Monday, May 18, 2026

ปวดไหล่ข้ามคืนจนแทบกรีดร้อง… ไม่ใช่ไหล่ติด ไม่ใช่เส้นเอ็นขาด แต่คือ "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่

 



ปวดไหล่ข้ามคืนจนแทบกรีดร้อง… ไม่ใช่ไหล่ติด ไม่ใช่เส้นเอ็นขาด แต่คือ "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่


ลองนึกภาพดูนะครับ

เมื่อคืนก่อนนอนไหล่ยังปกติดี แต่ตื่นมาตอนตีสาม เจ็บไหล่จนลุกขึ้นนั่งร้องไห้ ขยับแขนนิดเดียวก็เจ็บแปลบ จะยกมือขึ้นหวีผมก็ทำไม่ได้ จะนอนทับไหล่ก็ไม่ได้ นอนหงายก็เจ็บ

"เป็นอะไรขึ้นมาได้ยังไง ไม่ได้ล้มไม่ได้กระแทกอะไรเลย"

นี่คือเสียงของผู้หญิงหลายคนที่อายุ 40–60 ปี ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดไหล่เฉียบพลันรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจนเลย หลายคนวิตกกังวลว่าตัวเองเส้นเอ็นขาด หรือเป็นไหล่ติดแล้ว

แต่ความจริงอาจทำให้แปลกใจมากครับ เพราะสาเหตุที่แท้จริงอาจเป็นแค่ "ก้อนหินปูนเล็กๆ" ที่สะสมอยู่ในเส้นเอ็นไหล่มาเป็นเวลานาน โดยที่ไม่รู้ตัวเลย


เรื่องของคุณรัตนา ที่ปวดไหล่จนทำอะไรไม่ได้

คุณรัตนา อายุ 55 ปี ครูโรงเรียนประถมในเชียงใหม่ เล่าว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรหนักเป็นพิเศษเลยครับ วันนั้นสอนหนังสือตามปกติ กลับบ้าน ทำกับข้าว แล้วนอน

แต่ช่วงดึกรู้สึกปวดไหล่ขวาจี๊ดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งนานยิ่งปวดมากขึ้น จนเช้าวันรุ่งขึ้นแทบขยับแขนไม่ได้เลย ต้องให้ลูกสาวพาไปพบแพทย์

เมื่อแพทย์ตรวจด้วย ultrasound (อัลตราซาวด์) ที่ไหล่ พบว่าเส้นเอ็นไหล่บวมโตมาก และมีก้อนหินปูนสะสมอยู่ข้างใน นั่นคือสาเหตุของความเจ็บปวดรุนแรงที่ทรมานคุณรัตนาทั้งคืน

หลังจากได้รับการฉีดยาเข้าเส้นเอ็นอย่างแม่นยำโดยใช้ ultrasound นำทาง อาการปวดทุเลาลงอย่างชัดเจนภายในวันเดียวกัน และคุณรัตนาสามารถยกแขนได้ดีขึ้นมากในวันถัดมาครับ

แล้ว "หินปูนในเส้นเอ็นไหล่" คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และอันตรายแค่ไหน?


เส้นเอ็นไหล่เปรียบเหมือนเชือกพยุงแขน แล้วถ้ามีหินปูนสะสมอยู่ข้างใน จะเป็นยังไง?

ลองนึกถึงเชือกเส้นหนึ่งที่ใช้ดึงแขนให้ยกขึ้นได้ เส้นเอ็นรอบไหล่ทำหน้าที่แบบนั้นครับ มันแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ถ้าวันหนึ่งในเนื้อเชือกนั้นมีเม็ดทรายหรือก้อนกรวดเล็กๆ สะสมอยู่ข้างใน เชือกก็จะแข็ง เคลื่อนไหวได้ไม่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เม็ดกรวดเหล่านั้นก็ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างอักเสบรุนแรงได้

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรคหินปูนสะสมในเส้นเอ็นไหล่ครับ


รู้จักโรคนี้ให้ชัดขึ้น

โรคหินปูนสะสมในเส้นเอ็นไหล่ (Calcific Tendinitis of the Shoulder) คือภาวะที่มีการสะสมของแคลเซียม (calcium hydroxyapatite) ในเนื้อเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ โดยเฉพาะที่เส้นเอ็น supraspinatus ซึ่งเป็นเส้นเอ็นหลักในกลุ่ม rotator cuff (กลุ่มเส้นเอ็นที่ช่วยหมุนและยกไหล่)

