
เบาหวานน้ำตาลสูง... ทำไมอยู่ดีๆ ถึง “ไหล่ติด” ง่ายกว่าคนอื่น? (เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้)
เคยสงสัยไหมครับ? ว่าทำไมคนที่เป็นเบาหวาน ถึงมักจะมีอาการปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น หรือที่เรียกว่า **"โรคไหล่ติด"**มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า! ทั้งที่ไม่ได้ไปยกของหนัก หรือล้มกระแทกอะไรมาเลย
หลายคนคิดว่า "ก็แค่ปวดเมื่อยธรรมดา เดี๋ยวก็หาย" แต่สำหรับคนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ วันนี้หมอจะพาไปไขความลับของร่างกาย ว่าน้ำตาลที่หวานจับใจ... ทำไมถึงไปทำร้ายไหล่ของเราได้ขนาดนั้น
เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณสมชายกับเสื้อที่ใส่ไม่ได้
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้ชายท่านหนึ่งชื่อ "คุณสมชาย" อายุ 56 ปี เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางเกร็งๆ ไหล่ขวาดูยกสูงกว่าปกติเล็กน้อย
"หมอครับ ผมใส่เสื้อยืดเองไม่ได้มาเดือนกว่าแล้วครับ จะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์กระเป๋าหลังก็ปวดจี๊ดจนน้ำตาเล็ด"
คุณสมชายเล่าว่า เริ่มแรกแครู้สึกตึงๆ เหมือนนอนตกหมอน แต่ผ่านไป 2-3 เดือน อาการแย่ลงเรื่อยๆ จนตอนนี้แม้แต่นอนตะแคงทับไหล่ข้างขวาก็สะดุ้งตื่นกลางดึก
พอหมอซักประวัติลึกลงไป พบว่าคุณสมชายเป็น เบาหวานมา 10 ปี แต่ช่วงหลังคุมน้ำตาลไม่ค่อยอยู่ ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงถึง 8.5% แกบอกหมอว่า "เบาหวานผมก็เป็นของผมปกติครับหมอ แต่มันเกี่ยวอะไรกับไหล่ผมเหรอครับ?"
นี่แหละครับ คือจุดที่หลายคนมองข้าม... เบาหวานกับไหล่ติด คือคู่หูที่มาด้วยกันบ่อยกว่าที่คุณคิด
น้ำตาลทำอะไรกับเส้นเอ็น?
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ลองจินตนาการถึง "หนังยาง" ครับ
ปกติเยื่อหุ้มข้อไหล่ของเรา จะมีความยืดหยุ่นเหมือนหนังยางใหม่ๆ ยืดได้ หดได้ ทำให้เราหมุนแขน ยกแขนได้สุดวง แต่ในคนที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะเกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างหนึ่งในร่างกาย
เมื่อน้ำตาลในเลือดลอยไปมาเยอะเกินไป มันจะไปเกาะติดกับโปรตีนที่ชื่อว่า "คอลลาเจน" (ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มข้อและเส้นเอ็น) เหมือนเวลาเราเอาน้ำเชื่อมราดลงไปบนหนังยางแล้วปล่อยให้แห้ง
ผลที่ได้คือ... หนังยางเส้นนั้นจะ "แข็ง เหนียว และเปราะ" ยืดหยุ่นไม่ได้เหมือนเดิม แถมยังหนาตัวขึ้น
ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะนี้ว่าการสะสมของสาร AGEs (Advanced Glycation End-products) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้แหละครับ ที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อไหล่ที่เคยยืดหยุ่น กลายเป็นพังผืดที่หนา แข็ง และอักเสบ จนเกิดเป็นโรคไหล่ติดในที่สุด
เจาะลึกโรคไหล่ติดในผู้ป่วยเบาหวาน (Adhesive Capsulitis)
โรคไหล่ติด คืออะไร? คือภาวะที่เยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น ทำให้พื้นที่ในข้อไหล่ลดลง ขยับได้ยาก และมีอาการปวดทรมาน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis) อย่างที่เล่าไปข้างต้นครับ ปัจจัยหลักในคนไข้เบาหวานคือ
