความเสื่อมของกล้ามเนื้อแย่ลงในกลุ่มที่เริ่มปวด แสดงว่ารอยขาดไม่ได้คงที่ตลอดไป.

  • Jeanfavre M, Hani M, Freehill MT, Boucher HR. Current concepts in nonoperative management of full-thickness rotator cuff tears: a systematic review. Int J Sports Phys Ther. 2018;13(1):72-83.

    • สรุป: ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาเอ็นไหล่ขาดทั้งเส้นแบบไม่ผ่าตัด เช่น กายภาพ โปรแกรมออกกำลัง และการติดตามอาการ พบว่าผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถอยู่ได้ดีโดยไม่ต้องผ่าตัดหากฟื้นฟูอย่างถูกวิธี.

  • Wu T, Song HX, Li JH, Song H, Li YS. Ultrasound-guided injections for rotator cuff disorders: a systematic review and meta-analysis. J Clin Med. 2023;12(14):4746.

    • สรุป: รวมผลการศึกษาการฉีดยารอบเอ็นไหล่โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง พบว่าช่วยให้ปลายเข็มอยู่ตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำขึ้น และให้ผลลดปวด/เพิ่มการเคลื่อนไหวที่ดีในหลายงาน โดยมีความปลอดภัยสูง.

  • Boorman RS, More KD, Hollinshead RM, et al. The natural history of chronic rotator cuff tears: what happens to tears that are managed nonoperatively? Bone Joint J. 2018;100-B(8):1073-1077.

    • สรุป: ติดตามผู้ป่วยเอ็นไหล่ขาดเรื้อรังที่เลือกทำกายภาพและดูแลตนเองแทนการผ่าตัด พบว่าประมาณสามในสี่ตอบสนองดีและไม่ต้องไปผ่าตัดในระยะ 2–10 ปี แม้รอยขาดและกล้ามเนื้ออาจค่อย ๆ เสื่อมตามอายุ.




  • No comments:

    Post a Comment