ก้อนหินปูนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืนครับ แต่สะสมมาเงียบๆ อาจนานหลายเดือนหรือหลายปีโดยไม่มีอาการ จนกระทั่งถึงระยะที่ร่างกายพยายามกำจัดมันออก กระบวนการดูดซึมหินปูนกลับนั้นแหละที่ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงและปวดมากที่สุด

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงปวดมากขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เพราะร่างกายกำลัง "ทำความสะอาด" เส้นเอ็นตัวเองอยู่ครับ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดมากในระยะสั้น

โรคนี้พบมากในผู้หญิงอายุ 40–60 ปี โดยเฉพาะไหล่ขวาในคนถนัดขวา แต่พบในผู้ชายได้เช่นกันครับ อาการที่พบบ่อยประกอบด้วยปวดไหล่เฉียบพลันรุนแรง มักปวดมากตอนกลางคืน ยกแขนได้จำกัด โดยเฉพาะยกขึ้นระหว่าง 60–120 องศาจะเจ็บมากที่สุด และในบางรายมีอาการปวดร้าวลงแขนร่วมด้วย


ใครมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้บ้าง?

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมบางคนถึงสะสมหินปูนในเส้นเอ็น แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่สังเกตได้ดังนี้ครับ

  • อายุ 40–60 ปี และเป็นผู้หญิง พบบ่อยในช่วงวัยนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือน
  • งานหรือกิจกรรมที่ใช้ไหล่ซ้ำๆ เช่น ครู แม่บ้าน คนทำงานคอมพิวเตอร์ หรือนักกีฬาที่ใช้แขนมาก
  • ปัญหาต่อมไทรอยด์และฮอร์โมน พบว่ามีความเชื่อมโยงกับภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยและความผิดปกติของการเผาผลาญแคลเซียม
  • เคยมีอาการบาดเจ็บไหล่เล็กน้อยซ้ำๆ จนเส้นเอ็นขาดเลือดในบางจุด ทำให้แคลเซียมมาสะสม
  • พันธุกรรม บางครอบครัวพบโรคนี้ในหลายคนครับ

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ซับซ้อนถ้ามีเครื่องมือที่เหมาะสมครับ

เริ่มจาก การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะถามถึงลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ช่วงเวลา และทดสอบการเคลื่อนไหวของไหล่ในทิศทางต่างๆ ตรวจกดเจ็บเฉพาะจุดที่เส้นเอ็น

การเอกซเรย์ (X-ray) เป็นขั้นตอนแรกที่ง่ายและเห็นผลชัดครับ เพราะก้อนหินปูนจะปรากฏเป็นจุดขาวๆ บริเวณเส้นเอ็นไหล่ได้ชัดเจน บอกได้ทั้งขนาดและตำแหน่งของหินปูน

การตรวจ Ultrasound (อัลตราซาวด์) คือเครื่องมือที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับโรคนี้ครับ ให้ข้อมูลที่ X-ray ให้ไม่ได้ คือ ดูสภาพเส้นเอ็นทั้งหมดว่าบวมหรืออักเสบมากแค่ไหน ดูขนาดและลักษณะของก้อนหินปูนว่าแข็งหรืออ่อน ซึ่งมีผลต่อการวางแผนการรักษา และที่สำคัญที่สุดคือสามารถใช้นำทางการฉีดยาได้แบบ real-time

MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น สงสัยว่าเส้นเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย หรือมีพยาธิสภาพอื่นในข้อไหล่


แนวทางการรักษา: จากง่ายไปหาซับซ้อน

ข่าวดีคือผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเลยครับ

ขั้นแรก — พักและปรับพฤติกรรม

ในระยะเฉียบพลันที่ปวดมาก ควรพักการใช้ไหล่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและท่าที่กระตุ้นอาการ ประคบเย็นในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก จากนั้นอาจเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบๆ

ขั้นที่สอง — กายภาพบำบัด

เมื่ออาการเฉียบพลันลดลง การทำกายภาพบำบัดมีความสำคัญมากครับ นักกายภาพจะช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของไหล่ เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อ และอาจใช้คลื่น ultrasound therapeutic หรือ shockwave therapy ช่วยสลายก้อนหินปูนได้ในบางกรณี

ขั้นที่สาม — การใช้ยา

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ibuprofen หรือ naproxen ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาปวดได้ดี บางรายอาจได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์แบบรับประทานในระยะสั้นเพื่อควบคุมการอักเสบรุนแรง