- ภาวะน้ำตาลเกาะโปรตีน (Glycosylation): น้ำตาลไปจับกับคอลลาเจนที่เยื่อหุ้มข้อ ทำให้โครงสร้างเปลี่ยนไป ขาดความยืดหยุ่น
- การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): โรคเบาหวานทำให้ร่างกายมีภาวะอักเสบง่ายขึ้น สารสื่ออักเสบต่างๆ (Cytokines) จะถูกหลั่งออกมาในข้อไหล่มากกว่าคนปกติ
- การไหลเวียนเลือดไม่ดี (Microvascular disease): เบาหวานทำให้หลอดเลือดฝอยเสียหาย การนำออกซิเจนไปเลี้ยงเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มข้อทำได้ไม่ดี ทำให้การซ่อมแซมตัวเองแย่ลง
อาการและอาการแสดง โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับครับ แต่มักจะค่อยเป็นค่อยไป แบ่งเป็น 3 ระยะ:
- ระยะเจ็บปวด (Freezing Stage):
- อาการ: ปวดไหล่มาก โดยเฉพาะเวลานอนกลางคืน หรือขยับผิดจังหวะ เริ่มยกแขนได้ไม่สุด
- ระยะเวลา: เป็นอยู่ประมาณ 2-9 เดือน
- คนไข้เบาหวานมักจะปวดรุนแรงกว่าคนทั่วไปในระยะนี้
- ระยะข้อยึด (Frozen Stage):
- อาการ: ความปวดอาจจะลดลงบ้าง แต่ "ไหล่แข็งโป๊ก" ขยับได้น้อยมาก เหมือนมีกาวมาติดไว้ ทำกิจวัตรประจำวันลำบากมาก เช่น สระผม รูดซิปหลัง หรือหยิบของที่วางสูงๆ ไม่ได้
- ระยะเวลา: เป็นอยู่ประมาณ 4-12 เดือน
- ระยะฟื้นตัว (Thawing Stage):
- อาการ: การขยับเริ่มดีขึ้นช้าๆ ความปวดลดลง
- ระยะเวลา: อาจใช้เวลา 1-3 ปี กว่าจะกลับมาปกติ (ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง)
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเป็นเบาหวานเป็นโรคง่ายขึ้น
- เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี
- คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (HbA1c สูง)
- มีการฉีดอินซูลิน (บ่งบอกว่าเป็นรุนแรง)
- อายุ 40-60 ปี
การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไร?
เมื่อมาหาหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:
- ซักประวัติ: เช็คประวัติเบาหวาน การคุมน้ำตาล และลักษณะอาการปวด (ปวดกลางคืนไหม?)
- ตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะลองจับแขนคนไข้ยกขึ้น หมุนออก หมุนเข้า เพื่อดูว่าติดขัดที่มุมไหนบ้าง จุดสังเกตคือ ทั้งให้คนไข้ยกเอง (Active) และหมอยกให้ (Passive) จะไปไม่ได้เหมือนกันทั้งคู่ เพราะข้อมันยึดจริง
- เอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่ผลมักจะปกติครับ แต่หมอต้องทำเพื่อ "ตัดโรคอื่นออก" เช่น กระดูกงอกทับเส้น หรือข้อเสื่อมรุนแรง
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): อาจจะเห็นเยื่อหุ้มข้อหนาตัวขึ้น หรือมีสีเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากการอักเสบ
- MRI: โดยทั่วไป ไม่จำเป็น ครับ ยกเว้นหมอสงสัยว่ามีเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดร่วมด้วย
- ตรวจเลือด: เช็คระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) เพื่อดูต้นตอของปัญหา
แนวทางการรักษา: จัดการทั้ง "ไหล่" และ "น้ำตาล"
ข่าวดีคือ โรคนี้รักษาหายได้ครับ แต่ต้องใช้ "ความอดทน" และ "วินัย" สูงมาก โดยเฉพาะในคนไข้เบาหวานที่การตอบสนองต่อการรักษาอาจช้ากว่าคนทั่วไป
1. การปรับพฤติกรรมและคุมเบาหวาน (สำคัญที่สุด!)
- ต้องคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าน้ำตาลยังสูง ร่างกายจะอักเสบไม่หยุด การรักษาที่ไหล่จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
2. การบริหารไหล่ (Stretching Exercise)
- เป็นหัวใจของการรักษา ต้องทำทุกวัน วันละหลายๆ รอบ
- ท่าไต่ผนัง (Wall walking): ใช้นิ้วค่อยๆ ไต่ผนังขึ้นไปให้สูงที่สุด
- ท่าชักรอก: ใช้เชือกคล้องราว แล้วใช้มือข้างดีดึงมือข้างเจ็บขึ้น
- ท่ายืดแคปซูลด้านหลัง: เอาแขนข้างที่เจ็บพาดผ่านหน้าอก แล้วใช้มืออีกข้างกดศอกเข้าหาตัว (หมอแนะนำให้ทำเบาๆ แต่บ่อยๆ ไม่ใช่กระชากจนเจ็บนะครับ)
3. การใช้ยา
- ยาแก้ปวด/ลดอักเสบ (NSAIDs): ช่วยลดปวดในระยะแรก แต่ต้องระวังโรคไตในผู้ป่วยเบาหวานด้วย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาอย่างระมัดระวัง
- ยาคลายกล้ามเนื้อ: ช่วยลดอาการเกร็ง
4. การฉีดยาสเตียรอยด์ (Intra-articular Steroid Injection)
- หมอจะใช้อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-guided) เพื่อปักเข็มเข้าไปในข้อไหล่อย่างแม่นยำ ช่วยลดการอักเสบได้เร็วมาก
- ข้อควรระวัง: การฉีดสเตียรอยด์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้ ผู้ป่วยต้องแจ้งหมอและติดตามค่าน้ำตาลหลังฉีดอย่างใกล้ชิด
5. การผ่าตัด (Surgery)
- ทำเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือข้อยึดติดรุนแรงมาก
- เป็นการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Capsular Release) เข้าไปตัดพังผืดที่ยึดเกาะออก แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว
การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
- หายได้ครับ: ส่วนใหญ่คนไข้จะกลับมาใช้งานแขนได้เกือบปกติ แต่อาจจะไม่ 100% เท่าข้างที่ดีเป๊ะๆ
- ใช้เวลา: ในคนเป็นเบาหวาน อาจใช้เวลารักษานานกว่าคนทั่วไป บางคนอาจใช้เวลา 1-2 ปี กว่าจะหายสนิท
- โอกาสเป็นซ้ำ: มีโอกาสครับ และที่สำคัญ มีโอกาสเป็นที่ไหล่อีกข้างหนึ่งสูงมาก ดังนั้นถ้าไหล่ขวาหายแล้ว ต้องระวังไหล่ซ้ายด้วยการคุมน้ำตาลให้ดี
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
- กล้ามเนื้อลีบ: หากไม่ขยับนานๆ กล้ามเนื้อรอบหัวไหล่จะฝ่อลีบ ทำให้ไม่มีแรงยกแขนแม้จะหายเจ็บแล้ว
- ข้อยึดถาวร: หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำกายภาพ อาจทำให้เสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไปตลอดชีวิต
สรุป
หากคุณเป็นเบาหวาน แล้วเริ่มมีอาการปวดไหล่ ยกแขนไม่สุด อย่ารอให้ "ไหล่ติดแข็ง" จนขยับไม่ได้ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ร่วมกับการคุมน้ำตาลให้ดี คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
อย่าปล่อยให้ความหวาน ทำลายการเคลื่อนไหวของคุณนะครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดไหล่ #ไหล่ติด #เบาหวาน #กระดูกและข้อ #หมอเก่ง #กายภาพบำบัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #AdhesiveCapsulitis
References
- Yian, E. H., et al. (2022). Association between diabetes mellitus and adhesive capsulitis of the shoulder: a systematic review and meta-analysis.
- (สรุป: การทบทวนงานวิจัยพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคไหล่ติดมากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ)
- Rangan, A., et al. (2023). Management of frozen shoulder: a clinical practice guideline.
- (สรุป: แนวทางการรักษาโรคไหล่ติดฉบับล่าสุด แนะนำการรักษาแบบผสมผสานทั้งกายภาพบำบัดและการใช้ยา โดยเน้นการคุมปัจจัยร่วมเช่นเบาหวาน)
- Cho, C. H., et al. (2021). The impact of diabetes mellitus on the clinical outcome of frozen shoulder: A prospective cohort study.
- (สรุป: การศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่า และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน)
- Lewis, J. (2024). Frozen shoulder contraction syndrome - Aetiology, diagnosis and management.
- (สรุป: อธิบายสาเหตุเชิงลึกของการเกิดพังผืดในข้อไหล่ โดยเฉพาะกลไกของน้ำตาลที่จับกับคอลลาเจนในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2023). Frozen Shoulder (Adhesive Capsulitis).
- (สรุป: ข้อมูลมาตรฐานจากสมาคมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์อเมริกัน เกี่ยวกับอาการ การวินิจฉัย และขั้นตอนการรักษาโรคไหล่ติด)
No comments:
Post a Comment