ขั้นที่สี่ — การฉีดยาเฉพาะจุดโดย Ultrasound นำทาง (Ultrasound-guided Injection)

นี่คือการรักษาที่ได้ผลดีมากสำหรับโรคนี้ครับ โดยเฉพาะในรายที่ปวดรุนแรงและตอบสนองต่อยากินไม่เพียงพอ

แพทย์จะใช้เครื่อง ultrasound มองเห็นตำแหน่งเส้นเอ็นและก้อนหินปูนแบบ real-time แล้วสอดเข็มเข้าไปอย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถทำได้สองแบบคือ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าถุงน้ำ (bursa) รอบเส้นเอ็นเพื่อลดการอักเสบ หรือเทคนิค needling ที่ใช้เข็มแทงก้อนหินปูนโดยตรงเพื่อให้แตกออกและร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น

ข้อดีของการใช้ ultrasound นำทางคือแม่นยำ ปลอดภัย ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง และผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกดีขึ้นชัดเจนภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังการรักษาครับ

ขั้นที่ห้า — การผ่าตัด

สงวนไว้สำหรับรายที่รักษาทุกวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผลเลย ซึ่งพบน้อยมากครับ ปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้อง (arthroscopic surgery) ที่บาดเจ็บน้อยและฟื้นตัวเร็ว ใช้นำก้อนหินปูนออกโดยตรง


พยากรณ์โรค: หายไหม รักษานานแค่ไหน?

ข่าวดีมากครับ โรคนี้มีพยากรณ์โรคที่ดีมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึง 90% อาการดีขึ้นหรือหายได้ภายใน 3–6 เดือนโดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะร่างกายมีกระบวนการดูดซึมหินปูนกลับได้เองตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้น หรืออาการกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ การติดตามกับแพทย์และทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ครับ


ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

แม้โรคนี้บางรายหายได้เองในที่สุด แต่การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษามีความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามครับ

เส้นเอ็นที่อักเสบเรื้อรังอาจอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น การปวดเรื้อรังและหลีกเลี่ยงการใช้ไหล่เป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่ฝ่อ และอาจนำไปสู่ภาวะไหล่ติด (frozen shoulder หรือ adhesive capsulitis) ซึ่งรักษายากกว่าและใช้เวลานานกว่ามากครับ คุณภาพชีวิตก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกิจวัตรประจำวันง่ายๆ อย่างการแต่งตัวหรือหวีผมก็เป็นเรื่องทรมาน


วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน

  • อย่าใช้ไหล่หักโหมติดต่อกันนาน สลับพักเป็นระยะ โดยเฉพาะงานที่ต้องยกแขนสูงซ้ำๆ
  • บริหารไหล่และกล้ามเนื้อรอบข้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นได้ดี
  • ดูแลน้ำหนักตัวและโภชนาการให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการขาดวิตามินดีและแคลเซียมในระดับที่ผิดปกติ
  • ตรวจสุขภาพต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไปที่มีอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น หรืออาการที่สงสัย
  • มาพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการปวดไหล่รุนแรงเฉียบพลัน อย่ารอจนปวดเรื้อรัง เพราะยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งฟื้นตัวเร็วครับ

คำถามที่คนมักถามบ่อย

Q: หินปูนในเส้นเอ็นอันตรายไหม ต้องผ่าตัดเสมอไหม? A: ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ และส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยกว่า 90% รักษาได้ด้วยยา กายภาพบำบัด และการฉีดยาเฉพาะจุด การผ่าตัดสงวนไว้สำหรับรายที่รักษาวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลจริงๆ เท่านั้น

Q: ปวดไหล่มากตอนกลางคืน แบบนี้ใช่หินปูนไหม? A: เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ครับ แต่อาการปวดไหล่กลางคืนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งเส้นเอ็นอักเสบ ไหล่ติด หรือเส้นเอ็นฉีกขาด ต้องตรวจโดยแพทย์และ ultrasound เพื่อยืนยันครับ

Q: ฉีดยาแล้วหินปูนหายไปเลยไหม? A: การฉีดยาสเตียรอยด์ช่วยลดการอักเสบรอบๆ ก้อนหินปูนได้ดีมาก แต่ถ้าต้องการให้ก้อนสลายตัว แพทย์จะใช้เทคนิค needling เจาะก้อนโดยตรง ร่วมกับ lavage (ล้างเอาเศษหินปูนออก) ซึ่งได้ผลดีมากครับ

Q: หลังฉีดยาแล้วกลับมาเล่นกีฬาได้เมื่อไหร่? A: ขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละคนครับ โดยทั่วไปหลังฉีดยาและอาการดีขึ้น ควรทำกายภาพบำบัดก่อน 4–6 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมาออกกำลังกายเบาๆ จากนั้นเพิ่มความหนักขึ้นตามลำดับ

Q: โรคนี้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม? A: ได้ครับ แต่พบไม่บ่อยนักถ้าดูแลตัวเองดี ปรับพฤติกรรมการใช้ไหล่ และบริหารกล้ามเนื้อรอบข้ออย่างสม่ำเสมอ


Key Takeaway: 5 สิ่งที่ต้องจำ

ปวดไหล่รุนแรงเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจเกิดจากหินปูนในเส้นเอ็นไหล่ ไม่ใช่แค่เมื่อยหรือไหล่ติดเสมอไป

Ultrasound คือเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัยและรักษา ช่วยให้แพทย์เห็นเส้นเอ็นและก้อนหินปูนได้ชัดเจน และนำทางการฉีดยาได้แม่นยำ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 90% รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยยา กายภาพบำบัด และการฉีดยาเฉพาะจุด

ยิ่งมาพบแพทย์เร็ว ยิ่งฟื้นตัวเร็ว และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างไหล่ติดตามมา

ผู้หญิงวัย 40–60 ปีที่มีอาการปวดไหล่รุนแรงผิดปกติ ควรนึกถึงโรคนี้และรีบตรวจครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ครับ

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"


#ปวดไหล่ #หินปูนในเส้นเอ็น #calcifictendinitis #ไหล่ติด #เส้นเอ็นไหล่ #อัลตราซาวด์ไหล่ #ฉีดยาไหล่ #ปวดไหล่กลางคืน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก

#CalcificTendinitis #ShoulderPain #RotatorCuff #UltrasoundGuidedInjection #ShoulderTendinitis


References 

  1. Louwerens JKG, Sierevelt IN, van Hove RP, van den Bekerom MPJ, van Noort A. Prevalence of calcific deposits within the rotator cuff tendons in adults with and without subacromial pain syndrome. Clin Orthop Relat Res. 2015;473(10):3270-3277. doi:10.1007/s11999-015-4339-9. PMID: 25990247 → ศึกษาความชุกของหินปูนในเส้นเอ็นไหล่ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ ใช้อ้างอิงในส่วนระบาดวิทยาของโรค
  2. Uhlin B, Revenäs Å, Opava CH, Turning K. Patient perspectives on important aspects of functioning in shoulder calcific tendinitis. Musculoskeletal Care. 2020;18(3):278-286. doi:10.1002/msc.1457. PMID: 32115854 → อธิบายผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการทำงานในผู้ป่วย calcific tendinitis ใช้อ้างอิงในส่วนอาการและพยากรณ์โรค
  3. de Witte PB, Selten JW, Navas A, et al. Calcific tendinitis of the rotator cuff: a randomized controlled trial of ultrasound-guided needling and lavage versus subacromial corticosteroids. Am J Sports Med. 2012;40(6):1397-1405. doi:10.1177/0363546512441177. PMID: 22476272 → RCT เปรียบเทียบการรักษาด้วย ultrasound-guided needling และ lavage กับการฉีดสเตียรอยด์ ใช้อ้างอิงในส่วนแนวทางการรักษาด้วย ultrasound-guided injection
  4. Lafrance S, Doiron-Cadrin P, Saulnier M, et al. Is ultrasound-guided lavage an effective intervention for rotator cuff calcific tendinopathy? A systematic review with a meta-analysis. BMJ Open Sport Exerc Med. 2019;5(1):e000506. doi:10.1136/bmjsem-2018-000506. PMID: 31275601 → Systematic review และ meta-analysis ประเมินประสิทธิภาพของ ultrasound-guided lavage สำหรับ calcific tendinitis ใช้อ้างอิงในส่วนประสิทธิผลการรักษา
  5. Merolla G, Singh S, Paladini P, Porcellini G. Calcific tendinitis of the rotator cuff: state of the art in diagnosis and treatment. J Orthop Traumatol. 2016;17(1):7-14. doi:10.1007/s10195-015-0367-6. PMID: 26394884 → บทความทบทวนสถานะปัจจุบันของการวินิจฉัยและการรักษา calcific tendinitis ครอบคลุมตั้งแต่กลไกการเกิดโรคจนถึงแนวทางการรักษา

No comments:

Post a Comment